คุยกับนันทวุธ ภูผาสุข ผู้กำกับฯ หมอลำมาเนีย หนังรัก feel good เคล้าเสียงแคน

28.12.18 259 views


Q.         แนะนำตัวเอง

A.         ชื่อ นันทวุธ ภูผาสุข ชื่อเล่นชื่อ หิน อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์เติบโตมาในสังคมอีสาน สมัยเด็กๆจำได้ว่าพ่อพาเดินไปดูหนังกลางแปลงทำให้เราหลงใหลมากหลังจากนั้นก็ดูหนังมาตลอด แต่ส่วนมากก็จะหอบเสื่อเดินไปดูหนังกลางแปลงอีกหมู่บ้าน แล้วก็มีโอกาสได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น สาขาออกแบบนิเทศน์ศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ก็เรียนพวกกราฟฟิคพวกถ่ายภาพด้วย เรียนไปช่วงแรกยังปรับตัวไม่ได้ ประมาณปี2ทุกอย่างเริ่มลงตัว และได้รู้จักพี่คนนึงเขาทำทีสีสทำหนังเราก็ไปช่วยทำบทไปช่วยออกกอง และด้วยความที่พี่เค้าทำหนังอีสานเราหน้าตาผ่าน เราเลยได้แสดงหนังกับพี่เขา ระหว่างทำงานกับพี่เค้าเราก็มีความสุข ทั้งบรรยากาศในกอง การถ่ายหนัง มันสนุกเราก็หลงใหล และอยากทำหนังตัวเองบ้าง

หลังจากนั้นเราก็รวมกลุ่มกับเพื่อนตั้งเป็นสตูดิโอ  ในชื่อฟินวิ่ว สตูดิโอแล้วก็ตัดสินใจทำหนังสั้นเอง ตอนแรกก็เรียนรู้ด้วยตัวเองครับ แรกๆก็ทำเดาๆงงๆ ถ่ายเองตัดเอง เอามาเปิดให้เพื่อนดู เขาก็ตลก เออ เราก็รู้สึกดีมากที่มีคนดูหนังเราหลังจากนั้นก็เรียนรู้ด้วยตัวเองมาตลอดในการทำหนัง ฟินวิ่ว สตูดิโอ ก็ผลิตหนังมาเรื่อยๆ เราก็หาโอกาสทำหนังสั้นประกวดได้รับรางวัลมาแล้ว จนเรียนจบปริญญาตรี เราก็ยังมีความสุขกับการทำหนังมาจนทุกวันนี้ แล้ววันหนึ่งความฝันของเรามันก็ผ่านตาหลายคน หนึ่งในนั้นก็พี่ ปรัชญา ปิ่นแก้ว

 

Q.         บทบาทและหน้าที่รับผิดชอบในภาพยนตร์เรื่อง หมอลำมาเนีย

 A.        เราทำเรื่องหมอลำมาตั้งแต่สมัยที่เป็นหนังสั้นธีสิส ทุกกระบวนการต่างๆ เราจะรับผิดชอบเองทั้งหมด  อีกอย่างการทำหนังของเรา เราก็จะทำตั้งแต่เขียนบท ก่อนหน้านี้เขียนเองคนเดียวแต่เรื่องนี้มันหนังยาว เราก็ชวนน้องมานั่ง  ฟังไอเดียเล่าให้ฟัง มีสามคนที่มานั่งไล่บทกัน น้องเขาก็ฟังและทักท้วง อันไหนได้ อันไหนดีเราก็ฟังไว้เอามาปรับให้มันดีที่สุด

