Don’t Judge ME - ปุ๋ย สายธาร กาญจน์จรัญวงศ์

หลายครั้งที่คาแร็กเตอร์แบบเบลอๆ ไม่ชัดเจนอาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนายแบบนางแบบเพราะพวกเขามีหน้าที่นำเสนอเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ แต่สำหรับ “ปุ๋ย สายธาร กาญจน์จรัญวงศ์” นางแบบลุคหมวยที่มาพร้อมกับสไตล์แบบทอมบอย ที่ไม่ว่าจะมองกี่ทีก็ได้แต่สงสัยว่า เธอจะเดินแบบให้กับเสื้อผ้าแบบไหนกัน ด้วยความชัดเจนในสไตล์ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก บวกกับประสบการณ์ในวงการที่เคี่ยวกรำ ทำให้เธอสามารถประนีประนอมกับตัวเองได้ จนมาเป็น “ปุ๋ย” ในแบบทุกวันนี้ 



อะไรที่ทำให้สไตล์ของ ปุ๋ย ลงตัวได้อย่างทุกวันนี้

คิดว่าน่าจะเริ่มตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ แม่ไม่เคยจับแต่งชุดผู้หญิงเลย ชุดกระโปรง ระบาย ลูกไม้ ดอกไม้ โบว์หวาน ไม่มีเลย ไปดูได้รูปตอนเด็ก จะมีแต่เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต ลายสก็อต กางเกงยีนส์ กางเกงสแลค ขาสั้น ขายาว ผ้าใบ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหา เราก็ชอบ แล้วตลอดมาก็เห็นแม่ซอยผมสั้น ใส่ Greyhound ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเสื้อผ้าผู้ชายล้วนขายอยู่แค่เซ็นทรัลลาดพร้าว

แต่งอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็ก จนโต แต่ว่าก็ไม่ได้แต่งแมน แต่งบอย คงเส้นคงวามาตลอดหรอก มันก็มีช่วงทดลองบ้าง ช่วงที่เราเติบโตขึ้น เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน มีความสนใจใหม่ๆ ก็มีการทดลองบ้างเช่น เพื่อนสนิทชอบแต่งตัวเป็นคุณป้าญี่ปุ่น เราก็มีใส่อย่างนั้นกับเขาบ้าง แต่สุดท้ายเราก็กลับมาตายรังในแบบที่เราชอบแบบเดิม



สไตล์ชัดเจนกับตัวเองขนาดนี้แล้ว มีสถานที่ช้อปปิ้งที่ไหน

ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ค่อยเดินแพง ไม่ค่อยห้าง แต่เป็นคนเจอแล้วก็ซื้อเลย แล้วเราเป็นพวกช้อปปิ้งออนไลน์ ถ้าเจอนาฬิกาอันนี้สวย ก็ลองไปช็อปที่ไทยสิมีขายรึเปล่า ถ้าไม่มีลองถามเพื่อนที่อยู่เกาหลี ญี่ปุ่น มีไหม เราเป็นพวกถ้าชอบชิ้นนี้ ก็จะไปหาชิ้นนี้มาให้ได้ 

ต้องบอกก่อนว่า ปุ๋ยเรียนจบเอกแฟชั่น คณะศิลปกรรม แต่ไม่ได้เป็นคนแบบ “I Love Fashion” ไม่ได้รู้จักดีไซน์เนอร์ทุกคน ทุกแบรนด์ ไม่ได้จะทำตัวเซอร์ แต่ไม่ค่อยแคร์ แต่แยกออก อันนี้สวย อันนี้เก๋ อันนี้ไม่ได้ อันนี้ พอเราไม่ติดกับแบรนด์มันก็สนุกที่จะแต่งตัว ชอบการ Mix and Match มากกว่า 


อธิบายการแต่งตัววันนี้ให้หน่อย 

วันนี้พอเราได้โจทย์มาว่าต้องมาคุยเรื่อง Ungendered เราก็หยิบเสื้อซีทรูปักมุกกับรองเท้าคอนเวิร์สสีฟ้าคู่นี้ เพิ่งได้มา อยากใส่มาก ทำไงดีวะ? หยิบแจ็คเก็ตตัวที่สั้นกว่าเพื่อไล่ระดับ ไม่ให้บังกันและต้องเลือกแบบเรียบเอามาช่วยดึงเสื้อซีทรูตัวข้างในให้ลงหน่อย ที่เลือกตัวนี้เพราะมันมีความขาดๆ รุ่ยๆ กระจุยกระจาย ให้มันมาเพิ่มความหยาบๆ ร็อก ๆ ศีลมันจะได้เสมอกันกับตัวใน ฉันใช้คำอะไรวะ ศีลเสมอกัน (หัวเราะ) ใช้กับเสื้อผ้าได้ด้วยหรอ… ย้ายมาที่ท่อนล่างเราจะทำอย่างไรให้มาจบที่คอนเวิร์สสีฟ้าหนังกลับนี้คู่นี้ได้บ้าง ก็เลยมาจบที่ยีนส์ขากว้างสีน้ำเงินเข้มเหมือนช่างเพื่อลิ้งก์ไปที่ฟ้า มันทำให้รองเท้าเรากลับมาเด่น 

