Half a Century Ago - ป้าง นครินทร์

Written by
22.02.18 270 views

    เชื่อเถอะว่ามีคนดนตรีแค่ไม่กี่คนหรอก ที่ยืนหยัดท้าลมท้าฝนบนความเปลี่ยนแปลงของวงการเพลง ได้อย่างมั่นคงมานานหลายสิบปี ตั้งแต่ยุคเทปคาสเซตรุ่งเรือง ไปสู่ซีดีครองตลาด จนวันนี้ที่หาดนตรีฟังได้ง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ตหนึ่งในนั้นคือ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ร็อกเกอร์วัย 50 ปี ผู้อยู่ในวงการเพลงมา 25 ปีเต็ม 

ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งที่ไปกระโดดโลดเต้นกลางคอนเสิร์ตขุนช้างตกมัน (2540) และเปิดยูทูปฟังเพลงทุกคนเคยร้องไห้ (2560) ขณะเขียนต้นฉบับ รอคอนเสิร์ต 50 ปีพรีแซยิดตอนสิ้นเดือนกันยายน เราพบว่าเพลงของป้างไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิบปีมักมีการเปลี่ยนแปลงลีลาและน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง ตามประสบการณ์และวิธีคิดที่เปลี่ยนไป 

โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากเขากลายเป็นคุณพ่อของลูกสาวที่น่ารักหนึ่งคน


ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าสไตล์เพลงของพี่ป้างจะเปลี่ยนไปทุกสิบปี

“คงเปลี่ยนแปลงไปตามวัยมั้งครับ อย่างช่วงนี้ก็รู้สึกว่าเพลงของตัวเองสงบขึ้น สุขุมขึ้น เป็นระบบระเบียบกว่าสมัยก่อน มองโลกในแง่ดียิ่งขึ้น และเรียบง่ายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาจากวิถีชีวิตในช่วงหลัง ที่หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ต่างจากตอนร้องเพลงแรกๆ ที่มีพลังพลุ่งพล่าน มองโลกดุดัน แล้วยังต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก ต้องบอกเขาว่าเราเป็นใคร และทำให้แฟนเพลงยอมรับเราให้ได้ แนวเพลงช่วงนั้นเลยจัดจ้านหนักหน่วง ต่างจากตอนนี้ที่หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตค่อยๆ คลี่คลาย ไม่มีเรื่องให้ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไปแล้ว แนวเพลงของผมเลยเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและมีอารมณ์ขันอยู่ข้างใน”

ทุกวันนี้ไม่เหลือมิสชั่นให้ต้องพิสูจน์ตัวเองจริงๆ เหรอ

“ผมไม่ชอบความรู้สึกกดดันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองครับ นั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่สนุกเลยสักนิดเดียว อีกอย่างเราก็ผ่านการพิสูจน์มาแล้วทุกอย่าง สามารถยืนอยู่ในวงการมาได้จนถึงทุกวันนี้ ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เลยอยากให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และสุนทรีย์กับดนตรีที่สร้างขึ้นมาดีกว่า”

ไม่ใช่ความคิดประมาณว่ายืนบนจุดสูงสุดอะไรทำนองนั้น

“ไม่ใช่ความรู้สึกว่าตัวเองอยู่บนจุดสูงสุด ผมไม่คิดว่าตัวเองอยู่ในจุดสูงสุดของอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าจะมีก็คงเป็นเรื่องความสมดุล ที่ผมยกให้เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและการทำงานเพลง และตอนนี้ก็เริ่มสมดุลบ้างแล้ว ซึ่งก็เริ่มต้นจากความผ่อนคลาย ไม่กดดัน มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ ทำงานแต่พอดี ไม่เคี่ยวกรำตัวเองหนักเกินไป”

แค่รู้สึกผ่อนคลายก็สามารถทำเพลงโดนใจคนยุคนี้ได้แล้ว?