            พอมาถึงหมอลำมาเนียกระบวนการแรกของผมคือนั่งวาดสตอรี่บอร์ดคร่าวๆในบางฉาก ที่ผมคิดว่ามันจำเป็นต้องมี การเชื่อมคัตเชื่อมซีนที่ผมอยากได้แบบนี้ ก็จะเขียนบอกน้องๆในทีม ให้ช่วยกันดูให้เข้าใจร่วมกัน ก่อนออกกองผมก็นั่งคุยกะทีมงาน ซึ่งก็มีหลักๆอยู่สามคน เตรียมพร๊อพเตรียมของ โทรประสานงานสถานที่ นักแสดงบางทีก็ต้องโทรขอเขาเอง บางทีก็ให้ทีมงานช่วย ก็จะแบ่งๆหน้าที่กันไป

           นอกจากงานในส่วนกำกับ ที่ดูภาพรวม ถ่ายภาพ เราก็จะช่วยดูพวกงานออกแบบงานสร้างด้วย พอหมดจากออกกอง เราก็ต้องมารับผิดชอบดูแลงานในส่วนตัดต่อด้วย ซึ่งก็จะรวมถึงงานขั้นตอนหลังการถ่ายเกี่ยวกับโพสต์ ไม่ว่าจะเป็นสีของภาพ แสงที่เราถ่ายมาเราอยากให้ได้สีสันแบบนี้มู้ดอารมณ์แบบนี้ รวมไปถึงหนังตัวอย่าง

 

Q.         เคยคิดเคยฝันมาก่อนมั้ยว่าวันหนึ่งเราจะได้ทำหนัง ได้มาเป็นผกก.ภาพยนตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ที่พูดอีสาน

A.         ตอนแรกก็ยังไม่คิดหรอก เพราะว่าตอนเด็กๆไม่รู้ว่ามีอาชีพที่เกี่ยวกับการทำหนัง แต่พอเรียนมา เราก็มีโอกาสได้รู้ว่าในวงการภาพยนตร์ในการผลิตภาพยนตร์มันมีหน้าที่หนึ่งที่สำคัญมากคือ ผู้กำกับ เราเป็นคนชอบเล่าเรื่องอยู่แล้ว หลังจากนั้นมาเวลาทำหนังสั้นแต่ละเรื่อง ก็หวังมาตลอดว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นผู้กำกับแล้วก็ทำหนังฉายโรงให้มันได้สักเรื่องหนึ่ง



 




Q.         ที่มาที่ไปในการเกิดเป็นภาพยนตร์คอมเมดี้อีสานเรื่อง หมอลำมาเนีย

A.      ก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีความอินกับหมอลำพอ แต่พอเราศึกษาไป เราอยากทำหนังสักเรื่องหนึ่ง เราก็เลยไปอ่านพวกประวัติหมอลำดู เออมันดูน่าสนใจ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าหมอลำมันมีหลายทำนองมีหลายแบบ จนเราได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เราก็เลยเลือกหัวข้อหลักหัวข้อที่จะทำ Thesis ของเราเป็นเรื่องหมอลำ แต่ว่าที่สาขาที่เรียนปริญญาโทเขาจะมีเป็นศิลปะนิพนธ์ ก็คือมีผลงานด้วย แล้วก็มีตัวเล่มวิจัยด้วย เราก็เลือกที่จะทำศิลปะนี้ หลังจากนั้นก็พัฒนามาเป็นภาพยนตร์สั้น จนเป็น Thesis จบก็เป็นเรื่องหมอลำมาเนียจนมามีโอกาสคือ พี่ปรัช ปรัชญา ปิ่นแก้ว ได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องหมอลำมาเนียของเรา เขาเห็นแล้วเขาก็เลยชวนมาทำโปรเจคต์นี้ เรื่องนี้เป็นคอมเมดี้อีสาน พี่ปรัชสนใจในเรื่องหมอลำและให้พัฒนาต่อกลายเป็นหนังใหญ่ แล้วก็ได้รับความช่วยเหลือจาก อาจารย์นิยม ซึ่งเป็นหัวหน้าประธานหลักสูตรปริญญาโทปริญญาเอกมหาบัณฑิตกับดุษฎีบัณฑิตของที่คณะ ซึ่งอาจารย์พพยายามผลักดันเราตลอด สุดท้ายภาพยนตร์เรื่อง หมอลำมาเนีย จึงเกิดขึ้นโดยมี พี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว เป็นโปรดิวเซอร์ และ อาจารย์นิยม ควบคุมดูแลเรื่องของการผลิต

