Driving to Character - เจมส์ ธีรดนย์

Written by
23.02.18 1,130 views

    อาจเป็นเพราะบทบาทการแทบทุกเรื่องที่เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ได้รับ นับตั้งแต่เดบิวต์จากซีรีส์ฮอร์โมนเมื่อ 3 ปีก่อน จนถึงภาพยนตร์ฉลาดเกมส์โกงในปีนี้ วนเวียนอยู่กับภาพจำของหนุ่มเท่ บ้านรวย เพลย์บอย เหมือนเล่นเป็นตัวเองตลอดเวลา เราจึงเห็นพัฒนาการด้านการแสดงไม่ค่อยชัดสักเท่าไร ทั้งที่ความจริงฝีมือของเขาดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

    จนเมื่อเขาตัดสินใจคว้าบท ‘บู’ ตัวละครที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในซีรีส์ ‘SOS skate ซึม ซ่าส์’ ซึ่งมีบุคลิกการแสดงออกต่างไปจากตัวละครก่อนหน้านี้ รวมไปถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาสามารถระเบิดฝีมือที่มีออกมาให้เห็นกันเต็มๆ ทำเอาใครหลายคนต้องลุกขึ้นปรบมือ Standing Ovation ให้กับการแสดงของเจมส์ ที่ประทับภาพจำใหม่ให้ตัวเอง จนไม่เหลือเค้าเดิมของเขาในเรื่องอื่นๆ เลย แน่นอนว่าเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ปรบกับการแสดงของบู ไม่ใช่สิ...เจมส์ ในเรื่องนี้อย่างแท้จริง


ตอนนี้เรากำลังนั่งคุยกับเจมส์หรือบูอยู่เหรอ

“ทำไมถามแบบนั้นเหรอครับ ผมเจมส์ไงครับ (หัวเราะ)”


รู้สึกว่าเจมส์ต่างไปจากเมื่อก่อน ตอนนี้เหมือนโดนบูเข้าสิงอยู่เลย ท่าทางและบรรยากาศรอบตัวมีความเป็นบูสูงมากกว่าความเป็นเจมส์อีก

“พูดจริงดิครับ เชื่อไหมครับว่ามีคนพูดกับผมแบบนี้หลายคนมาก ล่าสุดไปเข้าเวิร์กช็อปแคสต์การแสดง ก็โดนคอมเมนต์ว่ายังมีความเป็นบูอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าตอนนี้ไม่น่าเหลือความเป็นบูอยู่แล้วนะ”


ยังมีความเป็นบูอยู่จริงๆ นะ

“ตายแล้ว ทำไงดีเนี่ย แต่ผมว่าไม่หรอกมั้งครับ (หันไปส่องกระจก) ผมว่าอาจเป็นเพราะช่วงนี้ภูมิแพ้กำเริบแน่ๆ เลยทำให้ใต้ตาผมดูช้ำๆ ดูดิครับ นี่ถ้าไม่ได้แต่งหน้าเห็นชัดกว่านี้อีก ผมเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ประมาณว่าแพ้อากาศ แล้วอาการก็ผีเข้าผีออกขึ้นอยู่กับอารมณ์เลย วันไหนอยากมาก็มาซะงั้น อย่างช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี เปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เป็นที่รู้กันเลยว่าประมาณ 5 ทุ่มเนี่ย ภูมิแพ้มาแล้ว ทั้งจาม ทั้งน้ำมูกไหล คือมาหมดเลย แต่อาการของผมเป็นแค่ตอนกลางคืนนะ ตื่นเช้ามาก็หาย แต่พอกลางคืนก็เป็นใหม่อีกแล้ว งงมาก แล้วยิ่งช่วงไหนร่างกายอ่อนแอหรือเพิ่งหายป่วยนะ เตรียมรอภูมิแพ้ได้เลย โอ๊ย...เซ็ง (หันไปส่องกระจกอีกที) แล้วนี่ด้วยครับ (เอามือจับผม) ถ้าเปลี่ยนทรงผมอีกหน่อยและหายเป็นภูมิแพ้แล้ว คนก็คงไม่มาทักกันว่าเป็นบูแล้วแน่ๆ”


