Girl Boss - จิงจิง-วริศรา ยู

31.07.18 860 views

จากนางแบบดาวรุ่งพุ่งแรง วันนี้ ‘จิงจิง-วริศรา ยู’ มาในบทบาทใหม่ล่าสุด ด้วยการเป็นนางเอกหนังครั้งแรกในเรื่อง ‘App War แอปชนแอป’ ที่เธอบอกว่าบทบาทในเรื่องไม่ต่างจากชีวิตจริงเท่าไรนัก ใครเลยจะรู้ว่าภายใต้ร่างสูงโปร่งสะโอดสะองที่มาพร้อมหน้าเก๋และลุคเริ่ด เชิด แต่ชีวิตจริงของจิงจิงต้องเจอการรังแกยิ่งกว่านางเอกในหนังหรือละครเสียอีก 


รู้สึกอย่างไรที่เล่นหนังเรื่องแรกก็ได้เป็นนางเอก เพราะบทหรือเปล่าเลยรับงานนี้

ไม่เกี่ยวเลยค่ะ เราว่าบทมันน่าสนใจ เรามีความฝันของเรา แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งมีพี่ๆ ทีมงานโทรมาชวนไปแคสติ้งบทตั้งแต่ตอนที่อยู่เกาหลี พออ่านบทก็รู้สึกว่า เฮ้ย! หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนหนังรักวัยรุ่นทั่วไป มันเป็นหนังรักที่แทบจะไม่มีบทรักให้เห็นเลย เป็นบทรักที่ไม่ได้แสดงออกมา ส่วนใหญ่มีแต่การแข่งขันกันมากกว่า อีกอย่างหนึ่งบทของ ‘จูน’ มีอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ต่างจากตัวเรา


‘จูน’ กับ ‘จิงจิง’ คล้ายกันอย่างไร

ที่บอกว่า ‘จูน’ คล้ายตัวเรา ก็เพราะว่าดูเป็นคนมีความมั่นใจ คิดอะไรหรือพูดอะไรออกมาปุ๊บปั๊บ แต่ความจริงแล้วจูนเป็นคนอ่อนไหวง่ายมาก ไม่มีความมั่นใจมากมายแบบที่ใครเห็น นี่เป็นตัวเราเลย ต่อหน้าคนอื่นเราดูเหมือนคนมีความมั่นใจมาก แต่ความจริงแล้วเราเป็นคนที่เวลามีเรื่องอะไรก็ไม่พูด ชอบเก็บมาคิดคนเดียว ร้องไห้คนเดียว จะมีแค่เพื่อนบางคนเท่านั้นที่รู้ว่าเป็นคนแบบนี้ เพราะเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนกับคนอื่นเท่าไหร่ ก็จะเป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่เด็ก 


อะไรที่ทำให้ไม่มั่นใจในตัวเอง

เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้เราก็ยังมีความไม่มั่นใจในตัวเองเยอะมาก ใครที่อยู่รอบข้างจะเห็นชัดมาก เพราะเราจะคอยถามเสมอว่าทำแบบนี้โอเคไหม อย่างนี้ดีรึเปล่า เป็นคนคิดมาก กลัวจะทำออกมาไม่ดี กลัวเสียงวิจารณ์ เพราะเป็นคนที่แคร์ทุกอย่าง จนแทบไม่แคร์ตัวเองเลย อย่างการทำงานก็กลัวจะแสดงออกมาไม่ดี


สิ่งที่รุนแรงที่สุดที่ทำให้ขาดความมั่นใจคืออะไร

จุดที่ทำให้กลายเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย คือช่วงที่เราอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงเยอะๆ เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมา เราเป็นเด็กกิจกรรม เพราะชอบทำกิจกรรม ชอบทำนู่นนี่ ชอบเต้น แล้วด้วยความที่ผู้หญิงอยู่กันจำนวนมาก การถูกหมั่นไส้หรืออิจฉามันเกิดขึ้นได้ ถูกคนเกลียด พอย้ายไปโรงเรียนสหฯ ก็ยังถูกเกลียดมากกว่าเดิมอีกจนร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน จากเด็กโรงเรียนหญิงล้วนมาเจอนักเรียนคละกัน แล้วช่วงนั้นโทรศัพท์บีบีกำลังฮิต มีรุ่นพี่แอดมา ทุกคนแอดคุยกัน เราไม่ได้คิดอะไร รับแอด แล้วก็คุย ปรากฏว่าบางคนมีแฟนแล้วแต่แอดมาคุยกับเรา เราไม่รู้ ทีนี้เราก็ถูกหมั่นไส้ จนเราทำอะไรก็ไม่มั่นใจ เคยโดนดักหาเรื่อง แต่เรารอดมาได้เพราะดวงตลอด เช่น เราออกจากโรงเรียนก่อนเพื่อไปทำงานพิธีกรรายการหนึ่ง มารู้เพราะเพื่อนบีบีมาบอก (ยิ้ม) 


