FROM PUNK BOY TO DRAMA QUEEN - จีน กษิดิศ สำเนียง

05.11.18 72 views

เมื่อราวสิบกว่าปีก่อน ชื่อของ ‘Futon’ หรือ ‘ฟูตอง’ เป็นชื่อวงดนตรีนอกกระแสที่โดดเด่นและโด่งดังมาก ด้วยดนตรีแพรวพราว รูปแบบการโชว์ที่เปรี้ยวซ่าแตกต่าง นักดนตรีแต่ละคนมีคาแร็กเตอร์ชัดเจน และที่ตราตรึงผู้ชมมากที่สุด คงหนีไม่พ้นฟรอนต์แมนที่มีเสียงร้อง การแต่งกาย และลีลาจัดจ้านอย่างจีน-กษิดิศ สำเนียง หรือจีน Futon 

ถึงแม้ปัจจุบัน Futon จะปิดตัวลงไปแล้ว สมาชิกวงต่างแยกย้ายไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักตามแนวทางของพวกเขาแต่ละคน แต่ ‘จีน’ ยังคงโลดแล่นอยู่ในเส้นทางดนตรี ทว่าภาพลักษณ์พังก์หลุดโลกเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงสู่การเป็น ‘ขุ่นแม่’ สุดแซ่บเป็นที่เรียบร้อย


ภาพลักษณ์ขณะที่เป็นจีน Futon เป็นอย่างไร

ตอนเป็น Futon มันยังไม่ได้มี Stereotype ว่าเหล่า LGBT ต้องแต่งตัวอย่างไร ตอนนั้นเราเองก็จะออกแนวโมฮว็อก ผสม พังก์ร็อก แต่ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านั้นเราแต่งตัวจัดจ้านกว่านั้นไปอีก เป็นแนวโมฮว็อก ถักผมเดรดร็อก ใส่เสื้อหนัง มันดูแร้งแรงงง จนไม่มีใครมาจีบ (หัวเราะ) 

ตัวตนของจีน Futon ล่ะ

เราชอบคนเท่ๆ มาตลอด ตอนเด็กๆ เราเคยจีบผู้หญิงด้วยนะ แต่ผู้หญิงที่เราจีบมักจะเป็นทอม ต้องจีบทอมให้ได้ พอจีบติดก็ไม่มีอะไรต่อ ตอนนั้นหลายคนก็มองว่าเราเป็นผู้ชายมากๆ พอวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเอ่อ...มันไม่มีอะไรมากเลย เราแค่ชอบเพศเดียวกัน หญิงหรือไม่หญิงมันอีกเรื่องหนึ่ง เราอาจมีความเป็นเฟมินีนในตัว

การแต่งตัวในยุคนั้น

ยุคนั้นคนก็แต่งตัวกันจัดจะตาย คนเดินสยามนี่เปรี้ยวมาก จะพูดยังไงดีล่ะ คนยุคนั้นถ้าเขาแต่งตัวตามแฟชั่นเขาต้องมีความตั้งใจมากจริงๆ เปิดนิตยสารฝั่งอเมริกาเลย ส่วนตัวเรามีพี่ชายที่เป็นสายร็อก และเราชอบไปอัพเดตเพลงที่ร้านโดเรมี (สยามสแควร์) เราก็จะได้เจอทั้งร็อก อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่บริตป๊อป เราจะได้รับอะไรที่มันล้ำๆ ไปหมด จนเราไม่ต้องมาระบุว่าอะไรเป็นอะไร เหมือนเรื่องเพศนี่แหละ สุดท้ายมันจะเกิดการตกตะกอนที่ตัวเราเองมากกว่า ว่าเขาอยู่กับอะไรแล้วแฮปปี้ ถ้าเรามัวแต่สร้างกรอบแล้วดันให้เขาเข้าสู่เส้นทางที่เขาไม่อยากไป เขาไม่เต็มใจ ส่วนใหญ่มันจะจบไม่สวย 

