Divine Intervention - บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์

ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่อยู่ในวงการเพลงที่ต้องพบเจอกับประสบการณ์ทั้งการทำงานความรัก การพลัดพราก และมรสุมต่างๆ ที่พัดผ่านเข้าในชีวิตของผู้ชายคนนี้ ‘บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์’ ได้ถูกร้อยเรียงผ่านบทเพลงจนกลายมาเป็นคอนเสิร์ตไตรภาค จากจุดเริ่มต้นการทำงาน ‘Rhythm & Boyd’ ตามมาด้วยกระแสของการสร้างความมีตัวตนใน ‘Simplified’ และส่งท้ายด้วยความเข้าใจในความเป็นไปของชีวิตกับคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้น ‘Million Ways to Love’ นี้ ที่ ‘บอย โกสิยพงษ์’ ได้เรียนรู้และยอมรับมันในฐานะบททดสอบของพระเจ้า


อยากให้เล่ารายละเอียดของคอนเสิร์ตครั้งต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นหน่อย 

ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่าคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นนี้จะเป็นคอนเสิร์ตไตรภาคของบอย โกสิยพงษ์ ครับ ภาคแรกเป็น Rhythm & Boyd ต่อมาก็เป็น Simplified และภาคสุดท้ายเป็น Million Ways to Love ซึ่งทั้ง 3 คอนเสิร์ตก็จะเป็นตัวแทนของแต่ละยุคในชีวิตการทำงานของผม 

กับคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นล่าสุด Million Ways to Love เป็นช่วงเวลา สิบกว่าปีในชีวิตผมที่ค่อนข้างมีความแปรผันและเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทั้งแนวความคิด การดำเนินชีวิต เป็นช่วงที่ผมผ่านความเจ็บปวดของชีวิตมาเยอะมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคนในครอบครัวผมเสียชีวิตปีละคน 5 ปี 5 คน ก็ถือว่าเป็นช่วงที่หนักหน่วงสำหรับชีวิตผมพอสมควร 


พี่บอยบอกว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบไตรภาค อยากให้เล่าถึงภาคแรกและภาค 2 ให้ฟังหน่อย 

ภาคแรกจะเป็นช่วง Rhythm & Boyd มันคือความเรียบง่ายครับ อย่าง ‘รักคุณเข้าแล้ว’ ‘Season Change’ ‘เจ้าหญิง’ เพลงมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย มันเป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกกับคนฟังแค่นั้น แล้วน่าจะบวกกับจังหวะ โอกาส และเวลาที่มันพอดีกัน คนฟังช่วงนั้นก็คงเบื่อเพลงจากกระแสหลักกันด้วย ทำให้ Bakery Music เติบโตขึ้นมาได้ 

ภาค 2 Simplified เนี่ยมันเป็นช่วงที่ผมเริ่มประสบความสำเร็จจากช่วงแรก ชื่อเสียงกับอีโก้มันก็มาพร้อมกัน แล้วผมก็รับมือกับทั้งสองอย่างได้ไม่ดีซะด้วย มันเริ่มมีความเพอร์เฟ็กชันนิสต์ อันนี้ก็ไม่ได้ อันนู้นก็ไม่ทำ อะไรก็ไม่ดีซักอย่าง ผลงานที่ออกมาก็ทำเพื่อตอบสนองอีโก้ของเราอย่างเดียว ทำเพื่ออยากจะพิสูจน์ความเท่ของตัวเรา คิดว่าเรานี่แหละจะเป็นผู้พลิกโฉมวงการเพลง เปลี่ยนแปลงนู่นนี่ ต้องหาอะไรเจ๋งๆ มาให้คนฟังได้ฟังกัน เอาง่ายๆ ช่วงนั้นก็จะเป็นคนที่น่าเตะมากๆ คนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จนะ เพลงที่ตั้งใจทำกลับไม่ดัง (หัวเราะ)


