Editor's talk - Mitsubishi

ทุกวันนี้ วันไหนไม่ร้อนมาก ไม่ดึกมาก ไม่เหนื่อยหรือขี้เกียจมาก เลิกงานแล้วก็จะเดินกลับบ้าน บ้านกับออฟฟิศนั้นอยู่เยื้องๆ กัน คั่นด้วยถนนพระรามเก้า ถนน 4 เลนที่รถแทบจะไม่ขยับในช่วงเวลาเร่งด่วน ในขณะที่เวลามาทำงานจะพึ่งวินมอเตอร์ไซค์ หรือไม่ก็แท็กซี่ (ถ้าแท็กซี่ไม่ปฏิเสธผู้โดยสารอะนะ) ในขณะที่ถ้าต้องไปงาน ไปทำธุระที่อื่นก็มักจะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน และมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นหลัก

หลายคนชอบถามว่าทำไมไม่ซื้อรถ ไม่ขับรถ หรือขับรถไม่เป็น ที่บ้านพ่อจะเป็นคนสอนขับรถให้ลูกๆ ทุกคนเมื่อคิดว่าถึงวัยอันควรแล้ว (ประมาณ 15-16 ปี) ด้วยรถเกียร์กระปุก ทุกคนในบ้านขับรถยนต์ได้ ยกเว้นแม่ที่หัดขับไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังขับไม่เป็นสักที 

ผมหัดขับรถยนต์ตอน ม.4 แม้จะขับได้แล้ว พ่อก็ยังไปรับไปส่งที่โรงเรียนอยู่ จนถึงช่วงที่ต้องเรียนพิเศษทุกวัน และวันหนึ่งก็เรียนมากกว่าหนึ่งแห่ง เลิกเรียนที่โรงเรียน 4 โมงเย็นพ่อก็จะมารับไปส่งที่เรียนพิเศษ เลิกเรียนพิเศษที่แรกประมาณ 6 โมงเย็น ก็จะต้องมารับไปส่งอีกที่ เลิกเรียนอีกทีประมาณ 3 ทุ่มครึ่งถึงจะมารับกลับบ้าน เป็นอย่างนี้อยู่สักพักจนพ่อทนไม่ไหว โยนกุญแจรถให้แล้วบอกว่าขับเองเถอะ ขี้เกียจไปรับไปส่งแล้ว ช่วงมัธยมฯ รถยนต์จึงเหมือนบ้านหลังที่สองของผมไปโดยปริยาย

ผมเพิ่งจะส่งรถคืนพ่อไปเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา เหตุที่ว่ารถชนบ่อยจนไม่อยากจะขับรถแล้ว แล้วเหตุแห่งรถชนไม่ใช่อะไรเลย ถูกชนทั้งนั้น จอดรถรอไฟเขียว แท็กซี่ เบรกไม่ทันมาชนท้าย จอดรถรอเลี้ยว รถข้างหลังมาชนท้าย เรียกว่ารถชนทุกครั้งที่จอด และที่เจ็บใจไปมากกว่านั้นก็คือสถานที่ที่ถูกชนคือที่แยกใกล้บ้าน (แยกเอกมัย-เลียบด่วน) และชนครบทุกมุมสี่แยกมาแล้ว!

ทุกครั้งที่เล่าให้คนอื่นฟังว่ารถชน หลายคนจะตั้งคำถามว่าผมขับรถไม่ดีหรือเปล่า เช่น เปลี่ยนเลนบ่อย ขับเร็วเกินไป แต่ให้ตายเถอะทุกครั้งที่ชนคือรถจอดไม่รอไฟเขียวก็รอเลี้ยวจริงๆ จนผมผู้ซึ่งไม่ค่อยเชื่อในเรื่องดวงชะตาเริ่มคิดว่า เอ…หรือรถสีบรอนซ์เทาไม่เหมาะกับเรา เราต้องซื้อสติกเกอร์ “รถคันนี้สีแดง” มาติดหรือเปล่านะ หรือว่าเลขทะเบียนไม่ถูกกับวันเดือนปีเกิดตกฟากเรา เราต้องไปดูดวงแล้วซื้อสติกเกอร์ตัวเลขที่ถูกโฉลกกันมาแปะหรือเปล่านะ แต่ยังไม่ทันได้ทดลองก็คืนรถให้พ่อไปเสียก่อน เพราะไม่ไหวจะโทรเรียกประกันแล้ว (และบ้านกับที่ทำงานก็ไม่ไกลกันมาก) 

ล่าสุด…แม่เพิ่งโทรมาบอกว่าขายรถคันนั้นแล้ว เพราะสงสารมัน จอดทิ้งไว้เฉยๆ ไม่มีใครขับ 

ทุกครั้งที่เรียกแท็กซี่และแท็กซี่ปฏิเสธ (นอกจากโกรธ ตะโกนด่า พาลไปจนถึงไม่ยอมปิดประตูรถแล้ว) ผมก็มักคิดถึงการมีรถยนต์ขับอีกครั้ง โดยเฉพาะวันไหนที่จะต้องหอบหิ้วของพะรุงพะรัง หรืออยู่ในช่วงการจราจรติดขัดที่ไม่อาจหาแท็กซี่ได้ (แกรบก็ไม่รับ อูเบอร์ก็ราคาสูง) เคยคิดว่าอยากจะมีรถขับอีกครั้ง ว่างๆ เบื่อๆ จะได้ขับไปนอนริมทะเลพัทยา หรือหัวหิน แต่ตอนมีรถขับไปไกลสุดก็แค่เซ็นทรัลพระรามเก้าหรือบิ๊กซีรัชดา (ซื้อของเข้าบ้าน) คิดว่าเสาร์-อาทิตย์อยากจะขับรถตะลอนทัวร์ไปกินกุ้งแม่น้ำเผาที่อยุธยาบ้าง แต่ตอนมีรถ (หรือไม่มีรถ) เสาร์-อาทิตย์ก็ตื่นหลังเที่ยงทุกที       

เคยคิดแม้กระทั่งว่าจะจ้างพ่อตัวเองคอยขับรถให้ โดยเฉพาะช่วงที่ยังทำงานเป็นสไตลิสต์แล้วต้องขับรถตระเวนยืม-คืนเสื้อผ้ารอบเมือง แต่พ่อไม่เอาด้วย และก็เลยคิดว่าถ้าเราหาแฟนที่มีรถขับด้วยจะดีเพียงไหน มีคนคอยรับคอยส่ง พาไปเที่ยว พาไปกิน พาไปทำธุระ และไม่ต้องเสียเงินซื้อรถเองด้วย

แต่ก็ได้แค่เคย...เพราะตอนนี้คิดว่าถ้าจะกลับมาขับรถอีกครั้ง ซื้อรถเองไปเลยดีกว่า เดี๋ยวนี้ราคาไม่แพง วิธีน่าจะง่ายและรวดเร็วกว่าหาแฟน (มีรถขับ)


สันติชัย อาภรณ์ศรี

บรรณาธิการบริหาร