Entertainment - Drag the Feet?

Written by
26.02.18 334 views

ต่อให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากฮอลลิวู้ดอย่าง Finding Nemo (แอนดรูว์ สแตนตัน, 2003) Up (พีท ด็อกเตอร์, 2009) หรือ Your Name (มาโคโตะ ชินไค, 2016) จากญี่ปุ่น จะเข้ามาปลุกกระแสความคลั่งไคล้แอนิเมชั่นและโกยเงินจากคนไทยไปมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ ที่เป็นรูปธรรมต่อวงการแอนิเมชั่นไทยอยู่ดี 

ไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปมองภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา แล้วจะเห็นว่ามีเรื่องที่เป็นกระแสและติดอยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ชนิดนับนิ้วได้สบาย หลักๆ ก็น่าจะมีแค่ ก้านกล้วย (คมภิญญ์ เข็มกำเนิด, 2006) นาค (ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล, 2008) และ ยักษ์ (ประภาส ชลศรานนท์, 2012) ส่วนเรื่องอื่นๆ มักมีสถานะแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ในขณะที่บางเรื่องเข้าโรงภาพยนตร์ตอนไหนก็ยังไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ 

แต่ถึงจะบอกว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นทั้ง 3 เรื่องข้างต้น เป็นเรื่องที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นเหล่านั้นจะทำเงิน เพราะทั้ง 3 เรื่องต่างจับมือกันขาดทุนจากการฉายในประเทศอย่างถ้วนหน้า ขนาดก้านกล้วยที่ได้ชื่อว่าเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดแห่งปี 2006 ก็ยังทำได้แค่ 98 ล้านบาท ทั้งที่ทุนสร้างใช้ไปมากถึง 150 ล้านบาท ต้องใช้วิธีส่งออกต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริม ถึงทำให้มองเห็นผลกำไรรีเทิร์นกลับมาได้บ้าง 

ระหว่างนั่งเขียนงานชิ้นนี้สลับกับการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ได้ทำให้เห็นเสียงสะท้อนแง่ลบจากคนดู (และบางทีก็ไม่ได้ดู) จำนวนไม่น้อย ที่มักมองภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยด้วยสายตาสบประมาทและปรามาสอย่างรุนแรง ชนิดที่เห็นแค่ตัวอยากสั้นๆ 2-3 นาทีก็ตีโพยตีพายไปก่อนแล้วว่า "ห่วย" ไม่ก็ "กาก" หรือ "ซ้ำซากจำเจ” หรือ “ทำให้เด็กดูอีกแล้ว”

ถามว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทย "ห่วย" หรือ "กาก" ไปหมดทุกเรื่องจริงไหม? แน่นอนว่า "ไม่"  

เพราะถ้าประเมินจาก ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน ตอน ตะลุยโลกอนาคต (ชัยพร พานิชรุทติวงศ์, 2002) ภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยเรื่องแรกที่สร้างด้วยเทคนิคกราฟฟิกแบบ 3D มาจนถึง 9 ศาสตรา (ณัฐ ยศวัฒนานนท์/กันย์ พันธุ์สุวรรณ, 2018) งานด้านภาพของภาพพยนตร์แอนิเมชั่นไทยพัฒนาขึ้นอยู่ตลอด แต่ละเรื่องก็อยู่ในเกณฑ์มาตราฐานที่รับได้ในยุคนั้นๆ ไม่ถึงกับเลวร้ายจนน่าเศร้าอย่างที่คิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าคุณภาพก็ยังไม่ดีขนาดไปสู้กับฮอลลิวู้ดหรือญี่ปุ่น ที่ใช้ทุนสร้างระดับ 500-1,000 ล้านบาทได้อย่างสูสี  

ความห่างชั้นเรื่องงานภาพนี่แหละ ที่มักมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจควักเงินซื้อตั๋วภาพยนตร์ราคา 150-300 บาท ไม่ใช่แค่เฉพาะกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยเท่านั้น ขนาดภาพยนตร์คนแสดงของไทยก็ยังได้รับผลกระทบ เพราะหลายครั้งหลายหนที่มักได้ยินคนพูดว่า ถ้าค่าตั๋วเท่ากันแบบนี้ก็ต้องเลือกดู Transformers (ไมเคิล เบย์, 2007) อยู่แล้วสิ เพราะเขาจัดเต็ม CG ระดับระเบิดภูเขาเผาโลกกันเต็มเหนี่ยวจนคุ้มค่าราคา 300 บาท ส่วนภาพยนตร์รักซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มี CG เวอร์วังอลังการ หรือแอนิเมชั่นไทยที่ความเนียนของภาพยังห่างชั้นกันอยู่มาก ก็กลายเป็นตัวเลือกอันกับรองๆ ของวันที่ตั๋วลดราคา หรือแย่สุดก็ไม่ค่อยมีคนเข้าไปดูมากสักเท่าไหร่ 

