Editor's Talk - ปีแห่งการเรียนรู้ที่จะเป็นเป็ด

ในอดีตเรามักจะเปรียบเปรยเชิงดูถูกว่า ‘เป็ด’ คือสิ่งมีชีวิตที่ว่ายน้ำได้ ดำน้ำได้ บินได้ แต่ทำได้ไม่สุด ไม่ดี ไม่เก่งสักอย่าง (ฉันยังคงสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ว่าไม่เคยเห็นเป็ดจมน้ำ แล้วจะบอกว่ามันว่ายน้ำไม่เก่งได้ยังไง) คนจึงไม่ค่อยยกย่องเป็ดกันเท่าไร แต่ยกให้เป็ดกลายเป็นตัวแทนของคนที่อาจทำอะไรได้หลากหลาย แต่ไม่โดดเด่นสักอย่าง เพราะเป็ดไม่ได้ดูสง่างามหรือมีจุดเด่นชัดเจนเหมือนสิงโต เหยี่ยว เสือชีตาห์ ฯลฯ ที่เปรียบเสมือนจ่าฝูง คนเก่งสุดๆ โดดเด่น หรือเป็นหัวกะทิด้านใดด้านหนึ่ง และนั่นคือประเภทของบุคคลที่ได้รับการยกย่องโดยทั่วไป

แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นแล้วว่าโลกต้องการเป็ด 

จากข่าวการปลดพนักงานสื่อยักษ์ใหญ่ในตะวันตกเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเลือกปลดพนักงานที่เป็นช่างภาพ แล้วฝึกให้พนักงานที่เป็นนักเขียนถ่ายภาพแทนโดยใช้ไอโฟน รวมไปถึงถ่ายคลิปวิดีโอและตัดต่อเอง คงทำให้เราเห็นถึงข้อดีของการเป็นเป็ด (ซึ่งขอยกเว้นประเด็นการถกเถียงที่ว่านักเขียนกับช่างภาพใครสำคัญกว่ากันไว้ก่อน หรือทำไมไม่ฝึกให้ช่างภาพเขียนและรายงานข่าวแทนการฝึกนักเขียนให้ถ่ายภาพ)

ผมเริ่มทำงานในยุคการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ทุกครั้งที่จะต้องถ่ายอะไร เราจะทดสอบด้วยการถ่ายโพลารอยด์เสียก่อน โดยแต่ละงานสามารถถ่ายโพลารอยด์ได้ไม่เกิน 2-3 แผ่น เนื่องด้วยมันแพง ตกแผ่นละ 50 บาทแน่ะ ไม่กี่ปีหลังจากนั้นกล้องดิจิทัลก็เข้ามาแทนที่กล้องฟิล์ม ในฐานะนักเขียนประจำกองบรรณาธิการ เราได้รับกล้อง DSLR คนละตัวในการทำงาน เราถ่ายคอลัมน์ท่องเที่ยวกันเอง ถ่ายคอลัมน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ใช่แฟชั่นกันเอง (รวมถึงถ่ายภาพบุคคลด้วย) เพราะเรารู้ว่าไม่ใช่ทุกที่หรือทุกโอกาสที่ช่างภาพจะตามไปถ่ายรูปให้เราได้ (เช่น ทริปเดินทางท่องเที่ยวมักจะให้โควตาสื่อเพียงที่เดียว) 

เรามีสไตลิสต์เพียงคนเดียว แต่เรามักมีงานถ่ายภาพที่อาจจะต้องใช้เสื้อผ้า ช่างแต่งหน้า ทำผมทุกวัน เพราะฉะนั้นเราจะรู้จักดีไซเนอร์ ช่างแต่งหน้า ทำผม ดีพอๆ กับสไตลิสต์ เพราะหลายครั้งเราต้องลุกขึ้นมาจัดการโปรดักชั่นด้วยตัวเอง ยืมเสื้อผ้าเอง คอยคุมการแต่งหน้าทำผม การถ่ายภาพด้วยตัวเอง แม้กระทั่งการลงมือทำพร็อพหรือจัดการการถ่ายแพ็กช็อตกระจุกกระจิกเองในคอลัมน์ที่เราต้องรับผิดชอบ 

บอกตามตรง สมัยนั้นก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องทำเองทั้งหมด ในเมื่อจ้างเรามาเป็นนักเขียนไม่ใช่หรือ

ผมไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่างหรอก เพราะสุดท้ายแม้จะเคยดำรงชีพด้วยการทำงาน ทั้งการเป็นนักเขียนและสไตลิสต์ฟรีแลนซ์พร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่คนนึกถึงก่อนหรือสร้างรายได้ให้มากกว่าก็คือการเขียน อันเป็นความถนัดแรกที่ได้รับการว่าจ้างมาทำงานตั้งแต่ก้าวแรกหลังจากเรียนจบ แต่กลับกลายเป็นว่าผมถูกฝึกให้เป็นเป็ดไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อทางเดินในอาชีพมาสู่การเป็นบรรณาธิการ บทฝึกฝนการเป็นเป็ดเหล่านั้นนั่นแหละคือวิชาชีพที่ช่วยในการทำงานในปัจจุบันนี้ ผมอาจจะไม่ได้ถ่ายรูปเองแล้ว ไม่ได้เป็นสไตลิสต์เองแล้ว ไม่ได้สัมภาษณ์เองแล้ว ไม่ได้เขียนคอลัมน์เองแล้ว ไม่ได้ทำเลย์เอาต์เองแล้ว แต่เรารู้ว่าถ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นให้มันเกิด ให้มันดี มันควรจะต้องทำอย่างไร เพราะได้เรียนรู้การทำด้วยตัวเองมาหมดแล้ว 

ที่จริง...จะว่าไปแล้วมันไม่ใช่การเป็นเป็ดหรอก มันไม่ใช่การทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สุดสักอย่าง แต่มันคือการมีทักษะหลากหลายในการทำงานหรือเพื่อความจำเป็นหลายๆ อย่างในการดำรงชีวิตต่างหาก เป็ดมันต้องว่ายน้ำหรือดำน้ำเพราะมันต้องหาอาหาร มันต้องบินเพราะขาสั้นๆ ของมันอาจจะวิ่งลำบากและไม่น่ารอดถ้าต้องรีบหนีการโจมตีจากศัตรูหรือสัตว์อื่นๆ 

ดังนั้น ใช่ว่าเป็ดทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ดีสักอย่าง เพราะถ้าสิ่งที่มันทำได้ทุกอย่างไม่มีอะไรดีเลยนั้น ป่านนี้มันคงสูญพันธ์ุไปแล้วล่ะ ว่าไหม


สันติชัย อาภรณ์ศรี 

บรรณาธิการบริหาร