เครื่องประดับบ้าง กระเป๋าใบนี้ก็ไม่ได้เข้าอะไรกันเลย แต่สีได้ และมันช่วยดึงความ Street Casual คู่กับรองเท้าได้ แล้วต่างหูนี้เราก็ได้มานานแล้ว คิดว่ามันก็แรดดีเข้ากับเสื้อก็เลยใส่ สุดท้ายเป็นแว่นกรอบขาว ก็จะกลายเป็นเนิร์ด ไม่เข้ากับตัว แล้วพอเอามาใส่ด้วยกัน อ้าวได้เหรอ จบแล้ววันนี้ (หัวเราะ) 

ทั้งหมดเกิดขึ้นในหัวเรา เราจะไม่มานั่งหยิบเหมือนในหนังที่เอาทุกอย่างมาวางบนเตียง เราจะนั่งคิดในหัว พอเรามั่นใจในระดับหนึ่งเราถึงจะหยิบออกมา แล้วถ้ามันไม่เป็นแบบที่เราคิดไว้ค่อยเปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่งเป็นการอธิบายที่ยืดยาวมาก แต่เราเข้าใจวิธีการแมตช์ของเรา ที่วันนี้ตั้งใจแต่งแบบนี้มาเพราะจะอธิบายว่า นี่คือวิธีการแต่งตัวของเราแต่ละวัน


แต่งบอยขนาดนี้นิยามตัวเองสวย หรือตัวเองหล่อ 

พูดได้เต็มปาก เกือบ 100% ว่าอยากหล่อ ไม่ได้เป็นทอมแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่เคยชอบผู้หญิง เราถูกอะไรก็ไม่รู้กำหนดมาว่า สีขาว สีเทา สีดำ สีน้ำเงินเข้ม ลายทาง ลายตาราง รองเท้าหนังเงา  เชิ้ต การใส่โอเวอร์ไซส์ มันเป็นของผู้ชาย แต่เราชอบแบบนี้ เราเลยใส่แบบนี้แค่นั้นเอง แล้วมันบังเอิญไปตรงกับนิยามอีกหนึ่งนิยาม คือนิยามของคำว่าหล่อ เราเลยมองว่า คำว่า “หล่อ” เนี่ย มันคือการการรันตีบางอย่างว่า เราแต่งตัวถึง! ก็เลยค่อนข้างพึงพอพอใจ เวลาคนชมว่าหล่อ แฮปปี้มีความสุข


การแต่งบอยๆ แบบปุ๋ย มันมีผลต่อการทำงานบ้างไหม หรือผลของการทำงานเคยมีผลต่อการแต่งตัวของปุ๋ยบ้างไหม

อย่างที่บอกตอนแรก เราโตมาด้วยการถูกจับแต่งตัวสไตล์นี้มาตลอดอยู่แล้ว เราไม่ได้มีปัญหากับมัน แต่กว่าสไตล์ของเราประนีประนอมเข้ากับการทำงานของเราได้อย่างทุกวันนี้ มันเป็นกระบวนเติบโตการมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนเด็ก วัยรุ่นทุกคนก็เคยไม่มั่นใจเราก็ไม่มั่นใจลมเพลมพัดไปตามปากคน “น่าจะไว้ผมยาวนะ” “จะมาสักกลางอกแบบนี้ไม่ได้นะ” “อย่าทำตัวเองให้มีคาแรกเตอร์ชัดมากนะ จะได้ได้งานเดินแบบ” ช่วงนั้นที่เรายอมทำตามแบบคนอื่น ยอม Blend in ถามว่าเราโอเคไหม เราโอเคเราไม่เคยสนอยู่แล้ว เราไม่ต้องเดินเปิด เราไม่ต้องเดินฟินนาเล่ เดินชุดเดียว กลับบ้าน ใส่หน้ากากยังได้เลย ไม่เห็นหน้า คือทำงานได้เงิน แต่ถามว่ามีความสุขไหม…ไม่เลย ติดอยู่อย่างนั้นมาประมาณสี่ห้าปี