เข้าสู่ช่วงมรสุมชีวิตบ้างกับภาคที่ 3 

เป็นช่วงที่ Bakery Music เติบโตขึ้น ผมถูกวางตัวให้เป็น ‘นักแต่งเพลงฮิต’ ประจำค่าย ทุกอัลบั้มจะต้องมีเพลงของผม แต่เราก็รู้อยู่ในใจลึกๆ ว่าเราไม่ได้เก่งขนาดนั้น ผมภูมิใจในตำแหน่งที่ได้รับ แต่การถูกวางตัวในตำแหน่งนี้มันก็มีความกดดันทั้งจากภายในจิตใจผมเองที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น และจากภายนอกที่ต้องมีความคาดหวัง ผมก็ทำมันไป แต่การทำงานในช่วงนั้นเหมือนเครื่องจักรเลยนะ ทุกวันไปทำงานเหมือนพนักงานออฟฟิศ ถึงที่ทำงานก็คิดก่อนแล้วว่าเพลงนี้จะอยู่ในฟังก์ชันไหนของอัลบั้ม จะเป็นเพลงเร็วเพื่อจับคนเข้ามา หรือจะเป็นเพลงที่พาอารมให้ดิ่งลง แล้วเพลงไหนจะเป็นเพลงดักช้อนความรู้สึกขึ้นมาอีกที ทำงานเป็นสายพานการผลิต ผมทำเพลงส่งทุกวัน จนรู้สึกว่าผมละอายกับคนฟัง เหมือนผมใช้สมองคุยกับเขา แต่ไม่ได้ใช้หัวใจคุย แล้วคนฟังก็ยังชื่นชมเรา ชอบเราอยู่ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกละอายเข้าไปอีก ผมแบกความรู้สึกนี้ไว้ในจิตใจอยู่นานมากและผมก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้กับคนที่บ้านฟัง กลับถึงบ้านผมก็เป็นคนแฮปปี้ เพราะผมไม่อยากให้ครอบครัวต้องมาแบกความรู้สึกนี้ไปด้วย เพราะฉะนั้นผมจะมีพื้นที่ระบายอารมณ์คือในรถ ตะโกน โวยวายออกมาเลย เป็นพื้นที่แสดงความก้าวร้าวของผม

ช่วงนั้นครอบครัวผมก็มีการสูญเสียมาเป็นระยะ ตลอดระยะเวลา 5 ปี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสะเทือนอารมณ์ผมพอสมควร เพราะผมกับคุณพ่อคุณแม่สนิทกันมาก เราก็ยังมีห่วงกันอยู่พอสมควร แต่พอถึงวันที่ต้องจากกันจริงๆ แล้วผมก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้และกลายมาเป็นเพลง Live and Learn ครับ

 แต่ทั้งหมดนี้ผมก็ผ่านมาได้เพราะพระเจ้า เกิดจากเพื่อนผมแนะนำให้อ่านไบเบิ้ล พอได้อ่านผมก็เริ่มสื่อสารกับพระองค์ผ่านไบเบิ้ล ทำให้ผมเข้าใจว่าทุกสิ่งมันถูกกำหนดมาแล้วโดยพระเจ้า เรื่องความดัง ความรู้สึกที่แบกอยู่ ต่างๆ นานา สิ่งพวกนี้มันเป็นของพระเจ้า มันไม่ใช่ของผม ผมเป็นแค่ท่อส่งของ ส่งสิ่งต่างๆ มาบนโลกนี้เท่านั้น พอผมเข้าใจแบบนี้ผมก็ทำหน้าที่เป็นคนส่งเอกสาร ส่งเอกสารได้อย่างมีความสุข และมันก็ทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น ในช่วงเวลาที่เรามีความสุข คือพระเจ้าให้เราได้พักผ่อน ช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์ก็เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้ากำลังขัดเกลาเรา ให้เราเป็นคนที่ใช้การได้ เพราะฉะนั้นสำหรับผมช่วงไหนก็ดีทั้งนั้นก็เป็นที่มาของคอนเสิร์ต Million Ways to Love ภาคสุดท้ายนี้

 