“เรื่องนี้น่าจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะครับ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมชอบสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายจิต สบายใจ และสร้างรอยยิ้ม ผมรู้สึกว่าตั้งแต่อายุขึ้นเลข 4 ก็เริ่มมองว่าชีวิตและการทำงานของเราควรผ่อนคลายได้แล้ว ไม่ควรจะต้องมานั่งกดดันตัวเองทำเพลงเจ๋งๆ คูลๆ อีกต่อไป ศิลปินส่วนใหญ่ชอบคิดว่ายิ่งอายุเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งต้องทำเพลงให้ลึกล้ำสมวัย แต่ผมว่าไม่ใช่ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งต้องทำงานให้ผ่อนคลายและตามใจตัวเอง เพราะความรู้สึกเหล่านี้ช่วยยืดอายุการทำงานที่รักได้นานขึ้น สมมติว่าถ้าแบกความกดดันที่ต้องทำเพลงให้ลึกซึ้งตามอายุที่มากขึ้น สุดท้ายเราก็เครียด หนักเข้าก็อาจรับมือไม่ไหว จนสุดท้ายต้องเลิกไปเอง แบบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

“อีกอย่างน่าจะเป็นอารมณ์ขันของเพลงที่ฟังสบายๆ อย่าง ภูมิแพ้กรุงเทพ หรือ คนมีเสน่ห์ ผมเพิ่งค้นพบความยิ่งใหญ่ของอารมณ์ขันก็ตอนอายุ 40 กว่าๆ ว่าเป็นอารมณ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆ หนึ่งได้เลยนะ มันเป็นความรู้สึกที่เจ๋งมาก ผมเลยพยายามเติมอารมณ์ขันเข้ามาในชีวิตและเพลง เริ่มจากการไล่ดูตลกตามรายการโทรทัศน์ก่อนเลย ช่วงที่ผ่านมาผมดูตลกเยอะมากจนกลายเป็นแฟนคลับตัวยงของบริษัทฮาไม่จำกัดไปแล้ว (หัวเราะ)”

นี่คือเหตุผลที่มีบริษัทฮาไม่จำกัดเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ต 50 ปีพรีแซยิดใช่ไหม

“ใช่ครับ ตอนแรกหลายคนก็งงว่าทำไมเราถึงชวนศิลปินตลกทีมนี้มาเป็นแขกรับเชิญ ผมขออธิบายง่ายๆ ว่าเวลาเราชอบใครก็อยากให้เขาขึ้นมาอยู่บนเวทีเดียวกับเรา ซึ่งตัวผมตอนนี้ชอบบริษัทฮาไม่จำกัดมาก เรียกว่าเป็นแฟนคลับเขาเลยก็ได้นะ ผมก็เลยอยากชวนพวกเขามาทำอะไรร่วมกันในโอกาสพิเศษแบบนี้ แล้ว 25 ปีที่ผ่านมาเวลามีคอนเสิร์ตใหญ่ ผมก็ชวนพี่ๆ น้องๆ ศิลปินมาเป็นแขกรับเชิญบ่อยแล้ว ครั้งนี้เลยอยากเปลี่ยนไปทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง”

ตอนแรกที่จับความตลกมาใส่เพลงร็อกรู้สึกประดักประเดิดบ้างไหม

“ไม่เลยนะ ผมว่ามันลงตัวมาก เห็นได้ชัดจากเพลงคนมีเสน่ห์ เพลงภูมิแพ้กรุงเทพ ที่มีความขำอยู่ในตัวและไม่ได้ทำให้แฟนเพลงรุ่นเก่าต่อต้าน แถมเสียงตอบรับยังดีมากด้วยซ้ำไป”

ช่วงหลังทำแต่เพลงสไตล์นี้ เคยรู้สึกโหยหาดนตรีหนักหน่วงแบบเมื่อก่อนบ้างไหม

“ไม่เคยโหยหาเลยครับ เพราะต่อให้ไม่ได้เขียนเพลงแนวนั้นในช่วงนี้ แต่เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหน ผมก็ยังเอาเพลงเก่าๆ มาเล่นด้วยความรุนแรง หนักหน่วงอยู่เสมอ เลยไม่มีความรู้สึกโหยหาอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำเพลงหนักหน่วงแบบนั้นอีกแล้ว เพราะไม่แน่เหมือนกันว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า ผมอาจจะกลับมามีอารมณ์เกรี้ยวกราด อยากทำเพลงแรงๆ อีกก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องอารมณ์ตอนแต่งเพลงล้วนๆ เลยครับ บอกได้ยากจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรบ้างในอนาคต”

