Editor's Talk - Live It Up

วันก่อนมีโอกาสได้ไปนั่งที่ร้าน Baby Bar บาร์และร้านอาหารเปิดใหม่ในโรงแรม Craftsman Bangkok Hotel พหลโยธิน ซอย 11 เพื่อที่จะพบว่ารอบตัวเต็มไปด้วยเด็กวัยมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยเริ่มทำงาน คุณพอลและคุณเกด—เจ้าของร้าน แนะนำให้รู้จักกับน้องแฟรงกี้ ลูกชายวัยยี่สิบกว่าๆ ของพี่ตุ๊ก-ญาณี จงวิสุทธิ์ เรานั่งคุยกันสักพักก่อนที่น้องจะขอตัวไปจอยกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม 

แฟรงกี้เล่าให้ฟังว่าตอนนี้เขากำลังทำธุรกิจอะไรอยู่บ้าง ทั้งสิ่งที่ทำด้วยตัวเอง หรือธุรกิจที่ร่วมทุนกับเพื่อน ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมล่ะ แต่อย่าลืมว่านี่คือเรื่องเล่าและอาชีพการงานของเด็กวัยยี่สิบต้นๆ รูปแบบชีวิตที่คนอีกเจเนอเรชั่นผู้เกิดก่อน (ในวัยเดียวกันนั้น) จินตนาการไม่ถึงว่าเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจได้อย่างไรในวัยยี่สิบกว่า 

เรานึกไม่ถึง นึกไม่ออก ทำไม่ได้ หรือว่าไม่กล้าทำ 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมก็ได้อ่านเรื่องราวสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีที่ BBC Thailand เผยแพร่เอาไว้ หนึ่งในนั้นพูดถึงเรื่องห้องลับในพีระมิดของตุตันคาเมนว่าไม่มีจริง ซึ่งเป็นผลมาจากการสแกนเรดาร์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยตูริน รวมถึงเรื่องการค้นพบสูตรน้ำยาอาบศพอียิปต์โบราณจากการวิเคราะห์เส้นใยของผ้าห่อมัมมี่ที่มีอายุราว 3,700 ปีก่อนคริสตกาล 

ในเจเนอเรชั่นหนึ่งที่เราเติบโตมากับนิตยสารต่วย’ตูน หรือนิตยสารแปลก เรื่องราวของมัมมี่ พีระมิด อียิปต์ (รวมไปถึงมนุษย์ต่างดาว สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และแอเรีย 51) คือความลับของโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่เด็กทุกคนกระหายใคร่รู้ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าแล้วถ้าเราอยากจะเป็นคนขุดพบมัมมี่ หรือสำรวจพีระมิด เราจะต้องเรียนสาขาอะไร เรียนที่ไหน ทำอย่างไรถึงจะได้ทำอาชีพนั้น นี่ยังไม่นับว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจ จะสามารถเป็นหนึ่งในตัวเลือกของอาชีพที่เราจะเขียนไปในเรียงความวัยเด็กได้ แน่นอน...หมายถึงในเจเนอเรเชั่นของเรา

ย้อนกลับมาที่วงสนทนาของคนวัยสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าที่ร้าน Baby Bar ในคืนนั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานบริษัทหรือลูกจ้างทั้งอิสระและไม่อิสระทั้งนั้น เราสรุปกันว่าความกล้าที่ทำให้เด็ก Gen Z ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ริเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเอง (ตั้งแต่ขายของในไอจี เฟซบุ๊ก เป็นฟรีแลนซ์ ฯลฯ) และปฏิเสธระบบการทำงานแบบเก่าที่ต้องไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท นอกจากพวกเขาจะเห็นการทำงานแบบเหนื่อยยากของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ใน Gen X แล้ว (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่โมเดลที่เขาต้องการเอาเป็นแบบอย่าง) ความกล้าที่จะเสี่ยงนั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาพร้อมการคำนวณอย่างดีแล้วว่าหากจะล้มก็ล้มบนฟูกของ Gen X ที่คอยรองรับในฐานะพ่อแม่ และที่แน่ๆ คือความกล้าเลือกและความต้องการเป็นนายในชีวิตของตัวเอง 

ปรัชญาการทำงานและการใช้ชีวิตของทั้งสองเจเนอเรชั่นจึงแตกต่างกัน คนรุ่นหนึ่งมักได้รับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ว่าขอให้เติบโตไปเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเท่ากับว่าต้องทำงานในองค์กร ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่อาจจะสวนทางกับคำว่าความสุขของชีวิตในยุคนี้ ที่ไม่ได้หมายถึงตำแหน่ง สถานะ หรือเงินเสมอไป เราจะเห็นได้จากข่าวและบทความต่างๆ ในปัจจุบัน ที่สะท้อนถึงชีวิตอิสระ ไม่มีสังกัด การลาออกจากงานเพื่อไปตามหาความฝันด้วยการท่องเที่ยวทั่วโลก หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เป็นไอดอลแห่งยุคอย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งนอกจากจะมีอาชีพในแบบที่คน Gen X คิดไม่ถึงแล้ว เรายังได้อ่านเรื่องราวของเขาที่เรียนไม่จบ ก่อนจะมาสร้างเฟซบุ๊กจนกลายเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในโลกของการสื่อสาร และกลายเป็นเศรษฐีระดับโลกอย่างที่เห็นกันอยู่

แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าจะ Gen X, Gen Y หรือ Z และไม่ว่าด้วยแนวคิดใด วิธีการในการใช้ชีวิตแบบใด สิ่งที่เราดั้นด้นค้นหาอาจจะมีปลายทางเดียวกัน นั่นก็คือการแสวงหาความรื่นรมย์ในชีวิต ไม่ว่าความรื่นรมย์นั้นจะหมายถึงการสร้างครอบครัวให้มั่งคั่งสมบูรณ์ หรือการสร้างชีวิตอิสระปลอดพันธนาการตามขนบแบบเก่า หรือแม้เพียงแค่การมานั่งในร้านเก๋ๆ และสั่งค็อกเทลดีๆ สักแก้ว เหมือนสถานการณ์นี้ที่ทำให้คน Gen X และ Gen Z สามารถมาอยู่ร่วมกันและคุยกันได้

สันติชัย อาภรณ์ศรี

บรรณาธิการบริหาร