ตัดผมใหม่หรือว่ายังไม่ยาว

“ตัดไปรอบนึงตอนถ่ายเอ็มวีครับ แต่นั่นก็เดือนกว่าๆ เกือบสองเดือนแล้วนะ ยาวช้ามากเลยเนอะ โคตรเซ็งเลย พูดตรงๆ เลยว่าอยากหลุดพ้นจากผมทรงนี้แล้ว”


เคยหลุดเอาคาแร็กเตอร์บูมาใช้ในชีวิตประจำวันบ้างไหม

“ตอนที่ยังถ่ายทำซีรีส์อยู่ก็มีช่วงที่ซึมๆ รู้สึกดาวน์อย่างไม่มีสาเหตุเหมือนกันนะ อย่างครั้งหนึ่งนั่งกินข้าวอยู่กับพี่โทนี่ (รากแก่น) อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย ชีวิตโคตรน่าเบื่อ แต่ไม่ได้ป่วยนะครับ แค่เป็นภาวะที่ตัวเรายังติดอยู่กับคาแร็กเตอร์นั้นมากกว่า พอถ่ายจบก็หลุดออกมาจากภาวะนั้นแล้ว”


อยากรู้เลยว่าเจมส์สร้างตัวละครบูขึ้นมายังไงถึงได้ลงลึกได้ขนาดนั้น

“ถ้าไม่นับการรีเสิร์ชก็ใช้เวลาสร้างแบ็กกราวด์ให้บูอยู่ประมาณเดือนหนึ่งครับ ปกติเวลาผมแสดงเรื่องอะไรก็ตามจะเขียนไทม์ไลน์ให้ตัวละครนั้นว่าผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง แต่สำหรับตัวบูผมทำละเอียดกว่าเดิมประมาณ 10 เท่าได้ ผมสร้างเรื่องราวให้เขาตั้งแต่เกิดเลย ด้วยการเขียนไทม์ไลน์ขึ้นมาว่าเขาเติบโตมายังไง ในสภาพครอบครัวแบบไหน ชีวิตไปเจออะไรมาบ้าง เขาเริ่มป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ยาวมาจนถึงตอนที่ทำเป็นซีรีส์เลยครับ จากนั้นก็มาหาลักษณะท่าทางของบูว่าควรจะเป็นแบบไหน แล้วค่อยสร้างเหตุผลให้ตัวละครว่าทำไมถึงมีท่าทางแบบนั้น เรียกว่าทุกการกระทำของบูออกมาจากภายในจริงๆ มีเหตุและผลรองรับทุกอย่าง ความละเอียดตรงนี้มั้งครับที่ทำให้มีบางช่วงที่ทำให้ท่าทางของบูติดมาในชีวิตประจำวันบ้าง แต่สำหรับตอนนี้ผมคิดว่าน่าจะสลัดทิ้งได้หมดแล้วนะ”


ใช้คำว่าสลัดทิ้งเลยเหรอ

“ใช่ครับ ต้องสลัดทิ้งออกไปเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่บูคิดจะเป็นแง่ลบหมดเลย ขนาดมีคนชมก็ยังรู้สึกไปในแง่ลบ คิดว่าชมเพราะตัวเองยังดีไม่พอ ต้องพัฒนาให้ได้มากกว่านี้อีก ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะถูกดึงเข้าสู่แง่ลบหมดเลย ซึ่งถ้าไม่สลัดทิ้งไปแล้วยังติดมาใช้ในชีวิตอยู่นี่พังเลยนะครับ”