ไหนๆ ก็พูดเรื่องคอนเสิร์ตแล้ว ขอถามหน่อยว่าคอนเสิร์ต 50 ปีพรีแซยิด ถือเป็นของขวัญครบรอบอายุครึ่งร้อยหรือเปล่า

“พูดแบบนั้นก็ได้เหมือนกันนะ เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบเล่นคอนเสิร์ตใหญ่บ่อยๆ ไม่ใช่นักดนตรีประเภทวางแผนเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ปีละครั้งหรือสองครั้ง จะเล่นแต่ละครั้งก็ต้องมีเหตุการณ์พิเศษหรืออยากเล่นจริงๆ เท่านั้น อย่างปีนี้ก็อายุครบ 50 ปีพอดี เป็นตัวเลขกลมๆ ที่น่าสนใจ ผมเลยคิดว่าน่าจะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นหลักกิโลฯ ที่น่าจดจำในชีวิต คอนเสิร์ตพรีแซยิดเลยเป็นทั้งของขวัญและของที่ระลึกในวัย 50 ปีนั่นแหละครับ”

ทำไมถึงไม่ชอบเล่นคอนเสิร์ตใหญ่บ่อยๆ ในเมื่อขึ้นชื่อว่า ป้าง-นครินทร์ ยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าขายได้หรือขายไม่ได้ แต่ผมรู้สึกว่าการเล่นคอนเสิร์ตใหญ่มีสีสันมากเกินไป แต่ไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีนะ แค่ความรู้สึกแบบนั้นไม่เข้ากับธรรมชาติการใช้ชีวิตของผมในวันนี้สักเท่าไหร่ ผมเป็นคนชอบอะไรเรียบๆ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมต้องเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ มักจะเกิดความรู้สึกสองก้อนใหญ่ขึ้นมาในตัวเอง หนึ่งคือความปิติที่ได้รื่นรมย์กับแฟนเพลงตัวจริงของเรา ส่วนอีกก้อนคือความเหนื่อยล้ามากๆ พอความรู้สึกสองอย่างเข้ามาอัดในตัวพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายและมีสีสันเกินพอดีไปหน่อย”

ไม่ขัดแย้งไปหน่อยเหรอที่ร็อกสตาร์ชื่อดังไม่ชอบใช้ชีวิตแบบมีสีสัน 

“ไม่ถึงกับไม่ชอบชีวิตที่มีสีสันหรอกครับ แค่ไม่ค่อยชอบชีวิตที่มีสีสันมากเกินไป ซึ่งคอนเสิร์ตใหญ่สำหรับผมดันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันมากเกินไป ฟู่ฟ่ามากเกินไป และเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ถูกความเหนื่อยกับความสุขบีบอัดเข้ามาพร้อมๆ กันแบบนี้”


ความเหนื่อยกับความสุขที่มาพร้อมกันไม่ช่วยให้บาลานซ์เหรอ

“ความรู้สึกสองก้อนนี้เป็นขั้วตรงข้ามกัน พอเข้ามาในตัวเราพร้อมกันก็เกิดสงคราม ดังนั้นลืมเรื่องความบาลานซ์ไปได้เลย ความรู้สึกตอนนี้เลยวุ่นวายยุ่งเยิงและฟู่ฟ่ามากเกินกว่าตัวตนจริงๆ ของผม”

