CITY OF INSPIRATION - หลงนิวยอร์ก

Written by
22.02.18 71 views

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องเพลง แต่พอได้นั่งดูรูปเมื่อปีที่แล้วที่ถ่ายไว้ตอนไปสหรัฐอเมริกา ก็รู้สึกอยากจะเล่าความประทับใจหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่นั่น ซึ่งก็ยังเกี่ยวกับดนตรีอยู่ดี นั่นก็คือ ‘Street Artist’ ใน New York City (NYC)

         ‘นิวยอร์ก’ มหานครแห่งสีสันที่ไม่มีวันหลับใหล เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ศิลปะ ที่นี่แทบจะเป็นศูนย์รวมทุกอย่าง แม้จะเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่กลับเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีโอกาสไปเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2016 เพราะต้องไปเยี่ยมคุณป้าซึ่งอาศัยอยู่ที่ New Jersey สิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นในการเดินทางครั้งนี้ เพราะอเมริกาคือผืนแผ่นดินที่ใครๆ ต่างก็ขนานนามกันว่าเป็น ‘Land of Freedom’ อยากรู้เหลือเกินว่าจะ ‘Freedom’ ขนาดไหน จะเหมือนในภาพยนตร์ที่เราเคยดูมาตั้งแต่เด็กหรือเปล่า
เราและพี่สาวตั้งใจจะไปเที่ยวกันหลายที่ แต่แน่นอนว่านิวยอร์กคือ ‘A  MUST’ และเราก็จะใช้เวลาอยู่ที่นั่น 2 วัน 1 คืนให้คุ้มค่า 
           
สิ่งที่อยากทำมากที่สุดในนิวยอร์กคือ เราต้องได้ดู Broadway Musical ให้ได้ เพราะเป็นศาสตร์และศิลป์ที่เรารักและชอบที่สุด ไม่ใช่เพราะการเล่นละครเวทีสามารถเป็นอาชีพได้ แต่ที่นี่คือแหล่งกำเนิดศาสตร์ด้านนี้เลยก็ว่าได้ ละครเพลงที่มีชื่อเสียงถูกนำมารวมกันไว้ที่นี่ มาเยือนทั้งทีจะพลาดได้อย่างไรเมื่อคุณเดินไปถึง Time Square จะเจอกับจอ LCD และป้าย Billboard ที่เต็มไปด้วยโฆษณามหาศาล ถนนต่างๆ เดินง่าย แบ่งเป็น Street และ Block ที่จะนำทางเราไปสู่โรงละครมากมายย่านนั้น 

เราได้ดูเรื่อง ‘Matilda The Musical’  ทำไมต้องดูเรื่องนี้ก็เพราะมันเป็นละครเพลงที่กำลังจะปิดตัวลงที่บรอดเวย์ (แต่ยังคงเปิดแสดงในที่อื่นๆ รวมถึงลอนดอนซึ่งคิดว่าตัดสินใจถูกแล้ว (ทั้งที่ใจคลั่ง Hamilton มากนะหลังดูจบเดินออกมาจากโรงละคร เรารู้สึกอิ่มเอมอย่างมาก ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ตรงจริตของเราที่สุดก็เถอะ แต่การได้ทำตามเช็กลิสต์ที่ตั้งใจไว้ ทำให้เราบอกกับตัวเองได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชาตินี้ลูกพีชได้ดู บรอดเวย์ที่นิวยอร์กกับเขาแล้วโว้ย!”
            