ไม่มีมุมไหนของบูที่เก็บมาใช้ได้เลยเหรอ

“จริงๆ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ ผมเจอบางมุมในตัวบูเหมือนกันที่ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบ ส่วนตัวผมเป็นคน Extrovert มากๆ แล้วพอวันหนึ่งต้องมาแสดงเป็นคน Introvert สุดๆ แบบบู ทำให้ผมรู้สึกชอบและเข้าใจการเป็นคน Introvert มากขึ้น อย่างบางทีผมก็รู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องพูดคุยกับใครเลย ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จัก หรือเฟรนด์ลี่ตลอดเวลาก็ได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้แสดงเป็นคนสุดโต่งมาแล้วทั้ง 2 ฝั่งทั้ง Introvert แบบบู และ Extrovert แบบพัฒน์ ในฉลาดเกมส์โกง เลยทำให้เข้าใจคนทั้งสองฝั่งได้ดีขึ้น และสามารถเลือกใช้ชีวิตทั้งสองแบบให้บาลานซ์กัน โดยที่ไม่ต้องเลือกเป็นแบบใดแบบหนึ่ง อันนี้ไม่เกี่ยวกับคาแร็กเตอร์ แต่เป็นวิธีการทำงานกับบทนี้ทำให้ผมมีสมาธิมากขึ้นครับ เพราะการจะแสดงแต่ละฉากใน SOS ผมต้องใช้สมาธิเยอะมาก ระหว่างอยู่ในกองเลยต้องหาทางทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกสงบนิ่งกับการได้สัมผัสร่างกายและลมหายใจของตัวเอง เพิ่งรู้ว่าการทำสมาธิดีขนาดนี้ก็เพราะบูนี่แหละครับ อยากไปนั่งปฏิบัติธรรมเลย”


จะมาสายธรรมแล้วเหรอ

“คงไม่ถึงกับเข้าวัด ทำบุญ หรือไปนั่งฟังพระเทศน์อะไรขนาดนั้นหรอกครับ จริงๆ ก็มีไปไหว้บ้างเป็นบางโอกาส ไม่ถึงกับไปบ่อยๆ แต่ที่บอกว่าอยากไปปฏิบัติก็เพราะอยากไปนั่งวิปัสสนาเฉยๆ อาจไม่ต้องไปสถานที่ปฏิบัติธรรมก็ได้ครับ แค่นั่งอยู่กับตัวเองเฉยๆ คอยสำรวจร่างกาย ฟังเสียงของหัวใจในขณะนั้น หรืออาจไปนั่งหายใจทิ้งเล่นๆ ที่ไหนสักแห่งก็ได้ เพื่อผ่อนคลายและเป็นการเติมพลังให้ตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง ”


เหมือนกับการรับบทเป็นบูได้ช่วยเปิดโลกให้เจมส์ได้เยอะมากเลยนะ

“ใช่เลยครับ สำหรับผมแล้วตัวละครบูนี่คือโคตรสุดยอดที่ต้องเก็บขึ้นหิ้งเลย ตอนเล่นฉลาดเกมส์โกงผมเคยคิดว่าต้องหาบทอะไรสักอย่างมาลบภาพลักษณ์เด็กเท่ เพลย์บอย บ้านรวย ของตัวเองออกไปให้ได้ แต่พอมาแสดงเป็นบูซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เรียกว่าพลิกคาแร็กเตอร์แบบสุดๆ กลายเป็นว่าแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวทำเอาคนติดตาภาพบูไปเลย กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องหาบทอื่นมาลบภาพบูออกไปให้เร็วที่สุด (หัวเราะ)”


อยากรู้ว่าก่อนเข้าวงการเจมส์เป็นคนยังไง ออกแนวซัน (ฮอร์โมน) พัฒน์ (ฉลาดเกมส์โกง) หรือบู

“คงรวมๆ กันมากกว่าครับ เพราะแต่ละตัวละครก็จะมีความเป็นผมปนอยู่บ้างอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้กระทั้งบู แต่เอาจริงๆ แล้วผมคิดว่าตอนนั้นตัวเองเด็กมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเด็กใสๆ ขนาดนั้นนะครับ ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นเด็กเนิร์ด เรียนเก่งมาก (เน้นเสียง) ตอนมัธยมอยู่ห้อง Gifted นะ ห้องเด็กฉลาดด้วย เวลามีการแข่งขันทางวิชาการหรือแข่งหมากรุก ผมก็จะเป็นตัวแทนไปแข่งอยู่บ่อยๆ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กเนิร์ดจ๋าขนาดนั้น เรียกว่าเป็นพวกเด็กเนิร์ดอะแดปต์ก็ได้”