เป็นคนขี้อายแต่เป็นเด็กกิจกรรมเหรอ

เราเป็นเด็กขี้อายที่ชอบทำกิจกรรม เราชอบการแสดง แต่ไม่กล้าแสดงออก


มันเป็นอย่างไร

เราชอบเต้นตั้งแต่เด็ก แม่ก็ส่งไปเรียนที่ Superstar Academy โรงเรียนเลิกก็ไปเรียนเต้นต่อ เพราะเต้นเป็น พอมีงานโรงเรียนที่ต้องรำ ต้องเต้น เราก็ได้ทำแต่ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีคือเราก็ยังรู้สึกอาย 


จากที่ชอบเต้นทำไมถึงกลายไปเป็นนางแบบได้

ที่ Superstar Academy เขาเห็นว่าเราเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น สูง ผอมมาก คอยาว หน้าแปลก ตอนเด็กๆ น่าเกลียดมาก ตอนนี้ก็...(ยิ้ม) เมื่อก่อนขี้เหร่มาก


คำว่าน่าเกลียดนี่มาจากส่องกระจกหรือโดนคำพูดเชิง Bully จากคนอื่น

ทั้ง 2 อย่างเลยค่ะ ทุกคนเรียกเราว่าเอเลี่ยนบ้าง จิ้งจก เสาไฟฟ้า ไม้เสียบผี เพราะโดนอะไรอย่างนี้เยอะด้วยเลยยิ่งทำให้ไม่มั่นใจในตัวเอง สูงร้อยเจ็ดสิบกว่า หนัก 42 เราสูงกว่าเพื่อนมากก็เลยเดินหลังค่อม แต่ด้วยความสูงของเราก็เลยได้เรียนเดินแบบด้วย เรียนเล่นๆ พร้อมเรียนเต้น เรียนกีตาร์ จนอายุ 15  ปี พอดีคุณครูที่ Superstar Academy บอกแม่ว่าให้พาเราไปลองประกวดไทยซูเปอร์โมเดลพอตัดสินใจว่าจะลองดู ตอนเช้าแม่พาไปทำบัตรประชาชนแล้วไปสมัครเลย (หัวเราะ)


คาดหวังอะไรจากการสมัครไหม

ไปสมัครแบบเด็กกะโปโลคนหนึ่งค่ะ (หัวเราะ) สมัครเล่นๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย ที่ได้มาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะเป็นดวงหรือเปล่า (ยิ้ม) เพราะตอนนั้นคนในวงการแฟชั่นเอ็นดูเรามากๆ เราได้ Editor’s Choice ได้รางวัลผิวสวย อะไรๆ มันก็ตามเข้ามา งานก็เข้ามาเรื่อยๆ เราเองก็งงเหมือนกัน


เข้าสู่วงการนางแบบก็เป็นการอยู่รวมกันของผู้หญิง กลัวบ้างไหม

ทุกคนชอบคิดแบบนั้นน่าจะเพราะดูละครมาเยอะ แบบว่าต้องแอบเอาตะปูมาใส่ในรองเท้า (หัวเราะ) ความจริงแล้วทุกคนคือคนปกติค่ะ เราว่าวงการนางแบบไม่ได้มีการแข่งขันมากมายขนาดนั้น (วงการนางแบบกับโรงเรียนอะไรน่ากลัวกว่ากัน?) ในโรงเรียนค่ะ เราโดนหนักมาก แรงที่สุดคือบ้วนน้ำแข็งไสใส่รองเท้า ตะโกนด่า ปาขนมใส่ แต่เราไม่เคยตอบโต้ กลับบ้านไปนั่งร้องไห้ เจอมาแบบนี้มันทำให้ชีวิตเราเข้มแข็งขึ้นค่ะ ชีวิตการทำงานเราก็เข้มแข็งขึ้น


เคยคิดไหมว่าจะได้อยู่ในวงการบันเทิง

ตอนเด็กฝันว่าอยากเป็นอะไรหลายอย่างมาก อยากเป็นพยาบาลเพราะอยากดูแลคนอื่น หรือไม่ก็เป็นแอร์โฮสเตสสวยๆ (ยิ้ม) แต่ก็มาเป็นนางแบบ เป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอบ้าง การเล่นเอ็มวีไม่ได้ต้องทำอะไรมากไม่ได้ใช้แอ็กติ้งจริงจัง แล้วก็ได้ไปทำงานที่เกาหลี


ทำไมถึงได้โกอินเตอร์

เราบอกตลอดว่าอยากเป็นนางแบบโกอินเตอร์มาตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้วคิดแบบนี้มาตลอด จนตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่เอแบค ที่นี่เรียนหนักมาก หยุดเรียนมากจะโดนดร็อป ทำให้เราอดรับงานที่อยากทำไปหลายงาน ซึ่งช่วงนั้นมีโอกาสเข้ามาเยอะมาก จนเราตัดสินใจดร็อปไปก่อนดีกว่า แล้วก็รับงาน ทำให้เราได้ไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้บ่อยมาก จนได้รู้จักกับดีไซเนอร์เกาหลีคนหนึ่งโดยการแนะนำของพี่ๆ ในวงการที่ไทยนี่แหละ 