ส่วนตัวเราถ้าไม่ได้อยู่บนเวที เราก็แต่งตัวโดยได้แรงบันดาลใจจากฝั่งอเมริกา กางเกงสั้น เดินเที่ยวจตุจักร จนวันหนึ่งเราดันเจอพี่ชายตัวเอง เลยเกิดเป็นคดี เพราะดูเหมือนเขาตกใจตอนเห็นเรา “น้องแม่งเปิดตัวแล้วเหรอวะ” 

เมื่อพี่ชายสุดที่รักฟ้องแม่ว่า “จีนเป็นตุ๊ด” 

หลังจากที่พี่ชายมาเจอ เขาก็ไปบอกแม่ว่าเดี๋ยวนี้จีนเป็นตุ๊ดไปแล้ว...แต่เรายังไม่อยากเปิดตัว จนถึงวันที่ต้องบอกต้องคุยกับแม่ให้รู้เรื่อง เราว่าแม่กับลูกมันมีเซนส์บางอย่างต่อกัน แล้วแม่ก็โทรหาเรา เราถามเองเลยว่าแม่โทรมาเพราะเรื่องที่เราเป็นเกย์หรือเปล่า และเราก็บอกแม่ว่ามันเป็นรสนิยมทางเพศ แม่ไม่ต้องห่วง เราดูแลตัวเองให้ปลอดภัยนะ แม่ก็น่ารักมาก เขาก็บอกให้เราเทกแคร์ตัวเองเท่านั้นแหละ 

ภาพลักษณ์ของจีน Futon ที่ค่อยๆ จางหายไป ทำให้แฟนเพลงรู้สึกอย่างไร

ตอนเราทำ Futon แนวเพลงมันจะมีความสนุกมากๆ ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อก อิเล็กทรอนิกส์พังก์ บางอย่างเราร้องก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะมันเป็นภาษาอังกฤษแบบที่เราไม่รู้จักเลย คำสแลงมันเยอะ ตัวเราค่อนข้างตื่นเวที เราก็จะพูดน้อยๆ (มันเลยดูว่าจีน Futon เท่มากใช่มั้ย) แล้วลองคิดดูพอหลายคนรู้เรื่องเรา ก็มีคนบอกว่าเสียดายจังเลยที่พี่เป็น หรือบางคนด่าพ่อล่อแม่ โดนแช่งชิบหายวายวอดก็มี ลองคิดดูแล้วกันว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เมืองไทยกับการที่นักร้องคนหนึ่งเป็นเกย์! ทุกวันนี้ก็ยังมีคนด่าอยู่เลย แต่เราไม่โดนแล้วนะ แต่เราก็เห็นว่ามันยังมี 

ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร 

ตอนนั้นเรารู้สึกว่าโห...คนไทยนี่ใจคอเราะร้ายขนาดนี้เลยเหรอ เราไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครนะ เราไม่อยากปิด เราอยากมีความเป็นตัวฉัน สุดท้ายอยู่ที่เพลงมากกว่าไหม แล้วเมื่อเรามองไปที่ศิลปินอีกหลายคนที่ต้องปกปิดความรู้สึก เรารู้สึกว่าเหนื่อยไหมน่ะ ส่วนตัวเราใครถามเราก็บอก แต่ไม่ได้เที่ยวไปบอกว่าฉันเป็นเกย์นะ ปล่อยเป็นเรื่องธรรมชาติ คนที่ไม่ชอบเราก็มีเยอะแยะ แต่เราไม่ชอบคนที่มาพูดว่าเสียดายจังเลยที่พี่เป็น เราอยากพูดว่า “ถามก่อนไหมว่าพี่จะเอาหนูหรือเปล่า” (หัวเราะ) เหมือนคนติดภาพลักษณ์ Futon ซึ่งเราไม่เคยคิดว่ามันเท่ด้วยซ้ำไป 

