Chasing Pavements - หมิว ลลิตา

Written by
23.02.18 1,572 views

ใช่ว่าชีวิตจริงจะยิ่งกว่าละครไปเสียทุกเรื่อง แม้ในบางความเหมือนระหว่างสถานะของแม่ลูกสองอย่าง ลลิตา ปัญโญภาส กับ มธุสร แม่ใจเด็ดจากละครเรื่อง ล่า คือ ผู้หญิงที่เพิ่งผ่านการหย่าร้างมาหมาดๆ แต่เส้นทางชีวิตหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็ลิขิตวิถีเฉพาะตัวได้เอง

ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่เกินหนึ่งปีที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ หมิวลลิตา ปัญโญภาส ถึงสัพเพเหระต่างๆ ในชีวิต บทสนทนากินใจความทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อถึงหมวดครอบครัว หลังจากเธอตอบคำถามของเราไปเรื่อยๆ กลับเป็นหมิวเสียเองที่ถามเรากลับว่าคุณแต่งงานหรือยังคะและเมื่อคำตอบคือ ยัง เธอก็แสดงทัศนะบางประการถึงชีวิตคู่

โชคดีจริงๆสีหน้าประหลาดใจของเรา ทำให้เธอขยายความต่อการแต่งงานเป็นสิ่งที่ต่อให้คนบอกก็ไม่เท่ากับลองด้วยตัวเอง แล้วมันก็เป็นบทเรียนที่แต่ละคนต้องเจอเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการมีลูก การเป็นแม่ หรือเป็นภรรยาก็ตาม จะไปอ่านจากหนังสือหรือดูหนังก็ไม่เท่าสิ่งที่เจอเองกับตัว มันไม่มีหลักตายตัว มันเกี่ยวกับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ละครอบครัว การที่คนสองคนมาอยู่ด้วยกัน ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับหมิว มันต้องใช้ความเข้าใจและความอดทนมากมาย ต้องอาศัยการเรียนรู้ และคอยสังเกตกันและกัน

ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวคราวการหย่าร้างระหว่างลลิตา กับ นรบดี ศศิประภา ก็เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง หากทั้งคู่ก็ยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีของลูกชายทั้งสองต่อไป โดยเฉพาะลลิตา ที่หวนคืนสู่การแสดงละครด้วยบทบาทที่น่าจับตามองอย่างถึงที่สุด กับบท มธุสร ในละครดรามา-ธริลเลอร์เรื่อง ล่า หนึ่งในสุดยอดบทประพันธ์สุดคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ ทมยันตี ที่เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ (.. 2520) และละคร (.. 2537) มาแล้ว โดยเฉพาะเวอร์ชั่นละครที่ได้ สินจัย เปล่งพานิช รับบทเดียวกันนี้ และสร้างภาพจำในฐานะแม่ผู้ผูกพยาบาทออกไล่ล่าแก้แค้น 7 ทรชน ที่ย่ำยีชีวิตเธอและลูกสาว ด้วยสารพัดวิธีที่ชวนติดตามอย่างน่าตะลึง จึงส่งผลลัพธ์ที่ตราตรึงใจแฟนละครจวบจนทุกวันนี้

บทบาทที่ท้าทาย กับจังหวะชีวิตที่เริ่มคลี่คลาย คือเหตุผลที่ทำให้ลลิตาตัดสินใจเป็น มธุสร 

มันคงเป็นช่วงเริ่มต้นของการได้ลงมือทำอะไรที่เราอยากจะทำ หลังจากที่ลูกโต หลังจากที่เราคิดแล้วว่าเราชอบอะไรแบบไหน ถ้าไม่ตายเร็วไป เรายังเหลืออีกครึ่งชีวิตให้ใช้ เหมือนได้เริ่มต้นใหม่” 

มากไปกว่านั้น คือ การกลับมารับบทเด่นในละครเรื่องนี้ เป็นเพียงหนึ่งในเสี้ยวส่วนของสิ่งที่เธออยากจะทำ หลักไมล์ที่ 40 ของชีวิต ยังมีโปรเจคท์อื่นที่เธอกำลังเริ่มลงมือทำ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น สดใส มีชีวิตชีวา ราวกับว่าได้กลับไปเป็นวัยรุ่นอายุ 14 ปีอีกครั้ง


เรื่อง ล่า ครั้งล่าสุด

เชื่อว่าคงไม่มีนักแสดงคนไหน กล้าปฏิเสธบท มธุสร สุภาพสตรีผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีและรักลูกยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง เพราะด้วยความซับซ้อนภายในจิตใจตัวละคร รวมถึงทุกการกระทำ หรือพูดง่ายๆ ว่า ทุกกลวิธีในการลงมือฆ่าของเธอนั้นไม่ธรรมดา การันตีด้วยวลีสุดเย็นชาที่ว่าความพยาบาทเป็นของหวานส่วนผสมทั้งหมดนี้จึงท้าทายทักษะการแสดงในทุกอณู ดังนั้น มีหรือที่ลลิตาจะไม่โอบกอดโอกาสนั้นไว้ 


