Editor's talk - Bet in PLAY - Play 2 Project

ความสนุกสนานในการทำเล่มนี้ก็คือการตีโจทย์ พอเรารู้ว่าจะต้องถ่ายภาพศิลปินในโปรเจ็กต์ Play 2 นี้ เราก็ช่วยกันระดมความคิดว่าจะถ่ายภาพออกมาอย่างไรดี คำว่า “เล่น” คือโจทย์ในการคิดภาพครั้งนี้ ทีแรกผมอยากได้การเล่นไพ่นกกระจอก แต่ก็จนปัญญาในการหาไพ่นกกระจอกมาใช้ประกอบการถ่ายภาพ ครั้นพอหาได้จริงๆ ก็จนด้วยทุนทรัพย์ ด้วยราคา ไพ่นกกระจอกชุดหนึ่งสูงถึง 3,000 บาท! เราเลยตกลงกันว่า ถ้าอย่างนั้นขอเป็นเกมที่ดู โมเดิร์น ทันสมัย มีสีสัน และสามารถออกท่าออกทางการเล่นได้อย่างสนุกสนาน

พอมาถึงช่วงคิดรายชื่อเกมที่จะใช้ เราก็เจออีกปัญหาหนึ่ง คือเราคิดได้แต่เกมที่เราเคยเล่นเมื่อเรายังเป็นเด็ก แม้ว่าจะยังเป็นเกมที่ยังเล่นอยู่ในปัจจุบัน แต่มันก็ไม่ได้ดูโมเดิร์น ทันสมัย ตามโจทย์ที่เราวางไว้ “เดี๋ยวนี้มันมีเกมพวกบอร์ดเกมเยอะนะพี่” น้องในกอง บ.ก. คนหนึ่งบอก แต่ด้วยช่วงวัยและความสนใจของเราก็ตอบกลับไปว่า “แล้วมันเล่นยังไง” ไม่น่าแปลกใจที่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเกม Monopoly (โชคดีที่ยังเป็น Monopoly ไม่ได้ซื้อเกมเศรษฐีมา) บันไดงู เลโก้ เทรนดี้หรือร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย ก็คือ Speed Cup หรือจังโก้ ซึ่งแน่นอนว่าสองเกมหลังมาจากความคิดน้องที่มีอายุน้อยที่สุดในกองบรรณาธิการ

ผมเดินทางไปซื้อของเล่นทั้งหมดเอง หลังจากที่เสิร์ชในกูเกิลเจอร้านขายของเล่นใจกลางเยาวราชที่มีครบทุกอย่างตามที่อยากได้ พอก้าวเท้าเข้าไปในร้าน เหมือนกับตัวเองอายุเหลือแค่ 8-9 ขวบ เข้าใจแล้วว่าตอนพาหลานไปร้าน Toys R Us แล้วนางวิ่งพล่านทั่วร้านด้วยความตื่นเต้นนั้นเป็นอย่างไร สีสัน หน้าตา ดีไซน์ของของเล่นทุกอย่างมันช่างยั่วยวนให้เข้าไปลูบคลำจับเล่น และอยากได้มันเสียทุกอย่างจนลืมไปว่าวันนี้มาซื้อของไปทำงาน 

ผมชี้มือถามพนักงานว่านั่นอะไร นี่อะไร เล่นยังไง (จนพนักงานคงเริ่มรำคาญ) พลางคิดว่าทำไมสมัยเราเป็นเด็กถึงไม่มีของเล่นให้เลือกมากมายเช่นนี้ และในราคาที่พ่อสามารถซื้อให้ได้โดยไม่คิดว่ามันเป็นการสิ้นเปลืองกว่าเหตุ หรือนี่จะเป็นเพียงผลดีข้อเดียวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นอกเหนือไปจากผลเสียอีกหลายร้อยข้อตั้งแต่การกดราคาแรงงานไปจนถึงการปล่อยของเสียและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม 

ตอนเด็กเรามักเล่นของเล่นที่ไม่ต้องเสียเงินเสียทองซื้อมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการดีดลูกแก้วที่ซื้อมาในราคาบาทเดียว แล้วไปเล่นพนันจนได้กลับมาอีกหลายร้อยลูก หนังยางที่นำมาเป่ากบ หรือแม้แต่ไพ่กระดาษก็ยังสามารถนำไปเล่นพนันได้สารพัดแบบ ผมจำได้ว่าเคยมีไพ่กระดาษที่ได้มาจากการเล่นพนันเป็นปึกๆ เต็มตะกร้ามากกว่า 2 พันใบเลยทีเดียว มีอะไรอีกล่ะ อ้อ...สมุดภาพ สติกเกอร์ ในขณะที่ผู้ผลิตต้องการให้ใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ใครขาดภาพไหน มีภาพไหนซ้ำนำไปแลกเปลี่ยนกันจะได้สะสมให้ครบแล้วนำไปแลกของรางวัล แต่สุดท้ายเราก็นำมาเล่นพนันได้อยู่ดี

ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เราอยากเล่นจริงๆ กลับไม่ใช่ลูกแก้ว หนังยางหรือไพ่ เพราะสุดท้ายแล้วได้มามากเท่าไร แต่ถ้าไม่มีใครเล่นด้วยก็เปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่เราชอบกลับกลายเป็นการพนันเดิมพันขันต่อเสียมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าได้นิสัยนี้มาจากไหน (พ่อแม่เล่นไพ่ไม่เป็น) จึงขอโยนบาปในแบบที่คนเขามักพูดก็แล้วกันว่า “นิสัยคนไทย”

สันติชัย อาภรณ์ศรี

บรรณาธิการบริหาร

+



Related Article