พูดถึงวิธีการเดินทางในนิวยอร์กที่แสนหฤโหดกันบ้าง แบ่งเป็น “การเดิน” 80% และ “Subway” (รถไฟใต้ดิน) 20% แน่นอนว่าเมื่อยขามากกก... ทำให้เราเข้าใจเลยว่าทำไมคนที่นี่ถึงกินอาหารจานใหญ่โตกันได้ ก็เพราะเขาต้องใช้พลังงานในการเดินไปไหนมาไหนนั่นเอง (ถ้าใช้รถจะเจอปัญหารถติด ซึ่งเสียเวลากว่ากันมาก

ตลอดเวลาในการเดินทางไป Brooklyn ข้ามฝั่งมานิวยอร์ก เดินไปสำรวจ World Trade Center เก่า เข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และอื่นๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นตลอดก็คือ ‘Street  Artist’ และ ‘Street Performer’ เป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกัน ทุกครั้งที่ได้เห็น ‘Street  Artist’ และ ‘Street Performer’ ที่นี่กลับไม่มีความรู้สึกแบบเดียวกันกับคนถือกีตาร์เปิดหมวกตามข้างถนนแบบบ้านเราเลย ในฐานะศิลปินคนหนึ่งด้วยกันแล้ว กลับยิ่งรู้สึกว่าแตกต่างกันมาก เพราะที่นี่การที่จะเป็น ‘Street Artist’ และ ‘Street Performer’ ได้นั้น คุณต้องมี ‘ใบอนุญาต’ (ไม่เช่นนั้นโดนจับแน่นอนและทุกคนใช้ความสามารถและศักยภาพของตัวเองจริงๆ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้น หรือการแสดงต่างๆ ให้ออกมาดี สนุก และมีคุณภาพสูงพอๆ กับศิลปินที่มีชื่อเสียงเลยทีเดียว 

เราเดินไปเจอกรุ๊ปคนผิวสีออกมาเต้นกันอย่างจริงจัง คงจะเป็นคอมมูนิตี้ของเขา มีคนยืนมุงดูเต็มไปหมด โชว์ของเขาคือการเต้น แต่ใส่ความตลก ความผาดโผนเข้าไปได้อย่างทรงพลังมาก มากเสียจนทำให้ทุกคนต่างหยุดยืนดู และเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็หยุดการแสดง พร้อมขออาสาสมัครจากคนดู  เมื่อเขาเลือกคนจำนวน 6-7 คนได้แล้ว ก็ให้ต่อแถวยืนเรียงกัน สิ่งที่นักเต้นคนหนึ่งทำต่อจากนั้นคือการวิ่งกระโดดข้ามคนที่ยืนอยู่ทั้งหมดนั้นไปให้ได้ แต่ก่อนจะได้ดูโชว์ เขาจะเดินเก็บเงินคนที่ยืนดูอยู่รอบๆ (เราสังเกตเห็นว่าการเลือกคนของเขาก็มีวิธีเลือกเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ด้วยและเขาเช็กละเอียดมากว่าถ้าคุณไม่จ่าย คุณต้องเดินออกจากวงนี้ไปซะหนึ่งในนั้นก็คือเราเองที่เดินจากมา ฮ่าๆ 

มีอีกหลายโชว์ที่ดูท่าทางง่ายๆ แต่ออกมาดีจนอดชื่นชมไม่ได้ อย่างโชว์ของนักแซกโซโฟนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใต้สะพานใน Central Park เสียงแซกฯ ของเขาไพเราะมาก แบบไม่ต้องพึ่งเอฟเฟ็กต์ใดๆ แค่ยืนให้ถูกที่แค่นั้นเอง หรือจะเป็นคุณลุงผิวสีที่เล่นกีตาร์และร้องเพลงอยู่ริมน้ำพุใน Central Park เรานั่งดูเขาอยู่สักพัก เป็นอีกโชว์ที่ดีเหลือเกิน พลางนั่งคิดย้อนไปยังทุกๆ การแสดงที่เราได้ประสบพบเจอระหว่างทางในการมาเยือนนิวยอร์กครั้งนี้ ที่ล้วนแต่น่าตื่นตาตื่นใจทั้งนั้น 
           