ตัวเราเองก็เคยกลับไปดูภาพเก่าๆ สมัยนั้นก็ยังจำตัวเองได้นะ ให้แฟนดูด้วยซ้ำ ยังไม่อยากเชื่อเลย จากตรงนั้นมาถึงตรงนี้ What happened?!?! (หัวเราะ) 

การแต่งหญิงแบบแกรน์โอเพนนิ่งมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่

เหมือนเราหาเส้นทาง การเดินทางของเราเอง หารสนิยมทางเพศด้วย อย่างยุคแรกๆ ที่แต่งหญิงเราใส่วิกฟูลมากกก ใส่ส้นสูงแบบที่ไม่ใช่ไซส์ตัวเองด้วยซ้ำ อยากสวยก็ต้องทน เพราะรองเท้าส้นสูงของผู้หญิงไซส์ 42 มันหายากมากนะ ทั้งที่ตอนแรกเราไม่เข้าใจเรื่องการแต่งหญิงเลย ทำไมต้องแต่งหญิง ทำไมใส่ส้นสูง เราเคยไปงาน Drag Meet ทุกคนแต่งตัวกันเต็มมาก มีเรากับเพื่อนที่แต่งไปธรรมดา ทุกคนงงและผิดหวัง หลังจากนั้นเราก็พุ่งนำทุกคนแล้ว  

จนวันหนึ่งเจอเจ้อาร์ต อารยา เขาแต่งหญิงแถมได้ผู้ชายแซ่บๆ เต็มไปหมด แล้วตอนนั้นพี่อาร์ตก็เข้ามาช่วยดูแลการแต่งตัวให้เราในอัลบั้ม Affair เป็นช่วงก้ำกึ่งของเรา ถึงจะยังไม่ได้ใส่ส้นสูงหรือทาปากจริงจัง แต่ก็เริ่มแต่งหญิงแล้วล่ะ 

เรียกช่วยค้นหาทางของตัวเองนั้นว่าอย่างไร 

มันเป็นการเดินทางเข้าสู่ Femininity เข้าสู่ทางสว่างมากกว่าเดิม ช่วง Affair มันดูโศกเศร้า มีแต่เรื่องราวที่เราระบายออกมาผ่านเพลง แล้วก้าวเข้าสู่ Blonde อัลบั้มที่มีความสว่างกว่า มันเลยเต็มไปด้วยการทดลอง จากเราเอง และพี่อาร์ตที่ช่วยดูแลลุคของเรา หลังอัลบั้มนี้เราเริ่มมีพัฒนาการและเป๊ะขึ้นเรื่อยๆ 

“เราเคยมีช่วงที่พลาดมาก คือคนเราก็ต้องมีแย่ๆ บ้างแหละ ถามว่าพลาดยังไง คือจากแกลมร็อกสู่การใส่ส้นสูงที่เฟมินีนสุดๆ มันมีรุ่นพี่และดีไซเนอร์หลายคนที่แสดงออกในทางเหยียดใส่เรา เราเลยรู้สึกว่าคนเราก็ดูกันแค่นี้เองเหรอ...”


ไอเท็มแรกที่เรียกได้ว่านี่คือการแต่งหญิงของจีน กษิดิศ คืออะไร 

น่าจะเสื้อ Soda นะ จริงๆ ต้องโทษสังคมด้วย (หัวเราะ) ทางเลือกแฟชั่นผู้ชายในเมืองไทยมันมีแต่แบบเดิมๆ สำหรับคนชอบแต่งตัวมันไม่มีอะไรให้เลือกเท่าไหร่ จะให้ไปซื้อแบรนด์เนมก็ไม่มีตังค์ขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะแต่งหญิงจริงจัง คือเราแต่งอะไรที่ไร้เพศอยู่แล้ว ยังไม่แต่งหน้า อย่างมากก็เขียนขอบตาล่างแบบสมัยที่เป็น Futon ซึ่งวันหนึ่งที่เราได้ลองใส่ส้นสูงจริงๆ แล้วมันช่วยได้เยอะมาก ยิ่งรองเท้าส้นสูงดีๆ มันช่วยทำให้สรีระผู้หญิงดูดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจให้อย่างบอกไม่ถูก 