 

Q.         หมอลำมาเนียเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

A.         “หมอลำมาเนียเป็นเรื่องของความฝัน ความฝันของเด็กบ้านนอกมีความฝันที่อยากทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่มันเหมือนกับเป็นภาพสะท้อนความฝันของวัยรุ่นยุคใหม่ อยากทำอะไรที่มันประสบความสำเร็จ เล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก 3 คนที่เป็นเพื่อนกัน ซึ่งมีความฝันเดียวกัน นั้นคือ การก่อตั้งวงดนตรีหมอลำที่คนทั้งโลกเข้าถึง อยากทำในสิ่งที่มันเกินตัว ที่ดูแล้วมันไม่น่าจะทำได้ แต่มันคือเป้าหมายที่คนเราต้องมี  คืออยากเอาหมอลำไปเผยแพร่ในในระดับโลก  พวกเขาสามคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พอดีกับที่ในหมู่บ้านก็มีจัดออดิชั่นวงดนตรีขึ้น สามคนก็เลยไปตามหาไปรวบรวมสมาชิกมาสร้างวงด้วยกัน ก็เหมือนเป็นภาพสะท้อนของเรา ที่เราเองก็เป็นคนทำหนังแล้วก็อยากจะเผยแพร่ผลงานของเราให้คนทั่วประเทศคนทั่วโลกได้เห็นเรื่องราวของหนังหมอลำมาเนีย

ชื่อ หมอลำมาเนียมาเนียมาจากภาษาอังกฤษแปลว่าคลั่งไคล้ หลงใหล บ้าคลั่งในขณะที่พวกคนรอบข้างพวกไทบ้านชาวบ้านเขาก็จะมองว่าพวกนี้เป็นพวกบ้าผีบ้า แต่เขา 3 คนนี้เขาก็ไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะมองยังไง

พวกเขายังยึดมั่นในความฝันของตัวเอง โดยที่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็จะอยู่ในสังคมอีสานบ้านเรา เป็นสิ่งที่ตัวเราได้เผชิญและเป็นประสบการณ์ของเราเอง แล้วก็นำมาพัฒนาต่อยอดให้มันกลายเป็นหนังเรื่องนี้ หมอลำมาเนียเป็นภาพยนตร์คอมเมอดี้ตลกด้วยสถานการณ์ของตัวละครที่จะต้องเผชิญอยู่ทั้งเรื่องราวความรัก ความฝัน ผ่านความสนุกสนานและอุปสรรคต่างๆ จะว่าไปแล้วความฝันของทีมงานเองก็ไม่ต่างจากตัวละครในหนังมันยิ่งใหญ่เกินตัวมากๆ ในฐานะคนทำหนังเรื่องนี้ก็อยากให้คนดูดูแล้วสนุกไม่เบื่อแค่นั้นเลยครับ

 

Q.         คิดว่าภาพยนตร์เรื่องหมอลำมาเนียมีเสน่ห์ อย่างไร

A.          เป็นหนังที่คนอีสานทำเพื่อเปิดโลกอีกมุมหนึ่งจะไม่เหมือนภาพจำของคนส่วนมากที่มองคนอีสาน และเป็นความตั้งใจของทีมงานที่เติบโตมาด้วยกันทั้ง ตัวละคร นักแสดงทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนจะมาทำหนัง เพราะฉะนั้นคนดูจะได้เห็นว่าเด็กแก๊งนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของคนที่ทำตามความฝันของตัวเอง โดยเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และเติบโตมากับเพลงหมอลำให้คนทั่วประเทศได้รู้จักผ่านเรื่องราวความรักอุปสรรคต่างๆ