ปลายปีก่อน (2017) Hamburger ได้คุยกับทีมงานภาพยนตร์แอนิเมชั่น 9 ศาสตราอย่าง เปา-อภิเษก วงศ์วสุ (Executive Producer) เหว่ง-ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ (Producer) และ กันย์ พันธุ์สุวรรณ (ผู้กำกับ) เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องวงการแอนิเมชั่นไทย และตลาดภาพยนตร์โลกที่ได้ไปพบมาระหว่างเดินสายขายภาพยนตร์เรื่องนี้


“ยังไม่ต้องมองไปถึงคนดูก็ได้ครับ แค่ตัวแทนจัดจำหน่ายในแต่ละประเทศก็ต้องประเมินแล้วว่า เขาควรจะลงทุนซื้อภาพยนตร์เรื่องนี้ไปฉายดีไหม เพราะการฉายภาพยนตร์เรื่องหนึ่งต้องใช้เงินเยอะพอสมควร สมมติว่าในราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับการเลือกลงทุนฉาย 9 ศาสตราที่ใช้ทุนสร้าง 250 ล้านบาท กับ Transformers ที่ใช้ทุนสร้างเป็นพันล้านบาท แทบไม่ต้องคิดเลยว่าการเขาจะเลือกเรื่องไหนไปฉาย แล้วเรื่องไหนฉายแล้วคนจะดูมากกว่ากัน”

เมื่อถามว่าตั้งเป้ารายได้กับ 9 ศาตรา ที่ใช้ทุนสร้างไป 250 ล้านบาท ซึ่งมากที่สุดในวงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยแค่ไหน เปา ตอบกับเราอย่างเสียงดังฟังชัดว่า “แค่เท่าทุนก็พอแล้ว” เพราะส่วนตัวของเขามองว่าปกติภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยมักขาดทุนจากการฉายในประเทศอยู่แล้ว แต่ทางออกของปัญหานี้คือการส่งขายต่างประเทศ อย่างภาพยนตร์ของพวกเขาในตอนนี้ก็ได้บริษัทจากจีนซื้อไปฉาย ซึ่งส่วนแบ่งที่ได้รับกลับมาก็น่าจะอยู่ราวๆ 13-17 เปอร์เซ็นต์ของรายได้

ส่วนประเด็นที่ว่า “ภาพยนตร์แอนิเมชันไทยชอบทำให้เด็กดูจริงไหม?” จุดนี้ก็คงต้องยอมรับว่า “จริง”

ข้อมูลที่ เปา ได้อ่านผลวิจัยจากค่ายภาพยนตร์แอนิเมชั่นต่างประเทศระหว่างการทำ 9 ศาสตรา เกี่ยวกับสาเหตุที่เนื้อหาของภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่เน้นทำขายเด็ก เป็นเพราะถ้าเด็กคนหนึ่งอยากดูมากๆ อย่างน้อยก็ต้องมีพ่อหรือไม่ก็แม่พามาดูที่โรงภาพยนตร์ด้วย เผลอๆ อาจจะเป็นการยกครอบครัวมาชมด้วยซ้ำไป ผิดกับการทำแอนิเมชั่นขายวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่เต็มที่ก็ขายตั๋วได้ 2 ใบ น้อยครั้งที่จะมีการยกก๊วนไปชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 

“จากข้อมูลตรงนี้ก็พอเข้าใจได้นะว่าทำไมภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยถึงเน้นทำขายเด็ก ถ้าเราทำค่ายภาพยนตร์แอนิเมชั่นจริงจังก็อาจจะทำแบบนั้นก็ได้ เพียงแต่หลักตั้งต้นการทำ 9 ศาสตรามาจากมุมมองของคนดูที่ไม่ได้อยากดูอะไรเด็กๆ ในฐานะคนดูเราอยากดูเรื่องราวแบบผู้ใหญ่ เหมือนภาพยนตร์กอบกู้โลกฮอลลิวู้ดทั่วไป มีดราม่า มีแอคชั่น ตามปกติ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนดูทั่วไปก็เริ่มอยากเห็นอะไรแบบนี้มากขึ้นแล้ว” เปา กล่าว

จากประวัติการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันไทยยุคโมเดิร์น จะเห็นว่าขนาดหยิบคาแรกเตอร์ ‘ปังปอนด์’ ที่โด่งดังมาจากหนังสือการ์ตูน ‘ไอ้ตัวเล็ก’ ที่แฟนการ์ตูนน่าจะโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ก็ยังทำออกมาให้สดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยข้อคิดสอนใจเด็ก หรือ ก้านกล้วย ที่เป็นช้างศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ยังไร้ซึ่งความดุดันสมฐานะช้างศึก แต่ดันน่ารักน่ากอดยิ่งกว่าช้างในสวนสัตว์เสียอีก


ฟัง เปา พูดไปได้สักพัก กันย์ ก็เสริมขึ้นมาว่า “แต่ถามว่าทำไมเราถึงเลือกใช้มวยไทยและตัวละครที่สื่อถึงวรรณคดีไทย เรายอมรับว่าจุดเริ่มต้นมาจากเราอยากทำภาพยนตร์แอนิเมชันมวยไทย ส่วนตัวละครลิงหรือยักษ์ ที่น่าจะทำให้หลายคนนึกไปถึงรามเกียรติ์ อันนั้นเกิดจากการดีไซน์ภายใต้แนวคิดที่ว่าจะทำยังไงให้คนรู้สึกคุ้นเคยกับตัวละคร เพราะอย่าลืมว่า 9 ศาสตราไม่ได้ดัดแปลงมาจากอะไรเลย เราจึงต้องหาอะไรเชื่อมโยงความรู้สึกไว้บ้าง แต่ถามว่าไทยไปหมดเลยไหม เราอยากบอกว่า 9 ศาสตราเป็นแฟนตาซีที่มีอะไรก็ได้ คล้ายๆ กับพวก Lord of the Ring นั่นแหละ”

เหว่ง เสริมเพิ่มเติมว่า “แต่คอนเซ็ปท์การเล่าเรื่องก็เป็นไปตามแพทเทิร์นภาพยนตร์แนวกอบกู้โลกนะ ที่มีพระเอกออกเดินทางไปสู้กับตัวร้าย แล้วก็ได้เจอกับเพื่อนๆ มีนางเอก เรียกว่าเป็นการเล่าตามสูตรภาพยนตร์ทั่วไปเลย เพราะถ้ามามัวเล่าแบบเด็กๆ ก็อาจจะไปไม่รอด แต่ความจริงแล้วเรามองว่านี่ภาพยนตร์ทั่วไปมาตั้งแต่แรกแล้ว แค่เล่าเรื่องราวผ่านแอนิเมชันเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าต้องให้เด็กเข้ามาดู 9 ศาตราเท่านั้นด้วย”

แต่ถ้าถามเจาะไปที่เนื้อหาว่า "ซ้ำซากจำเจ" หรือเปล่า? อันนี้คงต้องนั่งคิดกันนานสักหน่อย 

เพราะเนื้อหาแอนิเมชั่นไทยหลายต่อหลายเรื่องขาดความแปลกใหม่ ถ้าไม่ค้นประวัติศาสตร์ชาติไทยมาสร้าง ก็มักจะหยิบวรรณคดีหรือชาดกบางเรื่องมาดัดแปลง ซึ่งแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งเสียอีกว่า พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทย ย้ำว่า พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทย ต่างก็รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นอย่างดีแล้ว การเข้าไปดูเรื่องราวเหล่านั้นก็เหมือนกับการไปซ้ำความรู้เดิมๆ  เมื่อไหร่ก็ตามที่หยิบเรื่องเหล่านั้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นแอนิเมชั่นก็ได้ ผู้สร้างมักไม่กล้าดัดแปลงหรือตีความมากนัก เนื่องจากมีกลุ่มชาตินิยมและองค์กรจัดตั้งบางองค์กร พร้อมออกมาต่อต้านและปะป้ายเชิงลบได้ตลอดเวลา ทำให้เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือชาดกต่างๆ มักวนอยู่ในบ่อ