รู้สึกอย่างไรตอนส่องกระจกในวันที่แต่งหญิงเต็มตัว 

ตอนแรกๆ ก็จะรู้สึกหื้มมม...แล้วตู้เสื้อผ้าเราจากที่มีความเป็นบอยๆ มาก่อน ก็เริ่มมีความเลอะเทอะ แล้วก็เริ่มโละเสื้อผ้าไปเยอะ แต่ก็เป็นการแต่งหญิงแบบชิลล์ๆ หลังๆ มานี้เริ่มเน้นสบายๆ มากกว่า ยกเว้นวันไหนที่เบื่อๆ โลก เราก็จะแต่งตัวเต็ม หยิบนั่นนี่มาแต่งออกไปฆ่าทุกคน (ยิ้ม) ต้องเรียกว่าเรามีความสุขกับการแต่งตัวมากกว่า เหมือนมันได้กดปุ่มระบายบางอย่างในใจออกมา 

เราไม่มีไอคอนสำหรับการแต่งตัวหรอก มันเปลี่ยนไปตามช่วงเวลามากกว่า เราไม่อยากยึดติดกับอะไรมากมาย แค่ดึงความสุขจากการแต่งตัวของคนอื่นๆ ออกมาแล้วผสมแนวทางของเรา อาจจะชอบผู้หญิงผมบลอนด์เป็นพิเศษ เลยแต่งแบบนั้นบ่อย 

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่หลายคนในสังคมยังไม่ยอมรับความแตกต่างเรื่องรสนิยมทางเพศ 

เมื่อก่อนก็คิดว่าทำไมพวกเขาไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้เราเจอคนมากมาย จนโคตรจะปล่อยวางแล้ว บางครั้งเราเอาตัวเองเข้าไปในโหมดคนอื่นเองด้วย เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่แย่มาก จนโตมาเรื่อยๆ เรารู้สึกว่ามันมีบางสิ่งที่บางคนเลือกแล้ว บางคนเลือกเก็บเส้นทางของตัวเองเป็นความลับ ขนาดตัวเราเองยังเลือกแบบนี้เลย เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าคนนั้นต้องเป็นแบบไหน เราว่าท้ายที่สุดแล้วไม่ชอบอะไรก็บอกกัน แต่อย่ามาบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นกะเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ แล้วเหมารวมว่าทุกคนต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนต้องเหี้ย ต้องอยากตบผู้หญิง ผู้หญิงต้อง... ผู้ชายต้อง... เราเบื่อมากกับการต้องฟังอะไรแบบนี้ 

ถามว่ารู้สึกแย่ไหมเวลาโดนเรียกแบ่งเพศลงไปอีก ส่วนใหญ่เขาไม่รู้จะเรียกเราว่าอย่างไรเหมือนกัน เราแต่งหญิงแต่ไม่มีมีนม เราข้ามจากเกย์มาแล้ว มันมีหลายแก๊งที่เกลียดกะเทย เกลียดเกย์ บางคนแอนตี้เกย์ที่ดูสาวกว่าตัวเอง ใครแต่งหญิงแล้วจัดเต็มขึ้นมาบางทีก็โดนเหยียด โดนตัดสินแค่ภาพลักษณ์ 

การแต่งหญิงจำเป็นต้องมีสรีระแบบผู้หญิงด้วยไหม

เราว่ามันอยู่ที่จริตจะก้าน ส่วนเรื่องอยากแปลงเพศไหม ไม่เคยนะ เคยมีแค่ความรู้สึกว่าถ้ามีนมมันก็คงจะ...ถ้ามีนมแล้วจะแต่งตัว แต่สุดท้ายเราแฮปปี้กับสรีระนี้ ไหล่กว้าง สุดท้ายเราต้องหาสิ่งที่น่าชื่นชมของตัวเอง เราคงเส้นคงวาในตัวตนของเรา เป็นตัวของตัวเอง 