เนิร์ดอะแด็ปนี่คืออะไร

“ก็เป็นพวกเด็กเนิร์ดที่มีความเป็นเด็กซ่าด้วยไงครับ ผมเป็นคนที่มีทั้งสองอย่างอยู่ในตัว ยิ่งช่วงที่ขึ้น ม.ปลาย ซึ่งย้ายมาอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ ผมได้เจอสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ อะไรๆ มันก็เริ่มเปลี่ยนไป มีความติดเล่นมากขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ตอนนั้นก็ยังอยู่ห้อง Gifted เหมือนเดิมนะครับ แต่คราวนี้เป็น Gifted สายวิทย์ เน้นวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ ช่วงที่เรียน ม.ปลายแรกๆ ก็ยังตั้งใจอยู่นะครับ แต่พอเรียนไปสักพักรู้สึกว่าสายวิทย์เรียนยากมาก จนทำให้ผมรู้เลยว่าตัวเองเกลียดเคมี-ชีวะมาก ไม่โอเคเลย แล้ววิชาคณิตฯ ที่ผมชอบมากที่สุดก็ไม่ใช่ในแบบที่สายคำนวนเรียน เป็นการเรียนตามหลักสูตรที่ค่อนข้างน่าเบื่อ เลยกลายเป็นว่าช่วง ม.ปลาย ไม่ค่อยได้สนใจเรียนนัก ติดเล่นและกลายเป็นเด็กซ่ามากกว่าเดิมอีก”

แสดงว่าเกรดก็ต้องหล่นลงสิ

“หล่นลงบ้างครับ จากที่เมื่อก่อนตอนเรียน ม.ต้น เคยอยู่อันดับต้นๆ ของห้อง แต่ ม.ปลายไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว อาจจะเป็นเพราะมาตรฐานโรงเรียนสูงขึ้นด้วย เพิ่งเปลี่ยนโรงเรียนด้วย ติดเล่นด้วย เรื่องวิชาการก็เลยถดถอยลงมาหน่อย แต่เกรดก็ไม่ถึงกับแย่นะ ผมยังเรียนแบบเอาตัวรอดได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่ามาตลอด น้อยสุดก็ 3.2 เลยนะ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาตินะ จะมีสักกี่คนเรียนได้เกรด 4 ตั้งแต่อนุบาล 1 ไปจนจบปริญญา คนเราเกิดมาต่างก็มีความถนัดกันไปคนละด้าน จะให้ถนัดทุกอย่างก็คงเป็นเทพเจ้าแล้ว อย่างถ้าเราให้หมอที่เรียนเก่งๆ มาถ่ายเบื้องหลังแฟชั่นเซ็ตนี้ เขาก็คงทำออกมาได้ไม่ดีเท่าพวกเราหรอก เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด แต่พูดถึงเรื่องนี้ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันนะครับว่าเมื่อก่อนตอน ม.ต้น ได้เกรดเฉลี่ย 4 หรือ 3.8 หรือต่ำสุดไม่เกิน 3.75 ได้ยังไงก็ไม่รู้ โหยยยย คนเดือดมากเลยครับ (หัวเราะ)”