ไม่ชอบความฟูฟ่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“คิดว่าน่าจะเพิ่งมารู้สึกแบบนี้ก็ตอนอายุ 40 กว่าขึ้นไปแล้ว ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการโหมงานหนัก เพราะช่วง 30 กว่าๆ ตอนอัลบั้มเลี่ยมทองกำลังพีก ผมต้องเล่นคอนเสิร์ตติดกัน 5 วัน เลยเหมือนเป็นการสะสมความทุกข์บางอย่างเข้ามาโดยไม่รู้ตัว พออายุมาถึง 40 ร่างกายก็เริ่มรับความเหนื่อย ความฟู่ฟ่าแบบนั้นไม่ไหว สุดท้ายเราต้องสร้างกฏเกณฑ์ในการรับงาน ไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อความสมดุลของชีวิต”

รู้สึกว่าช่วงอายุ 40 ปีมีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากเลยนะ 

“คงเป็นเพราะช่วงอายุ 30 กว่าๆ เราอัดพลังในการทำงานเข้าไปเยอะมาก จนเกิดอาการล้าสะสมมั้งครับ พออายุขึ้นเลข 4 ผมเลยรู้สึกชอบชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความชีวิตช่วงนี้ทิ้งสีสันไปเลยนะ ถ้าปาร์ตี้บ้านเพื่อนสัก 3 ชั่วโมงก็ยังทำอยู่นะครับ แต่คงไม่ได้ไปติดๆ กันทุกคืนเหมือนสมัยก่อน ผมเริ่มรู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นบ่อยๆ มันน่าเบื่อเกินไปแล้ว

“แล้วยิ่งช่วงนั้นผมเพิ่งมีลูกสาว (ปัจจุบันน้องขมิ้นลูกสาวของป้างอายุ 12 ปีแล้ว) การใช้ชีวิตแทบทั้งหมดเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย เพราะว่างจากการเล่นคอนเสิร์ต ผมจะรีบกลับไปใช้เวลากับลูกสาวให้มากที่สุด เพราะผมอยากเฝ้ามองทุกการเติบโตของเขา บางทีแค่ไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด 4-5 วันกลับมาบ้าน ผมก็รู้สึกว่าเขาโตขึ้นมาก จริงๆ นะครับ ถ้าใครมีลูกจะรู้เลยว่าแค่ไม่ได้เห็นกันพักเดียว เขาจะเติบโตขึ้นไปผิดหูผิดตามาก แล้วตอนนั้นผมจะเสียดายมากที่ไม่ได้เห็นช่องว่างของการเติบโตเหล่านั้น ทุกวันนี้จึงพยายามใช้เวลากับเขาให้มากที่สุด ไอ้เรื่องปาร์ตี้ก็เลยน้อยลงไป ทุกวันนี้น่าจะมีแค่ปีละครั้งสองครั้งเองมั้ง”

โอ้โห! พี่ป้างติดลูกเกินคาดเลยนะ

“เรื่องนี้ยอมรับครับ (หัวเราะ) เพราะผมรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้เห็นการเติบโตในทุกช่วงเวลาของเขา ผมอยากรู้ฉิบเป๋งเลยว่าในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป เขาเติบโตไปในทิศทางไหนบ้าง ผมจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้พอเขาเริ่มโตก็จะบอกพ่อว่าช่วยอยู่ห่างๆ หน่อยก็ได้ (หัวเราะ)

พอพูดถึงลูกสาวแล้ว น้ำเสียงพี่ป้างฟังดูมีความสุขมากเลยนะ

“เป็นเรื่องธรรมดาของคนมีลูกครับ แต่ผมคิดว่าการเป็นพ่อคนทำให้ผมเปลี่ยนแปลงเยอะเลยนะ รู้สึกว่าตัวเองใจดีขึ้นและใจเย็นกับทุกสิ่ง ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนเป็นคนรำคาญเด็กจะตาย เวลาขึ้นเครื่องบินแล้วได้ยินเด็กร้องแบบทนจะไม่ไหวเลยนะ ทำไมต้องร้องอะไรขนาดนี้วะ แต่ถ้าเป็นตอนนี้เข้าใจแล้วว่า อ๋อ...เด็กเขาคงกลัวเนอะ เข้าภัตตาคารแล้วมีเด็กเจี๊ยวจ๊าวก็ไม่ชอบ แต่ตอนนี้เห็นเด็ก 4-5 ขวบเดินผ่านก็อยากเข้าไปหอมแก้ม เมื่อก่อนเคยคุยกับแฟนว่าเราขี้รำคาญขนาดนี้ ตอนมีลูกจะไม่รำคาญตายเลยเหรอ แถมเคยคิดด้วยนะว่า ทำไมธรรมชาติถึงสร้างลูกหมาให้น่ารักกว่าลูกคนวะ แต่พอมีลูกเองจริงๆ นี่หลงหัวทิ่มเลย (หัวเราะ)”

