Editor’s Talk – A Lost Like Love

เมื่อครั้งที่สัมภาษณ์โจโจ้ Trasher ผู้กำกับซีรีส์เรื่อง ‘Friend Zone เอา ให้ ชัด’ โจ้บอกว่ากระแสซีรีส์วายกำลังมาแรง และจะทวีความแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ฝั่งเมนสตรีมก็ไม่อาจต้านทานไหว 

  แม้ว่าโปรแกรมละครช่องเมนสตรีมในปีนี้จะประกาศไปหมดแล้ว และยังไม่เห็นละครวายโผล่ขึ้นมาให้ได้ตื่นเต้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องดิจิทัลอย่าง LINE TV นั้นสุดแสนจะครึกครื้น ‘Great Men Academy’ เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว แม้อาจจะไม่สามารถเรียกว่าเป็นซีรีส์วายได้เต็มปาก แต่ใครที่ได้ดูก็พอจะเก็ตว่านี่คือซีรีส์วายที่มาพร้อมกระแสชวนจิ้นตัวละครชาย-ชายชัดๆ แม้ค่ายนาดาวจะยังกล้าๆ กลัวๆ (และแก้เก้อด้วยการสร้างคาแร็กเตอร์หญิงให้แปลงร่างเป็นชายแทน) แต่ก็ยื่นขาข้างหนึ่งก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เรียกว่าวายแล้ว

  แต่นับจากเดือนนี้ไปนี่สิ ความจิ้นจิกหมอนจะระบาดไปทั่ว

  โปรแกรมแรกของ LINE TV ว่าด้วยซีรีส์วายในปีนี้ (ที่มีถึง 5 เรื่องตลอดทั้งปี) ก็คือ 2 หนุ่มบนปก HAMBURGER ฉบับนี้ โอมและสิงโตจาก ‘เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ’ ที่สร้างจากนวนิยายวายสุดฮิตของผู้เขียนนามปากกว่า larza โด่งดังในหมู่ผู้อ่านนิยายวายในเว็บไซต์ธัญวลัย 

  เราเคยร่วมงานกับสิงโตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จาก 1 ใน 4 ปก ‘Y We Fall in Love’ ที่สร้างปรากฏการณ์สายไหม้ อินบ๊อกซ์แตก นิตยสารแจกหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเราถ่ายปกคู่วาย (ซึ่งส่วนมากข้อความทางอินบ๊อกซ์ หรือที่โทรศัพท์ที่เข้ามาเป็นเด็กผู้หญิงทั้งนั้น!)

  และจากปกแม็กซ์-ตุลย์ จากเรื่อง ‘Together with Me’ ที่เราถ่ายแฟชั่นในคอนเซ็ปต์ของการทริบิวต์หนังเรื่อง ‘Happy Together’ ของหว่อง การ์-ไว ครั้งนี้เรานำคอนเซ็ปต์เดิมมาใช้อีกครั้ง โดยถามทีมงานของเราว่าเมื่อนึกถึงหนังรักที่ซาบซึ้ง แต่ไม่สมหวัง พวกเรานึกถึงเรื่องอะไรกัน เสียงแรกตอบว่า ‘Romeo+Juliet’ เวอร์ชั่น Baz Luhrmann ตามมาด้วย ‘Call Me by Your Name’ และอีกหนึ่งเสียงที่ย้อนกลับไปยังความคลาสสิกในปี 1991 กับหนังเรื่อง ‘My Own Private Idaho’ กับการแสดงของริเวอร์ ฟีนิกซ์ และคีอานู รีฟส์ เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมรู้จักผู้กำกับที่ชื่อ Gus Van Sant

  เราตกลงกันไม่ได้ว่าจะเลือกเรื่องไหนมาทริบิวต์ดี เราจึงตัดสินใจถ่ายแฟชั่นจากซีนสำคัญในหนังทั้ง 3 เรื่องนี้เลยแล้วกัน!

ในปี 1996 เมื่อครั้งที่ ‘Romeo+Juliet’ เวอร์ชั่น Baz Luhrmann ออกฉาย ผมเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี ความรักอย่างรวดเร็ว ลึกซึ้ง และบ้าคลั่งของโรเมโอและจูเลียตเป็นสิ่งที่เด็กวัย 14 ปีในตอนนั้นไม่มีทางเข้าใจได้ และแม้แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว อย่างที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เคยบอกไว้ว่า “ในชีวิตหนึ่งคุณจงตกหลุมรักใครสักคน หลงรักอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่ามันจะไม่สมหวัง เจ็บเจียนตายก็ตาม” 
 

  เพราะสุดท้ายการเจ็บปวดจากความรักมันไม่น่ากลัวเท่ากับการที่ไม่เคยรักใครอย่างลึกซึ้งและบ้าคลั่ง ประสบการณ์การเจ็บปวดจากความรักนั้นเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ตั้งแต่แอบรักเขาไปจนถึงเราเลิกกัน แต่ประสบการณ์ความรักในแบบของโรเมโอและจูเลียตนั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเสียเมื่อไร เหมือนกับฉากหนึ่งในหนังเรื่อง ‘Call Me by Your Name’ เมื่อพ่อของเอลิโอ้ พูดกับเอลิโอ้ว่า “เราพยายามที่จะลืมความเศร้าให้ได้เร็วที่สุด ด้วยการเฉือนหัวใจตัวเองออกไปเรื่อยๆ เมื่อโตขึ้นหัวใจเราก็จะไร้ความรู้สึกและตายด้านในที่สุด” 

  จงอย่าเร่งลืมความเศร้า จนลืมความสุขที่เคยมี 

  การถ่ายแฟชั่นเซ็ตปกนี้ ผมบรีฟโอมถึงฉากต่างๆ ในหนังเรื่อง ‘Romeo+Juliet’ ก่อนจะถามว่า “เคยดู Romeo+Juliet ของ Baz Luhrmann ที่สร้างเมื่อปี 1996 ไหม” 

  โอมส่ายหัวและตอบว่า “ผมเกิดปี 2000s ครับ”  


สันติชัย อาภรณ์ศรี 

บรรณษธิการบริหาร