ที่บอกว่าติดเล่นหมายถึงยังไงเหรอ

“พอเราเจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ สิ่งที่ต้องทำคือการปรับตัวเข้าหาเพื่อน เริ่มมีการไปเที่ยวด้วยกันบ้าง จากเมื่อก่อนทุกวันเสาร์จะต้องไปเรียนพิเศษแล้วกลับบ้าน ก็เปลี่ยนเป็นไปเรียนพิเศษแล้วก็ไปเที่ยวต่อ กลายเป็นการเข้าสังคมเด็กสยามเต็มตัวไปเลย เวลาไปสยามกันก็ไม่ได้ทำอะไรนะครับ เหมือนพวกเด็กเห่อทั่วไป คือไปนั่งร้านกินข้าวทั้งวันโดยไม่ได้ทำอะไรมากกว่าการคุยกัน คุยกันไปเรื่อยๆ เข้าร้านเกมบ้าง เตะบอลบ้าง จนถึง 2-3 ทุ่มถึงกลับบ้าน นี่คือชีวิตเด็กห้อง Gifted นะเนี่ย บางทีก็งงเหมือนกันว่าตอนนั้นทำไปได้ยังไง เพราะถ้าเป็นตอนนี้ให้ไปสยามแล้วนั่งว่างๆ ครึ่งชั่วโมงก็เบื่อแล้ว แต่จะว่าไปการไปเที่ยวเล่นแบบนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเหมือนกันนะ เพราะวันหนึ่งก็มีโมเดลลิ่งมาชวนไปแคสต์งานแบบไม่ได้เซ็นสัญญากัน เราก็ลองไปแคสต์ เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานในวงการของผม ช่วงนั้นชอบมาก เพราะเราสามารถเอามาเป็นข้ออ้างในการไว้ผมยาวกว่าคนอื่นในโรงเรียนได้ ดูมีอภิสิทธิ์มาก แต่ก็ไม่ได้มีงานอะไรมากมายเลยนะ ขอผมยาวไว้ก่อน (หัวเราะ)”

เฮ้ย! แล้วโรงเรียนไม่ขอดูเอกสารอะไรเลยเหรอ

“ขอดูเหมือนกัน แต่เราก็มีพอร์ต มีโปรไฟล์ว่าเคยไปแคสต์งานไหนมาบ้าง แล้วก็ให้ทางโมเดลลิ่งช่วยคุยให้ด้วย ก็เลยสามารถไว้ผมยาวได้”

แบบนี้ก็ต้องเป็นหนุ่มป๊อบในโรงเรียนเลยสิ

“อู้ว ก็ป๊อบมากเลยนะ ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน แต่ป๊อบในกลุ่มเด็กสยามด้วย สมัยนั้นอินสตราแกรมยังไม่ฮิตเท่าตอนนี้ แต่ตอนนนั้นมีคนฟอลโลว์อยู่ 5 พันกว่าคน ซึ่งเยอะมากเลยนะครับ ไม่ธรรมดาเลย ตอนนั้นรู้สึกพราวด์มาก เดินไปไหนในสยาม ถ้าเป็นเด็กสยามก็จะรู้จักว่าเรามีอินสตราแกรมอะไรแบบนี้ โคตรป๊อบ (หัวเราะ)”

ถามจริงว่าช่วงนั้นไปแคสต์แล้วมีได้งานบ้างไหม

“ผมก็ไปแคสต์งานอยู่เรื่อยๆ มีได้งานโฆษณาบ้างเหมือนกัน แต่ส่วนมากจะไม่ได้ (หัวเราะ) แล้วเชื่อไหมครับว่าสถานที่แคสต์งานแต่ละที่ไกลจากบ้านผมมาก คือบ้านผมอยู่สาย 2 แต่ต้องไปแคสต์งานพระราม 9 หรือไม่ก็ไปลาดพร้าว ซึ่งเคยได้ยินแค่ชื่อ พอไปเองก็ต้องนั่ง BTS ต่อ MRT ต่อมอเตอร์ไซค์อีก ช่วงนั้นเหนื่อยมากเลยครับ แต่ก็สนุก ถึงเราไม่มีทางรู้เลยว่าการเดินทางกว่า 40 กิโลเมตร เพื่อมาแคสต์งานสักชิ้นแล้วจะได้หรือเปล่า แต่ถ้าได้มาสักงานหนึ่งก็จะรู้สึกภูมิใจมาก แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ น่าจะเป็นตอนที่ผ่านเข้ารอบโครงการฮอร์โมน เดอะ เน็กซ์เจน แล้วมีผลงานแสดงเรื่องแรกในฮอร์โมน ซีซั่น 2”