บอย โกสิยพงษ์ ทำงานในวงการเพลงมากี่ปีแล้วครับ 

ถ้านับแบบมืออาชีพก็ 25 ปีครับ แบบมีรายได้นะ ก่อนหน้านั้นก็ทำฟรีมาหลายปีอยู่ 


เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการดนตรีผ่านสายตาของบอย โกสิยพงษ์ บ้าง

แน่นอนว่าผมอยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการเพลงในช่วงท้ายๆ มีการก่อตั้ง Bakery Music ขึ้นมาและค่ายเพลงอีกเป็นสิบเป็นร้อยค่ายก็เกิดขึ้น ศิลปินนักร้องหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก เราเจอความท้าทายของโลกาภิวัตน์ จากการขายเทปได้วันละหลายหมื่นม้วน กลายเป็นขายได้วันละไม่ถึงร้อย เรียกว่าเราถูกกระทบจากกระแสของโลกอินเทอร์เน็ตเป็นกลุ่มแรกๆ เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น MP3 หรือการแชร์เพลงในอินเทอร์เน็ต แต่ก็เป็นเรื่องดีครับ มันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันเยอะในมากตอนนี้ เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ในช่วงนี้ Online Streaming กำลังเข้ามามีบทบาท เราก็ต้องมองว่ามันเป็นสื่ออีกช่องทางที่นำเสนอศิลปินของเรา สมัยก่อนเรามีรายได้จากแม่น้ำไม่กี่สาย แต่ตอนนี้มันเป็นเหมือนลำธารเล็กลำธารน้อย แล้วมาบีบรวมกันถึงจะได้เท่ากับสมัยก่อน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัวกับยุคสมัย ไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นอุปกรณ์ของเรา 


เส้นทางของ Bakery Music กับ LOVEiS แตกต่างกันไหม

ตอนเริ่มที่ทำ Bakery Music เนี่ยเรามีกัน 3 คน มีสุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์), บอย และสมเกียรติ (สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์) แต่ในวันที่เราเริ่มทำ LOVEiS สมเกียรติไม่ได้ทำด้วย เขาไม่อยากทำ สุกี้ทำมาปีแรกก็บอกไม่ไหวแล้ว ไม่ทำต่อ ก็มีผมทำต่ออยู่คนเดียว มันเคว้งมากเลยนะ ผมไม่เคยทำหน้าที่บริหาร ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟและแต่งเพลง แล้วมันก็เหมือนเราต้องมาแบกอะไรอีกแล้ว แบกอะไรที่เราไม่รู้จักด้วย ไม่รู้เรื่องขนาดเวลาที่เขาเอาเอกสารมาให้ผมเซ็น ผมไม่เคยอ่านเลย ก็ทำเป็นมองๆ ไปงั้นอารมณ์เหมือนในหนังเลย ซึ่งมันก็มีโอกาสพลาดทุกอย่างได้ง่ายมาก ก็เลยขอให้ภรรยามาช่วย (หัวเราะ) ภรรยาก็ไม่ถนัดเหมือนกันและเขาก็ไม่ชอบ ช่วงนั้นอยากจะหยุดบ่อยมาก แต่เราทั้งคู่ก็ได้แฟนๆ ที่รอสนับสนุนผลงานเพลงเป็นกำลังใจสู้ต่อ


ทุกวันนี้ยังคิดว่าการมีค่ายเพลงยังจำเป็นอยู่ไหม

การรับมือกับชื่อเสียงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงด้วย เมื่อคุณดังขึ้นมา การไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีเมนเทอร์ที่ดี การผ่านเรื่องพวกนี้ไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราก็เห็นหลายคนแล้วที่ต้องจบเส้นทางในวงการไปก่อนเวลาอันควร เมื่อชื่อเสียงเข้ามา เงินทอง ปาร์ตี้ แอลกอฮอล์ สารเสพติด มันมาแบบไม่ทันตั้งตัวหรอก การมีค่ายเพลงเหมือนการมีพี่เลี้ยงที่เหมือนจะไม่ถูกเห็นว่ามีความสำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเรามันมีขึ้นก็ต้องมีลง แล้วเวลาลงแล้วมีคนช่วยประคองมันเจ็บน้อยหน่อย แค่นั้นเอง