ที่สำคัญคือโทนของการเล่าเรื่องก็มักทำออกมาเพื่อเสิร์ฟให้เด็กดูเป็นหลัก เนื้อหาของภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยแทบทุกเรื่องจึงสุดแสนจะ cliche สอนกันแบบตรงๆ พูดกันโต้งๆ เลยว่าทำแบบนั้นดีหรือแบบนั้นแย่ เน้นย้ำเรื่องการรักชาติและทำความดีกันแบบรัวๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่วัยรุ่นที่โตขึ้นมาหน่อยและคนวัยทำงานที่ไม่มีลูก จะไม่รู้สึกสนใจภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยสักเท่าไหร่นัก   


ยกตัวอย่าง คุณทองแดง ดิ อินสไปเรชั่นส์ (วินิจ เลิศรัตนชัย, 2015) ภาพยนตร์แอนิเมชันไทย 3 ตอน ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ข้อคิดบางอย่างกับคนดู แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ดีงามมาก แต่เมื่อทำออกมาแล้วกลับกลายเป็นความล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นงานภาพที่ไม่ได้มาตรฐานดีพอต่อการขึ้นจอฉายโรงใหญ่ อย่างตอน คอปเปอร์เพื่อนรัก ที่มีงานภาพดีที่สุด ก็เป็นแค่การรีไซเคิลตัวละครเก่าๆ จากภาพยนตร์แอนิเมชัน ยักษ์ มาใช้ ส่วนเนื้อหาก็ซ้ำซากวนอยู่ในกรอบของการทำความดี ผลคือการลงทุนสร้าง 150 ล้านบาท แต่กลับได้เงินกลับมาแค่ 16 ล้านบาทเท่านั้น

มองในแง่ของการความดีคือสู่สังคมในแง่ของภาพยนตร์แอนิเมชัน ก็อาจจะพอถูไถได้ว่า วินิจ เลิศรัตนชัย และ ธนาคารกสิกรไทย (ผู้สนับสนุนหลัก) ไม่ได้หวังผลกำไรตอบแทน แต่ส่งต่อความดีงามบางอย่างไปได้ก็พอ แต่ในแง่ของวงการภาพยนตร์แอนิเมชันไทยนั้น กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นคุณสักเท่าไหร่ เพราะการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่ไม่มีคุณภาพออกมา จะยิ่งทำให้คนดู (โดยเฉพาะคนดูผู้ใหญ่) รู้สึกเข็ดขยาดและไม่อยากดูภาพยนตร์แอนิเมชันไทย เห็นได้จากฟีดแบ็ก 9 ศาสตรา ที่ได้ชื่อว่าลงทุนด้านงานภาพจนแทบจะเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่สวยที่สุดของไทย ก็ยังโดนค่อนขอดว่า ‘กาก’ อยู่เนืองๆ ในโลกโซเชียล

“ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าคนไทยกลัวการดูแอนิเมชันไทยในโรงไปแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่ดีจริงๆ ไม่ได้บอกว่าของเราดี แต่หมายถึงภาพรวมวงการที่ผ่านมา อย่างฟีดแบกล่าสุด ถ้าไม่บ่นเรื่องภาพว่ายังสู้ฮอลลิวู้ดไม่ได้ ก็บ่นเรื่องบทว่าน่าจะไม่ดีทั้งที่ยังไม่ได้ดูเลย หรือถ้าไม่รู้จะบ่นอะไรก็มาบ่นว่าเลือกคนมาพากษ์ห่วย เรียกว่าตอนนี้คนที่กลัวแอนิเมชันไทยก็จะหาเรื่องบ่นเราไปแล้วทุกอย่าง วิธีแก้ง่ายๆ ก็คงรอภาพยนตร์เข้าถึงจะพิสูจน์ได้ว่างานของเราดีหรือไม่ดีจริงๆ ถ้าดีก็คงมีคนบอกต่อและสุดท้ายคงทำเงินได้เอง” เหว่ง บอกกับเราด้วยน้ำเสียงแอบเซ็ง

แม้น้ำเสียงของ เหว่ง จะผสมอารมณ์ไปบ้าง แต่สิ่งที่เขาบอกกับเราก็ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดของวงการภาพยนตร์แอนิเมชันไทย นั่นคือการทำผลงานดีๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความกลัวภาพยนตร์แอนิเมชันไทยหายไปในที่สุด แต่ในทางกลับกันถ้า 9 ศาสตราที่ใช้ทุนสร้างมโหฬารและเวลานานถึง 5 ปียังแย่อีก บางทีอาจทำให้นายทุนรายอื่นๆ เข็ดขยาดจนอนาคตภาพยนตร์แอนิเมชันไทยยากจะลืมต้าอ้าปากได้อีกครั้ง