 

Q.         ในหมอลำมาเนียเพลงมีส่วนสำคัญอย่างไรในภาพยนตร์

A.          หมอลำ คือ เพลงของคนอีสาน เป็นท่วงทำนองของคนอีสานเพราะฉะนั้นด้วยความเป็นหนังมันก็ต้องเล่าด้วยภาพส่วนเสียงมันก็ต้องเป็นเสียงของหมอลำเป็นเพลงของหมอลำ เพราะฉะนั้นเพลงที่จะอยู่ในหนังหมอลำมาเนียก็จะมีพื้นฐานมาจากหมอลำแต่ว่าเป็นหมอลำยุคใหม่ที่ไม่ใช่ยุคเก่าเป็นเพลงผสมผสาน หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งที่คนทำเพลงมันบอกว่ามันเป็น World Music คือ มันมีเครื่องดนตรีหลายชนิดไม่ใช่แค่พิณ แค่แคน



 


Q.         คนดูจะได้สัมผัสอารมณ์ม่วน ซึ้งไปกับอารมณ์ของบทเพลงหมอลำในหนังเป็นพิเศษอย่างไรบ้าง

A.         เพลงจะถูกแทรกไปตามเรื่องราวของภาพยนตร์ โดยผ่าน 3 นักแสดงนำซึ่งผู้ชมที่ดูจะอินไปกับทำนองเพลง และถ้าเป็นคนอีสานหรือเป็นคนที่เข้าใจภาษาที่ใช้ในเพลงก็จะมีความเข้าใจลึกซึ้งในหนังมากขึ้น ในส่วนของดนตรีเราก็ได้น้องๆวงกู่แคนวงดนตรีหมอลำประยุกต์แห่งดินแดนล้านช้าง ภาคอีสานอันอุดมไปด้วยเสียงพิณแคนมาทำให้  และร่วมแสดงนำในภาพยนตร์

ในภาพยนตร์เรื่องนี้เราได้  “ จิรายุ สูตรไชยหรือหมอลำก้องศิลป์ ฟ้าล่วงบนแห่งวงกู่แคนมาร่วมแสดงนำโดยรับบทเป็นอาจตัวละครวัยรุ่นหนุ่มผู้มีใจรักในการร้องหมอลำ แต่ติดขัดที่พ่อเขาไม่ยอมให้เป็นหมอลำ อาจเลยต้องพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าการเป็นหมอลำก็สามารถเลี้ยงชีพได้ และทำให้ชาวบ้านได้เห็นถึงพัฒนาการของดนตรีหมอลำที่เขาศรัทธา

ร่วมทั้งอีก 2 คนที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของภาพยนตร์อย่างทวิทย์ ศิษย์ทองศรีอดีตสมาชิกหมอแคนประจำวงโปงลางสะออน มารับบทจารย์สินเป็นคนที่ดูเป็นการเป็นงานที่สุดขยันขันแข็ง เป็นที่พึ่งพาของเพื่อนๆ จารย์สิน ไม่ได้เป็นครูหรือเป็นอาจารย์แต่การเติมจารย์ข้างหน้าชื่อของคนอีสานหมายถึงการแสดงความนับถือ และเคารพ จารย์สินคือปราชญ์ประจำหมู่บ้านล้านกะโป้ เรียกว่ารู้ทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน นอกจากนี้จารย์สินยังเป่าแคนได้อยางไพเราะ และอีกคนคือโอม ทัศนัย สมบัติธีระคือนักดนตรีแห่งค่ายสมอลรูม เขารวมตัวกับรุ่นพี่ ที่เคยอยู่คณะเดียวกันตั้งวง Two pills after meal สร้างบทเพลงแนวใหม่ประดับวงการ นอกจากความเท่ ฮิป หล่อนอกจอแล้ว โอมยังมารับบท เป็นสเตอชายหนุ่มนักดนตรี จบมาจากเมืองนอก เมื่อสเตอกลับมาบ้านนอกมาเป็นครูประจำหมู่บ้าน เขาก็เลยเป็นเสมือนตัวจุดชนวนความฝันในวัยเด็กของ อาจ และ สิน อีกครั้ง เขาคือคนที่มองโลกในแง่ดี และมีความอ่อนไหวที่เราจะรู้สึกได้ผ่านแววตาของเขา