เพราะไม่ใช่ลูกเราเองด้วยหรือเปล่าถึงไม่เห็นถึงความน่ารัก

“ผมคิดว่าเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่เคยมีลูกมากกว่า เลยมองไม่เห็นถึงความน่ารักของเด็ก แล้วผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ชายทุกคนถ้ามีลูก ร้อยทั้งร้อยถ้าไม่ใช่คนโรคจิต ก็ต้องหลงลูกกันหัวทิ่มทุกคน เป็นความรู้สึกแบบว่า โอ้โห! ลูกมีค่ากับเรามากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เชื่อเถอะว่าเป็นทุกคนแหละ คุณมีลูกหรือยัง (เราส่ายหัวตอบปฏิเสธ) ลองมีดูแล้วคุณจะรู้ (หัวเราะ)”

แล้วยิ่งมีลูกสาวกำลังโตแบบนี้หวงมากไหม

“หนักเลยครับ ทุกวันนี้ก็พยายามสอนพื้นฐานการใช้ชีวิต และการเข้าใจโลกให้กับเขาเยอะๆ พยายามให้เขาเห็นว่ามนุษย์มีหลายแบบ ผู้ชายก็มีหลายประเภท มีตั้งแต่ดีมากไปจนถึงเลวมาก เพื่อให้เขาสามารถเอาตัวรอดได้ในชีวิตประจำวัน ผมคำนึงเรื่องความปลอดภัยของลูกเป็นอันดับหนึ่ง ไม่เฉพาะจากคนอื่นนะครับ แต่หมายถึงจากอุบัติเหตุต่างๆ ด้วย เคยได้ยินที่คนเขาชอบพูดกันไหมว่า การเลี้ยงเด็กอย่างน้อยต้องหัวแตกบ้างสักครั้งหนึ่ง แต่ลูกผมยังไม่เคย ผมป้องกันอย่างเข้มงวด เพราะเราไม่รู้เลเวลของอุบัติเหตุว่าจะหนักขนาดไหน หัวแตก แขนหัก หรือแขนขาด ผมขอป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่า อย่ามองว่าผมเป็นคนแปลกๆ นะ เพราะพ่อทุกคนก็เป็นอย่างนี้แหละ (หัวเราะ) แต่เรื่องอื่นผมให้อิสระและปล่อยให้เขาเล่นสนุกกับทุกอย่างนะ แค่จะคอยเซฟความปลอดภัยเอาไว้เท่านั้นเอง”

งั้นขอสมมติว่าน้องขมิ้นขอไปเที่ยวกับเพื่อนนี่ให้ไปไหม

“(ขมวดคิ้วคิด) อาจจะให้ไปครับ แต่ในลักษณะที่มีแม่เขา ไม่ก็ผม คอยตามดูอยู่ห่างๆ เพราะผมว่าอายุ 12 ยังเด็กไป ไว้สัก 15 ก่อนถึงจะปล่อยให้เที่ยวกับเพื่อนแบบไม่ต้องจับตามอง”

เห็นบอกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยปาร์ตี้ แล้วเมื่อก่อนหนักขนาดไหน แฟนห้ามหรือเปล่า