ตอนนี้บอย โกสิยพงษ์ วางตัวเองไว้ในโพสิชั่นไหนของวงการเพลง 

ผมคิดว่าเราในทุกวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน คือผลผลิตของเมื่อสิบปีที่แล้ว ไม่ว่าเราปลูกอะไร สิ่งไหนไว้ในชีวิตเรา มันก็จะโตขึ้นมาแล้วก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้น ทุกวันนี้เราเก็บเกี่ยวความเกลียดชัง วันนี้เราเก็บเกี่ยวความโมโห ความรุนแรง ความไม่เคารพกัน เพราะเราเคยปลูกอะไรมาในอดีต ผมมองว่าเพลงก็เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกด้วย ทีวี อินเทอร์เน็ต ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกด้วย 

ในทุกวันนี้ที่การพูดคำหยาบออกสาธารณะแล้วกลายเป็นเรื่องธรรมดา มันคงจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ได้ปลูกมันไว้ในสังคม แล้วที่น่าแปลกใจคือมันได้รับการสนับสนุน มีคนหัวเราะ มีคนยกย่อง ได้สตางค์จากการพูดคำหยาบเหล่านี้ มันก็เป็นเรื่องที่เราก็เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ของมันอยู่ คือสังคมเราก็จะมีแต่คำหยาบกันเต็มไปหมด

ในส่วนการทำเพลงของผมก็ทำเพื่อปลูกอนาคต ปลูกความหวัง ปลูกความคิดดี ที่จะทำให้เรามีหวังต่อโลกใบนี้ต่อไปครับผม


ปีนี้กระแสเพลงแร็ปกำลังมาแรง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแร็ปก็จะมาพร้อมกับคำผรุสวาท มองเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องนี้ผมสนใจมานาน คือแร็ปเนี่ยมันเป็นการใช้ปฏิภาณอย่างหนึ่ง มันฝึกให้เด็กรู้จักคิดนอกกรอบและเชื่อมโยงกัน แล้วผมก็คิดว่ามันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีถ้าได้นำมาให้เด็กๆ ได้รู้จักกัน ผมก็ได้อุ๋ย Buddha Bless มาร่วมกันทำค่ายเพลงแร็ป ‘พร้อมบวก’ อย่างน้อยก็เป็นหนทางหนึ่งที่เราจะเลี่ยงคำหยาบคายในเพลงแร็ป แล้วนำมาให้เด็กๆ ได้ฟังกัน อย่างเพลงล่าสุดชื่อ ‘รองเท้าหายตอนถวายสังฆทาน’ อยากให้ได้ลองฟังกัน มันก็ให้แง่คิดที่ดี และเป็นตัวอย่างของเพลงแร็ปที่ไม่ต้องมีคำหยาบคาย


มองวงการเพลงในอนาคตเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเชื่อว่าผมจะทำนายไม่ถูกหรอก เข้าใจใช่ไหม (หัวเราะ) สิ่งที่ผมทำนายในวันนี้มันไม่เกิดขึ้นหรอก เราทำได้เพียงแค่เตรียมตัวให้ทันต่อสถานการณ์และพร้อมเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุดจะดีกว่า เพราะเมื่อ 15 ปีที่แล้วก็คงไม่มีใครทำนายว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนแปลงเราไปได้ขนาดนี้ใช่ไหมครับ


บอย โกสิยพงษ์ ในวัย 52 รู้สึกอย่างไรกับเลข 5 บ้าง

ตื่นเต้น ผมอยากอายุขึ้นเลข 6 ไวๆ เหมือนกัน ผมชอบความแก่ ผมชอบความเท่ของคนแก่ คงได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ เขาดูไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ มองการณ์ไกล มันดูเท่มาก