นอกจากนี้เรายังได้โยธิน กิจใบหรือตลกแห่งคณะสี่เซ่ออีสานที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนอีสานมา ยาวนาน มารับบทพ่อยาวคือพ่อของอาจ เป็นคนจริงจัง เนื่องจากพ่อยาวไม่ได้รับการศึกษาที่ดีเนื่องจากฐานะไม่ดี ทำให้พ่อยาวอยากให้ลูกชายเรียนสูงๆมีการศึกษาและทำมาหากินได้ ไม่อยากให้ลูกเป็นหมอลำ เพราะกลัวว่าจะลำบาก ภายนอกจะดูดุร้ายแต่จริงแล้วเป็นคนน่ารัก ปากแข็งแสดงออกยากตามนิสัยคนอีสานที่ขี้อาย

นอกจากผู้บ่าวแล้วก็ยังมีผู้สาวด้วย เราได้ปิยธิดา มิตตัสสานักศึกษาสาวสวย ดีกรีนางงามพื้นบ้าน ประกวดมาแล้วหลายเวทีมารับบทเป็นครูจันคือสาวสวยที่สเตอตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ ครูจันถอดแบบมาจากสาวอีสานมารยาทงามยิ้มหวาน เข้ากับคนง่าย นอกจากความสวยที่ดูธรรมชาติ กริยามารยาทก็ดี เป็นห่วงลูกศิษย์ และเพื่อนร่วมงานทุกคน และอีกตัวละครสำคัญเราได้น้องบุ๋มบิ๋ม-วันนิภา ศรีประไหมสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปแห่งกาฬสินธุ์ถิ่นอีสาน วงแพรวาจีจี้ มีความสามารถด้านการเต้นและการแสดง มาเล่นเป็นพร”  สาวไทบ้าน ผู้ต้องเลี้ยงดูแม่เพียงคนเดียว ด้วยความจำเป็นหลายอย่างจึงทำให้สาวพรตัดสินใจทิ้งรักเก่ากับจารย์สินหนีไปกรุงเทพ นอกจากความคอมเมดี้ที่มีอยู่เต็มในหนังก็จะมีเรื่องราวความฮักบ้านๆของสาวพรและจารย์สินที่อาจทำให้คนดูซาบซึ้งในความรักของทั้งคู่ได้เหมือนกัน

 

Q.         อารมณ์ของหนังเรื่องนี้

A.         คือเรื่องหมอลำมาเนียความตั้งใจของเราคือมันมีพื้นฐานมาจากงานวิจัยปริญญาโท แต่ว่าด้วยความที่เป็นภาพยนตร์ เพราะฉะนั้นพวกฐานความรู้เพื่อความรู้อะไรพวกนี้หรือที่ไปที่มาของหมอลำ มันก็จะถูกเคลือบด้วยความเป็น Comedy มันเป็นความสนุกสนานที่หนังเขาจะพูดกัน มันก็จะมีฉากที่คนอีสานเขาดูเขาเห็น อย่างในหนังเราก็จะมีอย่างพวกฉากดีดลูกแก้วหยอดขนมสายไหมอะไรพวกนี้ มันจะเป็นมันเป็นฉากที่คนอีสานดูแล้วรู้สึกได้ พอรู้สึกถึงมันแล้วก็อาจจะทำให้คนอีสานเหมือนคิดถึงบ้านขึ้นมาว่าความทรงจำในวัยเด็กของเราเป็นยังไงซึ่งความทรงจำสมัยเด็กๆที่เราเอามาใช้ในหนัง เป็นภาพสะท้อนการโหยหาอดีตของเราเอง แต่เราก็ไม่ได้เทิดทูน ความอีสานจ๋าขนาดนั้น เพราะในความคิดของเรา วัฒนธรรมที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนมันก็คือ วัฒนธรรมที่ตายแล้ว เพราะฉะนั้นภาษาหนังของเราก็จะเป็นอีกแบบ มีความเอดการ์ ไรต์ มีความโจวชิงฉือ มีจังหวะที่หนังอีสานไม่ค่อยทำกัน การเปลี่ยนคัตเปลี่ยนซีน เราก็ออกแบบให้มันเชื่อมกัน