ในขณะที่กำลังหวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อยู่นิวยอร์ก ก็มีคำๆ หนึ่งแล่นขึ้นมาในความคิดตอนนั้น นั่นก็คือคำว่า ‘artist’ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงถึงคำจำกัดความของมันว่าคืออะไร?  ต้องเก่ง ต้องดัง ต้องมีความสามารถ ต้องเป็นที่ยอมรับแค่ไหนถึงจะเรียกตัวเองหรือเรียกใครว่า artist ได้? ‘Street  Artist’ และ ‘Street Performer’ ที่เราได้เจอระหว่างการเดินทางในนิวยอร์กนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าพวกเขานี่แหละคือคำจำกัดความของคำว่า artist สำหรับเรา

เราคิดว่า นิยามทั้งหลายมันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนมากกว่า ว่าใครเป็นหรือไม่เป็น แล้วทำไมพวกเขาถึงเป็นสำหรับเราล่ะ? ... เพราะเรารู้สึกว่าเขาทำทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความทุ่มเท ด้วยความสามารถล้วนๆ ไม่มีอะไรการันตีว่าแต่ละวันเขาจะได้เงินเท่าไร จะประสบความสำเร็จหรือมีคนฟังเขามากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็ทำมันทุกวันด้วยมาตรฐานของเขา ทำมันเป็นอาชีพ และที่นิวยอร์กแห่งนี้ ใครๆ ก็สามารถเรียกตัวเองและเป็นที่ยอมรับในฐานะ artist ได้ ไม่ว่าในรูปแบบไหน
          
ทริปอเมริกา 2 สัปดาห์ ครั้งนั้น เหมือนเราได้เติมไฟให้ชีวิตตัวเอง ได้เปิดโลกและมุมมองความคิดให้กว้างขึ้น ได้ทั้งความรู้ ความสุข พวกเขาทำให้เรารู้สึกว่า อยู่เมืองไทยเราก็น่าจะทำได้ เรามีคนเก่งๆ อยู่รอบตัวมากมาย หากวันหนึ่งที่เขาต้องออกมาหาเลี้ยงตัวเองด้วยการยืนร้องเพลงเปิดหมวก ก็น่าจะทำได้แบบไม่ต้องรู้สึกอายหรือถูกสังคมมองว่าเขาจนนี่นา จากการได้รู้จักนิวยอร์ก ทำให้เราค้นพบตัวเอง เพิ่มพลังให้เรามีความตั้งใจทำงานเพลงและเล่นละครเวที เป็นศิลปินที่ดีและทำทุกอย่างให้สุดความสามารถ แม้ว่าเราอาจจะยังไม่เก่งมากนัก แต่เราจะไม่หยุดพัฒนา และเราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วเมืองไทยหรือเอาแค่กรุงเทพฯ ก่อนก็ได้ จะเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ดนตรี ศิลปะ และเราอยากสนับสนุนให้ศิลปินทุกคนมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป 

เราเชื่อว่าโลกใบนี้ต้องการศิลปะ ต้องการเสียงเพลง ต้องการความสุขความบันเทิง และเมืองไทยยังต้องการการสนับสนุนในด้านนี้อย่างมหาศาล ถึงจุดหนึ่งที่ทุกคนเริ่มเห็นความสำคัญของศิลปะแล้ว มันคงไม่ได้มีคำพูดแค่ว่า I Love NYC แต่ไม่นานคงมีคำพูดว่า I Love Bangkok ให้โลกใบนี้ได้ยินแน่นอน


รพีพร ตันตระกูล : ศิลปิน 

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวความรักในรูปแบบ Love-Hate Relation จาก ‘Not Mine’ ซิงเกิลล่าสุดของ ‘ลูกพีช’ นักร้องสาวเสียงคุณภาพเวที The Voice (season 2) ที่เธอแต่งทั้งเนื้อร้องและดนตรีเอง ก็ทำให้หลายคนอินไปกับความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดไปตามๆ กัน วันนี้ลูกพีชรับคำเชิญจาก Hambuger และเธอได้ถ่ายทอดตัวหนังสือ ที่ชวนให้เราอยากออกเที่ยว เพื่อค้นหาประสบการณ์และแรงบันดาลใจอย่างเธอบ้างเสียแล้ว