“ผมค่อนข้างโชคดี ไม่สิ เลือกคู่ชีวิตถูกต้องมากกว่า เพราะเขาสามารถเข้าใจชีวิตและอาชีพของเรา เขารู้ว่าอาชีพของผมต้องไปเล่นตามผับตามบาร์ มีปาร์ตี้บ่อย แล้วยังมีผู้หญิงเข้ามาสนใจมากเป็นปกติ เดินไปไหนมาไหนก็อาจมีผู้หญิงมาขอถ่ายรูป ซึ่งเขาก็เป็นคนถ่ายให้ด้วยนะ ให้โอบเอวอีกต่างหาก แล้วก็เป็นเขานี่แหละที่ชอบบอกให้เราออกไปข้างนอกซะบ้าง ไม่ใช่มาอยู่ติดบ้านนอนดูลูกแบบนี้ และที่สำคัญคือแฟนผมไม่เคยโทรตามเลยว่าเราอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ ถือเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะผมรู้สึกว่าการตามจิกเป็นการเหมือนเอาเข็มทิ่มให้เราวิ่งหนี ไม่ใช่ความรัก แต่การดึงเข็มออกมาต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและสบายใจ”

พี่ป้างเคยโดนเข็มทิ่มบ้างไหม

“เคยครับ แต่ไม่ใช่กับคนนี้ เป็นแฟนคนก่อนหน้านี้ พอโดนเข็มทิ่มปุ๊บผมเลิกภายใน 2-3 สัปดาห์เลย เพราะรับสิ่งนี้ไม่ได้จริงๆ ถ้าฝืนต่อไปยังไงก็คบกันไม่รอด สู้เลิกกันตั้งแต่ตอนคบกันแรกๆ ดีกว่า เพราะฉะนั้นแฟนคนนี้จึงเป็นของขวัญที่เยี่ยมมากจากการเลือกแล้วของผม”

งั้นตามตรงๆ เลยว่า ปกติพี่ป้างเจ้าชู้ไหม

“เหมือนชาวบ้านเลยครับ ผู้ชายชาวบ้านทั่วไปเจ้าชู้ ผมก็เจ้าชู้แบบผู้ชายชาวบ้านทั่วไป แต่ถ้าเขาไม่เจ้าชู้ ผมก็ไม่เจ้าชู้นั่นแหละ (หัวเราะ)”

เอ๊ะ! นี่ถือว่าตอบคำถามแล้วใช่ไหม

“ตอบแล้วนะครับ (หัวเราะ) ผมแค่เหมือนชาวบ้านปกติเลย”

เพราะความปกตินี่ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้พี่ป้างมีชีวิตคู่ที่ค่อนข้างอิสระ

“ก็เป็นไปได้นะ เพราะผมเคยถามเหมือนกันว่าทำไมเธอไม่โทรตามเลย ไม่หวงบ้างเลยเหรอ เขาก็บอกว่ารู้อยู่แล้วว่าคนอย่างผมเนี่ย ต่อให้ไปซ่าแค่ไหน เดี๋ยวก็ต้องกลับบ้าน ไม่ค้างที่อื่นด้วย ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบนอนนอกบ้าน แล้วแฟนก็เคยบอกว่าคนแบบผมเนี้ยเป็นคนรับผิดชอบครอบครัวมากอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เออ เขาก็แมนดี เหมาะกับการเป็นเมียพี่อย่างยิ่ง (หัวเราะ)”

มีการสร้างข้อตกลงร่วมกันบ้างหรือเปล่า

“เราใช้ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันมากกว่าการตั้งกฏเกณฑ์ เป็นการซึมซับกันเอง แทบไม่มีการพูดว่าฉันหรือเธอต้องเป็นแบบไหน”

นอกจากช่วงอายุ 40 แล้วยังมีช่วงไหนที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญบ้าง

“ผมคิดว่าจะเป็นตอนอายุ 9 ขวบ ช่วงที่พ่อเสียกะทันหัน ตอนนั้นครอบครัวงุนงงกันมาก เพราะคุณพ่อเป็นตำรวจและครอบครัวก็อยู่ที่แฟลตตำรวจ พอพ่อเสียก็กลายเป็นว่าไม่มีบ้านอยู่กัน ต้องย้ายบ้านและเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นอีกแบบไปเลย แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ผมวางแผนเผื่อไว้ให้ครอบครัวนะ เตรียมเงินไว้ก้อนหนึ่ง สมมติว่าผมเกิดตายไป หรือไม่ได้รับความนิยมแล้ว อย่างน้อยสถานการณ์ของครอบครัวผมในตอนนี้ ก็จะไม่เลวร้ายเหมือนสมัย 9 ขวบที่ผมต้องเสียคุณพ่อไป”