 

Q.         คิดว่าคนดูหนังจะเข้าถึงความเป็นหมอลำ ความเป็นอีสาน หรือสิ่งที่ตัวหนังตั้งใจจะนำเสนอหรือไม่อย่างไร

A.         คือกลุ่มเป้าหมายเราไม่ใช่แค่คนธรรมดาทั่วไป หรือว่าไม่ใช่วัยรุ่นอย่างเดียว ด้วยความเป็นหนังอีสานคนอีสานก็จะเข้าใจว่าในสิ่งที่เราตั้งใจถ่ายทอด เนื่องจากว่าหนังเรื่องนี้เราตั้งใจ ให้คนดูได้ทุกเพศทุกวัยเป็นการสื่อสารให้คนดูเข้าใจทุกเพศทุกวัย คนอีสานดูอย่างเดียวเหรอไม่ใช่ คนไทยก็ดูได้แล้วก็จะเก็บกับมันได้เท่าๆกัน เราอยากเล่าเรื่องราวของหมอลำที่พัฒนาการไปไม่หยุดนิ่ง และท่วงทำนองหมอลำมันเหมือนจะฝังอยู่ในจิตวิญญาณของคนอีสาน หรือแม้แต่พี่น้องฝั่งลาวที่มีหมอลำหลายท่วงทำนอง รากเหง้าด้านเชื้อสายเราก็เหมือนกันเป็นชาวล้านช้างที่ถูกเชื่อมกันด้วยดนตรี นั้นคือหมอลำแต่ด้วยความที่หนังมันก็มีเรื่องมีจังหวะมีภาษาของมัน จะให้เล่าแบบตัวละครมายัดเยียด ที่ไปที่มาแบบวิชาการก็จะน่าเบื่อไป เราก็เลยทำเป็นบทหนังที่คิดว่ามีความคอมเมดี้มาเคลือบไอ้พวกฐานความรู้ที่เราวิจัยมาไว้อีกที เรื่องราวที่เล่าก็จะเป็นในอีสาน สิ่งที่เราพยายามควบคุมให้ได้คือ ความสุข ความสนุกที่เราอยากบอกคนดู ซึ่งคงแบ่งเป็นสองกลุ่มแน่ๆคือคนอีสานและคนต่างจังหวัด(ที่ไม่ใช่อีสาน รวมถึงกรุงเทพด้วย) แต่ถามว่านอกจากคนอีสานแล้ว เค้าจะดูรู้เรื่องมั้ย เราก็ตอบได้เต็มปากเลยว่า จะสนุกไปกับหนังได้แน่นอน เพราะหนังมันมีภาษาสากลบางอย่าง ที่เข้าใจกันทั้งโลก เราเลยอยากให้ทุกคนได้ดู เพราะอย่างน้อยๆคือสิ่งที่เราทำ สำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก การได้ฉายหนังในโรงหรือการได้รับโอกาสดีๆแบบนี้อาจจะมีครั้งเดียวในชีวิตของเรา อยากให้เข้าไปติก็ได้ครับ