Editor's talk - Rap It If You Can Twopee

สำหรับใครที่ฟังเพลงแร็ป ฮิปฮอปมาตั้งแต่เด็กๆ คงต้องเคยเป็นกันมั่งล่ะ กับความพยายามที่จะหัดร้องแร็ปให้ได้ แต่สุดท้ายก็ร้องไม่ทัน

ผมสนใจเพลงแร็ปจากเพลงเมโลดี้หวานๆ อย่าง “I’ll Be Missing You” ของ Puff Daddy (ชื่อในสมัยนั้น) Feat. Faith Evans ในปี 1997 ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องอุทิศให้แก่การจากไปของ The Notorious B.I.G. แร็ปเปอร์ระดับเจ้าพ่อจากฝั่งเวสต์โคสต์
ผู้สร้างตำนานทั้งเรื่องเพลงและความบาดหมางของแร็ปเปอร์
ทั้งสองฝั่งของอเมริกา แน่นอน...ผมโตไม่ทันยุครุ่งเรืองของดนตรีฮิปฮอปใน
อเมริกาหรอก แต่จากความรุ่งเรืองในตอนนั้น ก็ส่งผลให้แนวเพลงนี้เข้ามาสู่แนวเพลงกระแสหลักได้ 

จากนั้นเพลงฮิปฮอปก็เข้ามาพัวพันกับเพลงป๊อปมากขึ้น ในปี 1990 สามสาว TLC ออกอัลบั้ม Fanmail  มีเพลง No Scubs ที่ดังไปทั่วโลก พร้อมกับการแร็ปของ Left Eye และในปีเดียวกัน Lauryn Hill ก็ออกอัลบั้ม The Miseducation of Lauryn Hill กับซิงเกิลแรก “Doo Wop” ในจังหวะสุดโจ๊ะ (ทั้งสองอัลบั้มนี้ผมยังมีเทปคาสเซ็ตต์เก็บไว้ที่บ้านอยู่เลย) แต่ผู้ที่ทำให้เพลงแร็ปกระจายไปทั่วโลกในระดับแมสได้อย่างแท้จริงน่าจะเป็น Eminem กับอัลบั้ม Real Slim Shady ในปี 2000 กับปรากฏการณ์คนขาวแร็ปได้มันพอๆ กับคน
ผิวสี ตามมาด้วย 50 Cent ในปี 2003 

ความยากลำบากของการหัดร้องเพลงแร็ปในตอนเด็ก (ไม่ได้อยากเป็นแร็ปเปอร์หรอกนะ แต่อยากร้องเพลงที่กำลังฮิตได้) ก็คือในสมัยนั้นไม่มีเนื้อร้องให้ท่อง และอินเทอร์เน็ตก็เพิ่งจะเริ่มต้น สิ่งที่พอจะพึ่งพาได้ก็คือคอลัมน์เนื้อร้องเพลงภาษาอังกฤษในนิตยสาร POP (ขอบคุณเจ๊ตี้มา ณ ที่นี้) และ Student Weekly
แต่พอท่องเนื้อร้องได้ก็จะงงและไม่เข้าใจในความหมายของเพลง เพราะเนื้อร้องเพลงแร็ปนั้นเต็มไปด้วยสแลงอเมริกันของคนผิวสีเต็มไปหมด การบิดคำเพื่อ
ให้เสียงคล้องจองกัน และบริบททางวัฒนธรรมบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นหัวใจหลักของเพลงแร็ปในหมู่คนผิวสี 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในวัฒนธรรมฮิปฮอปสำหรับผมก็คือ ซิงเกิล “Same Love” ของ Macklemore & Ryan Lewis ในปี 2012 ซึ่งเนื้อหาว่าด้วยความรักของคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งไม่ว่ารักของเพศไหนก็คือ “รักเหมือนกัน” อย่างที่รู้กันดีว่าวัฒนธรรมฮิปฮอปและเพลงแร็ป เพลงฮิปฮอปนั้นเหยียดเพศเรื่อยมา ทั้งผู้หญิงและเกย์ ถึงแม้จะเป็นเพลงของแร็ปเปอร์หญิงก็มักจะเป็นเพลงประเภทด่าหรือเสียดสีเพศชายเสียมากกว่า ไม่ว่าจะ TLC หรือ Missy Elliot เองก็ตาม เพลง “Same Love” ของ Macklemore & Ryan Lewis จึงเหมือนเป็นนิมิตหมายใหม่ของวงการฮิปฮอปที่ทำให้เห็นว่าเพลงฮิปฮอปดังๆ มันๆ ไม่ต้องพูดแต่เรื่องใต้สะดือ หรือด่ากันไปกันมาก็ได้ และหลังจากนั้นก็มีเพลงอย่าง “1-800-273-8255” ของ Logic Feat. Alessia Cara, Khalid ซึ่งว่าด้วยเรื่องการฆ่าตัวตาย และชื่อเพลง
ก็คือเบอร์โทรศัพท์สายด่วนให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีปัญหาและอยากฆ่าตัวตาย

ผมอาจจะไม่ค่อยถนัดเพลงไทยสากลมากนัก หากให้มองย้อนถึงเพลงแร็ปในวงการเพลงไทย ชื่อที่คิดออกก็คงเหมือนกับใครหลายๆ คนที่ฟังเพลงแร็ปจากเพลงดังในเพลงกระแสหลัก ทั้งดาจิม (เมื่อตอนเด็กๆ) โจอี้ บอย หรือ Thaitanium หากจะเป็นยุคใหม่ก็คงต้องสิงห์เหนือเสือใต้ และ Southside หนึ่งในสมาชิกของ Southside ก็คือโต้ง Twopee หรือ โต้ง-พิทวัส พฤกษกิจ แร็ปเปอร์หนุ่มสุดเท่บนปกของเราในฉบับนี้ โค้ชจากรายการ The Rapper ในการค้นหาแร็ปเปอร์หน้าใหม่มาประดับวงการเพลงไทย ในช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่านี่คือยุคทองอีกครั้งของวงการแร็ปฮิปฮอปของไทย หลังจากที่ล้มหายตายไปพร้อมกับกระแสเสื่อมซาของเพลงแร็ปฮิปฮอปโลก 

เราอาจจะรู้จักเพลงแร็ปฮิปฮอปไทยเป็นเพลงๆ ไป อาจจะด้วยศิลปินในแนวนี้มีเพียงหยิบมือเดียว และจะว่าไปก็เป็นแนวเพลงที่ใหม่มากในเมืองไทย
ส่วนมากเพลงดังๆ ก็มักจะฝังตัวกับความเป็นป๊อปหรืออิเล็กทรอนิกส์แดนซ์อยู่สูง ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยเห็นว่าวัฒนธรรมฮิปฮอปในไทยเป็นอย่างไร เขาพูดเรื่องอะไร รากของเขาเป็นอย่างไร 

และหากนี่คือยุคทองครั้งใหม่ของเพลงฮิปฮอปในไทย ก็ได้แต่หวังว่านอกจากจะกลับมาเป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมอีกครั้ง เราจะได้เห็นรากและวัฒนธรรมของฮิปฮอปไทยมากไปกว่าสไตล์และเป็นเพียงรายการโชว์

สันติชัย อาภรณ์ศรี

บรรณาธิการบริหาร