ช่วงไหนเป็นช่วงที่มีความสุขกับการทำงานมากที่สุด

“น่าจะเป็นอัลบั้มไข้ป้าง ตอนนั้นเหมือนผมกระโดดเข้าไปอยู่ในสนามเด็กเล่น ซึ่งเราไม่เคยเล่นเครื่องเล่นอะไรเลย เราก็วิ่งเล่นเครื่องนู้น เครื่องนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะเหนื่อยขนาดไหนก็ยังวิ่งต่อไปไม่รู้สึกเหนื่อย”

แสดงว่าอัลบั้มหลังๆ ไม่ตื่นเต้นเท่าอัลบั้มแรกแล้วสิ

“ความตื่นเต้นลดทอนอยู่แล้ว การทำงานหลังจากนั้นกลายเป็นความพยายามเก็บข้อมูลและเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้พัฒนาในอัลบั้มต่อไป กลายเป็นการทำงานเพื่อการศึกษา ความสนุกก็ต้องน้อยลงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

แล้วช่วงไหนที่น่าเศร้าหรือผิดหวังที่สุดในอาชีพนักร้อง

“ความผิดหวังสำหรับผมคงเป็นตอนทำอัลบั้มของวงไฮดร้า เพราะผมกับปอนด์ (ธนา ลวสุต) รู้สึกว่ามันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เราถึงหยุดพักเพื่อไปทำงานของแต่ละคน เป็นความผิดหวังเล็กๆ ส่วนความผิดหวังอีกครั้งเป็นตอนทำอัลบั้มดอกเดียว เพราะเป็นอัลบั้มที่ตั้งใจทำกันด้วยความเหน็ดเหนื่อย ตอนนั้นเราอยากทำให้มันเป็นอัลบั้มที่เสียงดี ซาวนด์ดี แต่ช่วงที่ปล่อยอัลบั้มดันเป็นช่วงซีดีล่มสลาย พอเห็นยอดขายก็รู้สึกจุกๆ พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน” 

แต่อัลบั้มนั้นคนชมกันเยอะมากเลยนะ

“แต่สุดท้ายยอดขายก็ยังเป็นสิ่งที่บริษัทคาดหวัง แต่เรากลับทำไม่ได้ตามความคาดหวัง เราทำให้คนอื่นเขาผิดหวัง จำได้ว่าผมไม่กล้ามองหน้าเจ้าของค่ายเลย มันจุกมาก” 

เข้าใจว่านั่นเป็นเหตุผลให้พี่ป้าง เบรกงานเพลงไปพักหนึ่งด้วยหรือเปล่า

“มีส่วนเหมือนกันนะ ตอนนั้นผมอยากขอดูเชิงก่อนว่าธุรกิจเพลงไทยจะไปทางไหน หลายคนพูดว่าน่าจะล่มสลาย นักวิชาการหลายคนบอกว่าคราวนี้ได้ล่มกันจริงๆ แล้ว ผมดูเชิงอยู่นานเหมือนกัน จนรู้สึกว่าต้องไปได้สิ จึงกลับมาทำเพลงอีกครั้ง แต่ตอนนั้นปล่อยเป็นซิงเกิลก่อน ยังไม่อยากทำเป็นอัลบั้มเลย”

แล้วตอนนี้คิดว่าวงการเพลงเป็นไงบ้างแล้ว

“วงการเพลงคงไม่ล่มสลายหรอก แต่พฤติกรรมคนฟังเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นคนทำเพลงต้องปรับตัวตามให้ทัน ถ้าปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ เราก็ยังสามารถทำงานดนตรีที่รักต่อไปได้ แต่ถ้าไม่คิดปรับตัวสุดท้ายก็ต้องหายตามกาลเวลา ไม่ใช่แค่วงการเพลงเท่านั้นนะ หมายถึงวงการอาชีพเลย”