จากเด็กเรียนดีมาก ต้องเปลี่ยนมาเป็นเด็กที่วิ่งแคสต์งานแบบนี้ ทางบ้านว่ายังไงบ้าง

“ความจริงที่บ้านก็ไม่ได้เคี่ยวเรื่องการเรียนมากเท่าไหร่หรอกครับ อาจจะมีความกดดันอยู่บ้างตรงที่พี่ๆ ทำเอาไว้ดีหมดเลย คนแรกเป็นหมอ คนที่สองเป็นวิศวกร แต่ในเมื่อเราเรียนแบบเอาตัวรอดมาได้ แถมเกรดก็ไม่ได้แย่มาก ก็เลยไม่เคยมีปัญหาอะไรกับที่บ้านในเรื่องนี้ครับ แต่สมัยนั้นเวลาได้งานมาสักชิ้นหนึ่งก็จะพาพ่อกับแม่ไปเลี้ยงข้าว เพื่อให้เห็นว่าเราโตและเอาตัวรอดได้แล้วนะ 

“อีกอย่างครอบครัวผมไม่เคยกดดันว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้ แต่เหมือนกับผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนรอบตัวหัวดีหมดเลย เราก็เป็นคนหัวดี เฮ้ย เหมือนหลงตัวเองเลย ดังนั้นเรื่องการกดดันให้เรียนเก่งๆ ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน อีกอย่างเขาไม่ต้องการให้ผมมาพิสูจน์ตัวเองเลยว่าจะไปรอดไหม เพราะสุดท้ายแล้วสำหรับเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่ว่าลูกจะอยากเป็นอะไร เขาต้องโอเคและยอมรับอยู่แล้ว มีแค่ผมนี่แหละที่กดดันตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำได้ไหม”


ชีวิตนักแสดงเต็มตัวเป็นยังไงบ้าง

“มัน Proud โคตรๆ โดยเฉพาะกับครอบครัว คือผมเป็นลูกชายที่พ่อกับแม่ห่วงมากที่สุดในบ้าน เพราะพี่ๆ รอดกันไปหมดแล้ว ผมเลยเป็นคนที่โดนจ้ำจี้จ้ำไชเป็นพิเศษ แต่พอเรามาเป็นนักแสดงเต็มตัว ก็เหมือนว่าทางบ้านจะเปิดรับมากขึ้น อย่างเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัย หลังจากเข้าวงการแล้วผมก็คิดว่าน่าจะเลือกเรียนทางนี้ดีกว่า เพราะเราก็รู้ตัวแล้วว่าชอบงานด้านนี้จริงๆ คงไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์แล้วแน่ๆ เลยขอพ่อเรียนวารสาร ซึ่งเขาก็โอเค มีแค่ถามนิดหน่อยว่าคิดดีแล้วเหรอ ถ้าคิดดีแล้วก็เรียนไปเลย”

แต่เจมส์บอกว่าชอบคำนวนไม่ใช่เหรอ เรียนวารสารไม่มีอะไรให้คำณวนนะ

“ตอนแรกก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้หรอกครับ แต่พอเรียนไปแล้ว รู้สึกคิดถึงการคำณวนมาก เพราะเราเป็นเด็กชอบคิดเลข แต่เรียนวารสารไม่มีให้คิดอะไรแนวนี้เลย ดังนั้นเวลาเจอวิชา Stat หรือ Econ ผมจะชอบมาก แบบว่ามีเท่าไหร่เอามาให้หมดเลย สบายมาก ผมสามารถคิดทุกอย่างได้ในหัวโดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขเลย แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปผมก็ยังเลือกเรียนวารสารอยู่ดีนะ เพราะถ้าเราเลือกเรียนหมอหรือวิศวะ ไปพร้อมกับการทำงานในวงการก็คงไม่ไหว หลายคนบอกว่าทั้งสองอย่างสามารถไปพร้อมกันได้ก็จริง แต่สำหรับตัวผมให้ความสำคัญกับงานมากกว่า งานก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน อีกอย่างการเรียนไม่ว่าจะจบ 4 ปี 5 ปี หรือ 6 ปีก็จบเหมือนกัน แต่กับเรื่องงานถ้าสมมติมีงานที่ดีมากเข้ามา แล้วเราพลาดหรือทำออกมาไม่ดี สิ่งนั้นก็จะติดตัวเราไปตลอด ไม่มีโอกาสย้อนกลับไปแก้ตัวใหม่อีกแล้ว ผมเลยเลือกให้ความสำคัญกับงานมากกว่าในตอนนี้”