คือตลาดงานนางแบบในไทยมันเป็นแบบนี้ แฟชั่นวีคปรกติก็จะมีที่ให้นางแบบประมาณ 20 ตำแหน่ง มี 8 คนที่เป็นตัวยืนเดินมันทุกงานเลย เดินมันทุกแบรนด์ ฝรั่งได้ไปอีก 5 คน เหลืออีก 7 คน ที่เรียกว่า พวกติดสอยห้อยตามในชื่อตำแหน่งว่า “ที่เหลือ” ที่เติมให้เต็ม หน้าหมวย เอามาจะได้กลืนไปกับพวกตัวหลัก แล้วเราก็จะอยู่ในพวกของ “ที่เหลือ” นี้ตลอด เราเข้าใจนะคนทำเสื้อผ้าสมัยนี้ เขาไม่ได้มาจากคนที่มีพื้นศิลปะเหมือนยุคแต่ก่อน เขาอยากขายเสื้อผ้า เขามอง Marketing เป็นหลัก นางแบบถึงได้มีคนที่สวยคนที่ขายได้เป็นหลัก เขาไม่มานั่งนึกภาพเหมือนพวกสไตลิสต์หรอกว่า ใครเปลี่ยนลุคได้ ใครใส่อะไรแล้วรอด เขาเห็นหน้าหมวยทอมๆ เขาก็ไม่จ้างแล้ว ไปแคสติ้งด้วยสภาพนี้เขาก็เห็นแล้วว่า ไม่ใช่แบรนด์ฉัน ตกรอบ

แล้วเราอึดอัดมากแบบไม่ไหวแล้วว่ะ ทำแบบนี้ไปก็ไม่ได้มีงานเยอะตลอดนี่หว่า ทำไมจะต้องมานั่งห่วงว่าจะเสียงานวะ (หัวเราะ) เคยอึดอัดถึงขั้นที่น้ำตาซึม จากผมยาว เราตัดสั้นเลย สั้นกว่าตอนนี้อีก เป็นกะลาแล้วไถเลย แล้วทำสีทองแล้วเราก็เป็นอะไรก็เป็นไปเลย ซึ่งผลลัพท์เหรอ เจ๊ง(หัวเราะ) ทุกคนก็แบบ…มันเป็นอะไรขึ้นมาวะ งานก็ดรอปไปพักหนึ่งนะ แต่ก็จะได้งานที่เป็นงานคาแรคเตอร์ซึ่งก็จะน้อยหน่อย 

เหมือนต้องเริ่มงานนางแบบใหม่ พิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง ถ้ามีงานแบบหญิงจ๋าเข้ามา ก็จะต้องทำให้ดูว่า เราใส่รอดนะโว้ย เราเอาเสื้อผ้าอยู่นะ จะให้เราไปใส่แบรนด์เนม ลากราตรีหรูก็ได้ จะให้ไปเป็น Pin-Up Girl เสื้อใน กางเกงในก็ใส่ได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าฝีมือการทำงานของเรามันพัฒนาขึ้น เราแสดงเก่งขึ้น จะจ้างเราไปใส่ชุดอะไรก็ใส่ได้ มองย้อนกลับไปสมัยเด็กๆ ที่เขาไม่จ้างเราเพราะฝีมือต่างหากเดินกระงอกกระแงก ทำงานห่วยแตก ใครเค้าอยากจะได้ไปเดิน เขาเลยไม่จ้างต่างหาก 

พอถึงจุดหนึ่งเราก็แยกออกว่าชีวิตประจำวันจะเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ถ้าไปทำงานต้องพิสูจน์ในเนื้องานว่า เราสามารถเป็นอย่างที่เขาอยากได้ แล้วมันจะเป็นปากต่อปาก เขาจะจ้างเอง ทำงานให้ดีก็พอ อย่าล่าสุดก็มีงานเครื่องสำอาง อยากได้ผู้หญิงหลาย ๆ คาแรคเตอร์ แต่ก็ต้องโดนบททอมแน่นอนอยู่แล้ว ก็แฮปปี้นะ 


จำกัดความคำว่า Ungendered 

ไม่อยากเรียกไม่อยากจำกัดอะไรเลย ปัญหาเรื่องคำเรียกทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็น “ลูกเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย” “ลูกเป็นทอมเหรอ” มันเกิดจาการจำกัดความจากเมื่อก่อนล้วนๆ เลย ก็มาเป็นภาระให้ให้คนสมัยนี้หาข้ออ้างอีกว่า เป็นเรื่องเคมีร่างกาย เรื่องฮอร์โมน วุ่นวายไปหมด เลยเถิดไปเรื่องเหยียดอีก ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องปรกติ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าให้จำกัดความคำว่า Ungendered คือถ้าชอบสิ่งไหน ก็หยิบสิ่งนั้นมาสวมใส่ให้เหมาะกับตัวเราดีกว่า