เรื่องความรักของคุณเป็นอย่างไร

โชคดีมากกก เป็นอีก Episode ชีวิตหนึ่งของเราเหมือนกัน เมื่อก่อนเราเอาความรักมาบั่นทอนตัวเอง เมื่อก่อนเรายังแต่งเพลงให้ผู้ชาย แต่ละซิงเกิ้ลมาจากเรื่องราวในชีวิตจริง เมื่อก่อนเราฮอตมาก บางทีเรานัดผู้ชายรายสัปดาห์เลยนะ จนวันหนึ่งเราเจอผู้ชายคนนี้ เราคุยกันจนเช้า คุยทุกเรื่อง แต่ไม่มีอะไรกันเลย เขาบอกกับเราว่าไม่แคร์เลยว่าเราจะเป็นอะไร ไม่แต่งก็สวย เรามีความเป็นหญิงอยู่ พอเจอคนแบบนี้มันดีมาก แล้วเราจะไปเอาอะไรกับคนที่ไม่แคร์เรา 

เคยมีคนแขวะเราลับหลังต่อหน้าแฟนเรา และเขาตอบกลับไปว่า “Much better than that one over there” เราว่าเราโชคดีมากที่มาเจอคนที่เปิดใจยิ่งกว่าเปิดใจ 

ดูเหมือนว่าคุณเปิดกว้างกับทุกเรื่อง คำว่า ‘เพศ’ สำคัญต่อการใช้ชีวิตของคุณมากน้อยแค่ไหน 

มันเป็นแค่แอปพลิเคชั่นฟอร์ม มีไว้ให้เราติ๊กในแบบสอบถาม ความจริงน่าจะมีชอยส์ถูกทุกข้อ หรือไม่ออกความเห็นให้เราติ๊กบ้าง เราคิดว่าในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยิ่งกว่าความเป็น Apocalypse มันอาจเป็นไวรัส เป็นสิ่งต้องห้าม พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอาจจะบอกว่ารำคาญมากมาย ว่ามันจะวุ่นวายอะไรกันนักหนากับเรื่องเพศ แล้วระบุว่าต่อไปห้ามทุกคนมีเพศสัมพันธ์ ตัดเรื่องเพศไปเลย น่าจะเสรีในการเป็นตัวเองมากขึ้นอีกว่าไหม? 

เรื่องเพศมันก็เหมือนการวัดมาตรฐานความดีงามของตัวเองมากกว่า ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม เราทวนกระแสได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องยอมรับผลลัพธ์ของมันให้ได้

สุดท้ายแล้วการแต่งหน้าหรือแต่งกายควรถูกกำหนดด้วยเรื่องเพศไหม

เราอาจจะขีดเส้นตัวเองโดยไม่ตั้งใจเกินไปหรือเปล่า คนเราไม่ควรไปเทียบกับคนอื่น บางทีทุกวันนี้เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพศเดียวกันแท้ๆ ยังเหยียดฉันไปอีก และสุดท้ายแล้วจะแต่งตัวหรือแต่งหน้าอย่างไร มันอยู่ที่ลุคโดยรวมว่าเราเป็นอย่างไร สุดท้ายมันอาจจะไร้ซึ่งเพศหรือตัวตน ใครจะไปรู้ว่าแต่ละคนตั้งใจจะพรีเซนต์อะไร และก็ขึ้นอยู่กับคนที่มองมาด้วย ผู้ชายบางคนแต่งตัวเยอะๆ ก็เป็นผู้ชาย ไม่จำเป็นว่าเขาต้องเบี่ยงเบน ส่วนเรื่องเพศหรือเรื่องบนเตียงมันเรื่องของเขา คุณอย่าไปสนใจอะไรเลย จะรู้ไปทำไมว่าเขาเป็นอย่างไร