แล้วมีครั้งหนึ่งที่เราไปเที่ยวช่วงโซลแฟชั่นวีกพอดี ดีไซเนอร์คนนั้นเขาส่งข้อความมาถามว่าสนใจเดินแบบแฟชั่นวีกไหม โห! ตื่นเต้นมาก ขนลุกและน้ำตาไหล เราไปฟิตติ้งทันที แล้วหลังจากนั้นเพื่อนๆ เขาก็ชวนเราไปถ่าย Lookbook ของแบรนด์เขา งานก็เลยเข้ามาเรื่อยๆ มันไม่ได้เหมือนที่ฝันไว้เท่าไหร่ คือเราชอบเกาหลีเพราะเราชอบดูซีรีส์ แต่ชีวิตจริง การทำงานมันไม่เหมือนในซีรีส์นะ


ได้ข่าวว่าอยากโกอินเตอร์ไกลกว่านี้อีก

เมื่อก่อนคิดแบบนั้นค่ะ โมเดลลิ่งที่เกาหลีก็ส่งไปนิวยอร์กด้วย เราอยากไปนะ แต่พอใช้ชีวิตอยู่เกาหลีมาปีนึงเรารู้สึกเหงาค่ะ ความฝันเราก็ไม่อยากทิ้ง แต่มันเหงา แล้วช่วงนี้งานอื่นๆ ที่ไทยก็เริ่มมีเข้ามา เริ่มมีซีรีส์ติดต่อมาด้วย ก็ชั่งใจอยู่ว่าจะทำยังไงต่อไปดี ต้องดูว่าผลตอบรับจากหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง และก็ยังต้องทำงานที่เกาหลีอีก 1 ปี ตามสัญญาอยู่ดีค่ะ


จากที่ถูกว่าเรื่องหน้าตา รูปร่าง ทุกวันนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากวันนั้นไหม

ทุกวันนี้นั่งตัวตรงไม่ได้นั่งหลังค่อมแล้ว เดินไปไหนทุกที่คือรันเวย์ของเรา แม้กระทั่งริมถนน จนหลายคนทักว่าทำไมเดินแรงอะไรขนาดนี้ เราเดินปกตินะ มันชินค่ะ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องหน้าตา ตอนนี้คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาแบบนี้ โคตรหายากเลย เราไม่ใช่คนสวย เราดูแปลกแต่เก๋ ดูน่ามอง บางคนก็บอกว่าน่าค้นหา เรารักตัวเองมากขึ้น

ตอนนี้เริ่มติดใจการแสดงหรือยัง

เริ่มติดใจนะ รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายตัวเองมาก ชอบช่วงเวลาก่อนเข้าซีน ที่เราต้องสวมบทเป็นตัวละครตัวนี้ มันทำให้เราได้คิดว่าเราจะแสดงออกมายังไงดี ชอบมาก มันสนุกมาก


จนตอนนี้ก็ยังดร็อปเรียนอยู่เหรอ

ยังไม่ได้กลับไปเรียนเลยค่ะ


ถ้าวันหนึ่งทำงานเพลินเกินไปจนไม่ได้กลับไปเรียนล่ะ

เราไม่มายด์นะ แต่พ่อแม่คงไม่ให้ ก็คงต้องกลับไปเรียนให้เขาหน่อย (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ยังอยากเก็บประสบการณ์การทำงานก่อน ซึ่งมันก็คือการเรียนนะ เรียนจากชีวิตจริง
 

App War คือหนังว่าด้วยการแข่งขัน ชีวิตจริงต้องแข่งขันอะไรบ้างไหม

ต่อสู้เยอะมากนะ ชีวิตเราก็เหมือนจูน (ตัวละครในเรื่อง) กว่าจะได้ไปทำงานที่เกาหลีใต้ พอไปทำแล้วเราผ่านการต่อสู้มาเยอะ กว่าจะได้ไปนั่งร้องไห้มาตั้งเท่าไหร่ แต่พอได้ไปทำงานที่นั่นคนในวงการนางแบบที่นั่นก็น่ารักทั้งหมดเลย (ยิ้ม)


ถ้าให้เลือกฉากที่ประทับใจจากหนังเรื่องแรก ฉากนั้นคืออะไร

ฉากดราม่าแล้วกัน เพราะสำหรับเรามันยากมากเลย เราร้องไห้ยากมาก มันเกิดจากการที่เมื่อก่อนเราร้องไห้ได้ทุกที่ จนเก็บไปร้องไห้คนเดียว เก็บไว้กับตัวเอง แล้วมันกลายเป็นเกราะป้องกันตัวเอง กลายเป็นคนร้องไห้ยาก พอต้องมาร้องไห้ในหนัง ต้องร้องไห้ต่อหน้าคนทั้งกองมันยากมาก แล้วเรื่องนี้ก็ฉากดราม่าเยอะ ร้องไห้เยอะ จริงๆ ไม่อยากให้พลาดฉากอื่นๆ ด้วย เพราะมันมีครบเลย



Tags :