วางแผนเส้นทางในวงการให้ศิลปินมาก็มากแล้ววางแผนครอบครัวไว้อย่างไรบ้าง

ผม ภรรยา และลูกๆ เรา 4 คนสนิทกันมากตัวติดกันตลอด จนวันหนึ่งถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกัน ลูกสาวคนเล็กของผมเขาขอลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาฝึกไอซ์สเกต เขามีความตั้งใจอยากจะไปโอลิมปิก ผมกับภรรยาก็ไปวางแผนกันว่าถ้าจะไปโอลิมปิกแต่ละปีมันจะต้องทำอะไรบ้าง จากร่องรอยของคนที่ประสบความสำเร็จ เขาเริ่มเรียนกันตั้งแต่อายุ 3-4 ปี นั่นหมายความว่าลูกผมเรียนช้า ดังนั้นเราต้องย่อเวลามันด้วยการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเรียนหนังสือหรือจะเรียนไอซ์สเกต เราก็พบว่าการเรียนหนังสือมันเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะความรู้มันยิ่งเรียนยิ่งเก่า ความรู้ของผมตอนเรียนสมัยก่อน หลายความรู้เป็นความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว ผมก็ตกลงกับลูกว่าโอเค ลาออก พ่อเห็นด้วย แล้วเราก็ไปโฟกัสเพราะว่าเวลาของการฝึกฝนไอซ์สเกตมันมีไม่มากหรอก อายุ 18-19 ปีก็ถือว่าเป็นสูงสุดของเขา ฉะนั้นมีเวลา 8 ปีในการที่จะต้องโฟกัส แล้วก็บินกันไปที่อเมริกา หาครูที่คิดว่าดีที่สุดที่เราจะหาได้แล้วก็เริ่มเรียน ตอนนี้เขาก็อยู่ในสถานที่ฝึกซ้อมที่ Colorado Springs ก็ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า ไม่สำเร็จเราก็ไม่ว่าอะไร ไม่สำเร็จเราก็กลับมาเรียน ยังไงมันก็เรียนทันอยู่ดี เพราะความรู้มันก็ใหม่ขึ้นเรื่อยๆ


อะไรที่ทำให้กล้าตัดสินใจแบบนี้

มันก็มาจากการสอนของพ่อผม เราต้องทำในสิ่งที่เรารักมากที่สุด จะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ที่เราไม่เบื่อ และเราก็จะหาทางที่จะอยู่กับมันไปได้เอง เหมือนผมที่ไม่เคยเบื่อการแต่งเพลงเลย นี่ผมอายุขึ้น 52 แล้ว ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขกับการแต่งเพลง เมื่อคืนนี้ผมยังแต่งเพลงอยู่ในห้องอัดจนถึงตีสอง ลูกสาวผมก็เช่นกัน ตีห้าครึ่งเขาเข้าไปอยู่ในลานแล้ว แล้วก็ออกจากลานห้าโมงเย็น เขาไม่เบื่อ เขาออกมาจากลานตัวเนื้อเขียว ล้ม ต้องไปทำกายภาพบำบัด ต้องไปหาหมอ ต้องไปอะไรมากมาย แต่ถามว่าเบื่อไหม เมื่อไหร่จะเลิกลูก ยังไม่เลิก ยังชอบอยู่ ดังนั้นนั่นคือการคิดว่าอะไรที่เราชอบ เราก็โฟกัสมันไปเลยฮะ แล้วเดี๋ยวมันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันจะทำเงินหรือไม่ทำเงินค่อยว่ากัน แต่ว่าเราได้ทำ เรามีชีวิตที่ได้ทำสิ่งที่เราชอบแล้ว


วางแผนเกษียณไว้บ้างหรือยัง 

พูดแล้วเหมือนละคร แต่ว่าผมอยากตายตอนแต่งเพลง ตายในหน้าที่ เพราะหน้าที่นี้เป็นตำแหน่งเดียวที่ผมอยากจะมี