Editor's Talk - Sweet Temptation

จำได้ว่าตอนเก็บของย้ายบ้าน ต้องใช้รถขนของถึงสองคันทั้งๆ ที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เลยสักชิ้น (ยกให้แม่บ้านหมด) แต่จำนวนลังกว่า 20 ลังที่ขนมานั้นคือหนังสือ ซีดีเพลง เสื้อผ้า และรองเท้า 

ตอนจัดบ้านใหม่ ผมเป็นคนจัดหนังสือและซีดีที่ห้องทำงานเอง แต่เสื้อผ้าและรองเท้ามีปริมาณมากกว่าจะเก็บไว้ในตู้รองเท้าและตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างจึงกองอยู่ในลังในห้องเก็บของเหมือนตอนที่ขนย้ายมา จนเวลาผ่านไปเป็นปี แม่เริ่มทนไม่ได้จึงได้กระทำการชำระสิ่งตกค้างทั้งหมด 

สิ่งที่แม่ทำก็คือนำลังเก็บของทั้งหมดออกมาจากห้องเก็บของ แล้วหยิบของแต่ละชิ้นขึ้นมาให้ดู ถามคำเดียวว่า “จะได้ใส่อีกไหม” ราวกับเปิดประมูลงานของสถาบันคริสตี้ ถ้าตอบไปว่าได้ใส่ แม่จะวางโยนไปรวมกันไว้อีกกองหนึ่ง ถ้าตอบว่าไม่ได้ใส่ แม่ก็จะแยกไว้อีกกองหนึ่ง แต่ถ้ายังลังเลตอบไม่ได้ในเวลาอันสมควร แม่จะโยนไปยังกองที่ไม่ได้ใส่ทันที 

จากเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ผมค้นพบว่ามีเสื้อผ้าหลายตัวที่มีอายุตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปี แต่ไม่รู้ว่ายังเก็บไว้อีกทำไม มีเสื้อผ้าหลายตัวที่จำไม่ได้ว่าซื้อมาตอนไหน และใส่ไปหรือยัง บางตัวจำได้ว่ายังไม่เคยใส่ก็มี และมีรองเท้าหลายคู่ที่ใส่ไม่กี่ครั้ง กลับมาดูสภาพอีกทีเมื่อนำออกมาจากลังมันก็ใช้ไม่ได้แล้ว (คุณคงสงสัยว่าเก็บไว้ในลังแบบนี้ของก็เสียหายน่ะสิ ผมก็ไม่อยากทำอย่างนั้นหรอก แต่ถ้าต้องมีสถานที่ที่เก็บอย่างเหมาะสม ผมคงต้องมีตู้เสื้อผ้าสักสิบตู้ ตู้รองเท้าอีกสักสิบตู้เท่านั้นเอง) 

หลายคนคงเคยได้ยินอาการ ‘โรคเก็บสะสมของ’ กับการเก็บของไว้มากเกินไป ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์หรือมีโอกาสใช้น้อยมาก ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นโรคนั้นหรือเปล่า (ถ้านับจำนวนของที่เก็บสะสมอาจจะเป็น เพียงแต่ไม่ถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิต) แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่ง มาจากสาเหตุเดียวกันก็คือตอนที่ซื้อเราใช้เหตุผลของความสวยงามยั่วยวนใจ แต่ตอนที่จะเก็บหรือจะทิ้งเราใช้อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งก็คือการใช้งาน ทั้งๆ ที่ของสิ่งนั้นเป็นของชิ้นเดียวกัน! 

เรามักจะใช้ตรรกะคนละแบบในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ นำมาหรือละทิ้งสิ่งเดียวกันเสมอ เช่น เราออกกำลังกายเพราะต้องการมีสุขภาพที่ดี แต่เมื่อถึงเวลากินเรามักใช้ตรรกะของความอยากกิน แล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายชดเชย 

ความยั่วยวนใจช่างเป็นบาปเสียจริง!

คงเหมือนกับอีวาในสวนอีเดน แอปเปิ้ลลูกนั้นช่างดูสวยงามและยั่วยวนใจ ประกอบกับคำยุยงจากงูพิษ (ในชีวิตจริงเรามีงูพิษหลากหลายประเภท ทั้งเพื่อนที่คอยบอกว่าแก...ซื้อเลย สวยมากกก...หรือคำเชื้อเชิญของ BA เคาน์เตอร์เครื่องสำอางและพนักงานขายในร้านต่างๆ) แต่สุดท้ายอีวาก็รู้ผิดชอบชั่วดี คงเหมือนกับผมที่แม้จะถูกเย้ายวนและยุยงเหมือนอีวา แต่สุดท้ายก็รู้ว่าอะไรต้องทิ้ง อะไรจะเก็บเอาไว้ (แต่จะซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ก็คงรอดูว่าในสวนอีเดนยังมีงูอีกกี่ตัว) 

ในเรื่องนี้ยังมีตัวละครอีกหนึ่งซึ่งก็คือพระเจ้าที่สาปแช่งอีวา อดัม และงู ให้ตกลงมาสู่การเป็นมนุษย์ชดใช้บาป ในขณะที่กรณีของผมคือแม่ ผู้ที่คอยชี้เป็นชี้ตาย แม้ว่าของชิ้นไหนที่ผมอยากจะเก็บ แต่แม่บอกว่าทิ้งก็คือทิ้ง 

เพียงแต่ว่าในพระคัมภีร์ยังมีพระเยซูมาเป็นผู้ไถ่บาป แต่ในชีวิตจริง เมื่อจะหันไปหาพ่อให้คอยช่วย พ่อกลับนั่งเฉยๆ แล้วมักพูดว่าแล้วแต่แม่แล้วกัน!


สันติชัย อาภรณ์ศรี

บรรณาธิการบริหาร