รู้ตัวว่าชอบการแสดงตั้งแต่ตอนไหน

“ผมชอบและทุ่มเทให้กับการแสดงเต็มร้อยจริงๆ ก็ตอนเล่นเรื่องฉลาดเกมส์โกง ไม่ใช่เรื่องอื่นไม่เต็มร้อยนะครับ เรื่องอื่นก็เต็มร้อย แค่ไม่ได้อยู่ในโมเมนต์ที่เข้าใจตัวเองว่าเราชอบอาชีพนี้จริงๆ ความคิดผมเริ่มมาตกตะกอนและรู้สึกโตขึ้นไปอีกขั้นกับอาชีพนี้ก็ตอนเล่นเรื่อง SOS ช่วงนั้นผมมีโอกาสได้คุยกับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) กับพี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) เรื่องทัศนคติในการใช้ชีวิตกับการเป็นนักแสดง ผมก็กลับมาถามตัวเองว่าเราเอาจริงกับอาชีพนี้แค่ไหน อาชีพนี้ไม่ใช่แค่การเป็นนักแสดง แต่หมายถึงการเป็นศิลปินที่แท้จริง ต้องทำผลงานออกมาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก จริงมากขึ้นไปอีก ต้องมีความรับผิดชอบให้มากกว่านี้อีก ไม่มีคำว่าดีที่สุด มีแต่ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ เท่านั้น จะเอาแค่สนุกไปวันๆ เหมือนเป็นเด็กๆ ไม่ได้แล้ว”

กดดันตัวเองมากเกินไปไหม

“ไม่หรอกครับ ส่วนตัวผมเคยอยู่ในจุดที่กดดันตัวเองหนักมากตอนแสดงเรื่องฉลาดเกมส์โกง แต่ว่าปัจจุบันผมหลุดจากตรงนั้นได้แล้ว ไม่ใช่ว่าแสดงเก่งแล้วนะครับ แต่หมายถึงการทำงานในเรื่องนั้นทำให้ผมเข้าใจว่า การกดดันตัวเองมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี ต้องผ่อนคลายลงบ้าง งานถึงจะออกมาดีกว่าการบอกตัวเองว่าต้องทำ ให้ได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ผมว่าที่สำคัญที่สุดของงานแสดงคือการทำการบ้านและทัศนคติ เพื่อแลกกับงานที่ดี”

คิดว่าตอนนี้เจมส์อยู่ในจุดไหนของการแสดงแล้ว

“กำลังพัฒนามั้งครับ และผมคิดว่าน่าจะอยู่ในช่วงนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดด้วยครับ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดว่าเราเป็นคนที่พัฒนาแล้ว สุดท้ายเราจะหยุดพัฒนาและก็ได้ดีอยู่แค่นั้น ตอนนี้ผมเป็นคนที่กำลังพัฒนาและในอนาคตก็จะพยายามพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้อีก”

ส่วนตัวชอบบทบาทไหนของตัวเองมากที่สุด

“ถามแบบนี้ก็ต้องบอกว่าชอบทุกบทอยู่แล้วสิครับ (หัวเราะ) จริงๆ บทที่ชอบที่สุดคือ พัฒน์ ในฉลาดเกมส์โกง ครับ ผมรู้สึกว่าบทเป็นที่อะไรที่มันมาก เป็นบทที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลยครับ เพราะตัวละครพัฒน์เป็นคนที่มีความบ้าและใช้ชีวิตสุดโต่งมาก แต่จุดที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่ได้ไปกองถ่ายนี้คือ เวลาแสดงแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น สตีฟ จ๊อบส์ (ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์) ในเรื่อง Steve Jobs ผสมกับ จอร์แดน เบลฟอร์ด (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ในเรื่อง The Wolf of Wall Street และ Big Short ตอนที่ต้องออกไปพูดต่อหน้าคนอื่นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนคล้อยตาม และเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเงินและการโกง โอ้โห! ปริ่มมากกับการได้แสดงเป็นอะไรแบบนี้”

แสดงว่าชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเงินและการโกง

“ชอบมากเลยครับ ผมชอบดูหนังแนวๆ นี้ โดยเฉพาะ The Wolf of Wall Street และ Big Short ดูแล้วอินสุดๆ ยิ่งพอได้มาเล่นภาพยนตร์ที่มีคาแรกเตอร์คล้ายๆ กับตัวละครในเรื่องที่ชอบแล้วด้วย ช่วยให้การเข้ากองถ่ายของผมมีความสุขจนเกินบรรยาย วันๆ ไปกองถ่ายเหมือนเราไปโปรยเงินอะไรแบบนี้ แฮปปี้มาก นี่แหละคือบทที่ชอบมากที่สุด แม้คาแรกเตอร์พัฒน์จะชั่วมากก็เถอะ (หัวเราะ)”

การสวมบทบาทซันในฮอร์โมน จนถึงบูใน SOS ทำให้เจมส์เติบโตขึ้นแค่ไหน

“เยอะมากเลยครับ แต่หลักๆ คงเป็นเรื่องการตกตะกอนความคิดกับตัวเองและคนอื่นครับ การรับบทบาทในแต่ละเรื่อง โอเคว่าบางเรื่องคาแรกเตอร์อาจไม่ได้หนีกันมาก แต่แบ็กกราวด์ของตัวละครไม่เหมือนกันเลย แถมตัวละครที่ต้องสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์กันก็ต่างกัน นั่นทำให้เราเห็นมุมมองหลากหลายและเข้าใจคนแต่ละแบบมากขึ้น 

“เอาจริงๆ บทที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านการแสดงให้ผมมากที่สุดน่าจะเป็น เจ๋ง ในเรื่อง Stay ซากะฉันจะคิดถึงเธอ ตอนนั้นไปถ่ายกับพี่ย้งที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ย้งเป็นสายโหด ไม่ยอมปล่อยผ่านถ้ามันยังไม่ดี ครั้งนั้นจำได้ว่าผมพูดไม่ชัด เพราะอากาศหนาวมาก ปากสั่น เลยโดนคอมเมนต์แรงๆ ขนาดไล่กลับไปเรียนการแสดงที่ไทยมาใหม่เลย แต่ก็ดีกว่าเจอผู้กำกับแบบโอ๋นะ เพราะแบบนี้สร้างแรงกระตุ้นให้พัฒนาฝีมือได้มากกว่า จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของกอง”

เรียนรู้อะไรบ้างจากการแสดง

“ผมรู้สึกว่าการแสดงที่ผ่านมา ทำให้ตัวเองมีวิธีแก้ปัญหาในชีวิตดีขึ้นทุกวันนี้เวลามีปัญหาอะไรก็ตามเข้ามาในชีวิต ผมจะไม่เอาตัวเองเข้าไปนั่งอยู่ตรงกลางเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่จะใช้วิธีสมมติว่าเราเป็นคาแรกเตอร์หนึ่งที่กำลังเจอปัญหาในละครชีวิตเรื่องนั้น แล้วก็ยืนมองอยู่ด้านนอกเหมือนตัวเองเป็นคนดูหรือบุคคลที่ 3 ที่กำลังนั่งอ่านบทอยู่ ไม่ใช่ว่ามองเหมือนเป็นปัญหาของคนอื่นนะครับ แต่การเอาตัวเองออกมาจะทำให้เราเห็นวิธีแก้ปัญหา ได้ชัดและกว้างกว่า เพราะเราดึงอารมณ์ของตัวเองออกมาจากตรงนั้นแล้ว ผมคงบอกไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้นนะ แต่เหมือนเราจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้นหลังเข้ามาอยู่ในวงการ”