ความรู้สึกหลังจบการถ่ายทำเรื่อง ล่า เป็นอย่างไรบ้าง

ผ่านมาแล้วก็สนุกแหละ แต่ตอนถ่ายย่อมเครียดอยู่แล้ว ด้วยบทบาทของผู้หญิงคนนี้ ที่ชีวิตช่างไม่เข้าข้างเธอเอาเสียเลย พลิกผันไปในทางที่โหดร้ายตลอดเวลา เป็นความกดดันที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวเธอเอง แต่เกี่ยวกับลูกสาวด้วย เธอจึงตัดสินใจออกไล่ล่าคนร้ายด้วยตัวเอง จึงต้องมีการปลอมตัวเป็นหลายคาแรกเตอร์ เพื่อการล่าอย่างมีชั้นเชิง


คุณตัดสินใจนานไหมก่อนจะรับบทนี้

นาน ตอนแรกไม่กล้ารับด้วยซ้ำ กลัวแสดงได้ไม่ถึง เพราะที่ผ่านมามีคนติดตามเวอร์ชั่นของพี่นก (สินจัย) เยอะมาก แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักแสดง ที่จะได้พัฒนาการแสดงของตัวเองด้วยบทที่ท้าทาย เลยไม่ปล่อยโอกาสให้หายไป


เริ่มทำการบ้านด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง

ออกกำลังกายอย่างเดียวเลย เราต้องแข็งแรง เพราะเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างมีแอ็กชั่นเยอะ เป็นทั้งดราม่า ทริลเลอร์ แอ็กชั่น ผสมกัน โดยทีมเขียนบทปรับให้ตัวเรื่องมีความร่วมสมัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสังคมออนไลน์ก็แล้วแต่ เขาเอามาใช้ในเรื่องราวของการล่าด้วย ก็เลยยิ่งสนุก บางเหตุการณ์เราเองยังไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสังคม รู้สึกว่าคนดูก็น่าจะได้ประโยชน์จากการดูละครเรื่องนี้ จะได้ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 


ก่อนหน้านี้คุณเป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้วรึเปล่า 

เป็นคนไม่ออกกำลังกาย แต่ก็ทำโยคะบ้าง หรือเดินเร็วบ้าง เพื่อที่ว่าเวลาเรามาทำการแสดง ร่างกายจะได้พร้อม เหมือนกับคลาสที่เขาให้นักแสดงไปฝึก จริงๆ ก็เริ่มจากการดูแลตัวเองและฝึกสมาธิ แค่นั้นเอง นอกเหนือไปจากนั้น เราก็ทำตัวเป็นผ้าขาว เพื่อที่จะได้พร้อมแก่การถูกนำไปใส่สีที่กอง ว่าผู้กำกับจะให้เราเป็นตัวละครแบบไหน จะได้ทำงานกันง่ายๆ


ทุกครั้งของการเริ่มต้นแสดง คุณทำตัวเป็นผ้าขาวเสมอรึเปล่า

มาเริ่มทำตอนอายุมากขึ้น เมื่อก่อนก็ไม่ขาวขนาดนี้ พออายุมากขึ้น รู้สึกว่าการทำตัวแบบนี้ช่วยให้ทำงานง่าย แต่มันอาจจะไม่ขาวมาก เราแก่แล้ว อาจจะมีขุ่นๆ บ้าง พอผู้กำกับหรือบทต้องการให้เป็นยังไง เราก็ทำตามนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขากำหนดมา ไอ้ความที่เจือสีบ้างก็อาจจะอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ว่าการเป็นผ้าขาวหมายถึง เวลาเรารับข้อมูลในการแสดงหรือการอ่านบท เรายอมรับกับมันได้ เชื่อในสิ่งที่ทำ แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับเรา กับทุกคนในกอง 


เท่าที่สวมบทเป็นมธุสร คิดยังไงกับสิ่งที่ตัวละครคิดและทำ

เธอเหนื่อยมาก เธอเก่งมาก เป็นคนที่มุ่งมั่น คือมันมีเค้าโครงความเป็นจริงตรงที่ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้หญิงที่โดนข่มขืนมากมายอยู่ในโลกนี้ ที่ไม่ได้ถูกเปิดเผย และบางคนก็ปิดปากเงียบในเรื่องนี้ จึงไม่มีใครช่วยเธอได้ ส่วนเหตุการณ์ในเรื่อง ล่า ก็คงบวกกับการเขียนในเชิงนิยาย เพื่อความสนุกของการทำเป็นบทละครโทรทัศน์ คงไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดหรอก มันเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงคนนึงจะไปทำเหตุการณ์ได้ขนาดนั้นแล้วไม่โดนตำรวจจับ ส่วนถ้าถามในแง่นักแสดงก็ท้าทาย แต่ถ้าถามในแง่การมองผู้หญิงคนนี้ ตอนอ่านบทแล้วเราสงสาร 


คุณเองก็มีลูก คิดว่าเหตุการณ์ในเรื่องสามารถกดดันแม่คนนึงให้ทำได้ถึงขนาดนั้นไหม

เป็นไปได้ในแง่หนึ่ง ถ้าคนเราต้องปกป้องลูก หรือรักลูกมาก มันก็อาจจะไปถึงจุดๆ นั้นได้ แต่ตอนนี้ หมิวเชื่อในบทละครว่ามันเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่เชื่อ เราก็จะแสดงไม่ได้ ต้องเชื่อว่าเขาทำได้ มันคือละครน่ะ


เคยอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ สินจัยเคยบอกว่าตอนแสดงเรื่องนี้ จริงจังกับบทมากเสียจนติดคาแร็กเตอร์นั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน คุณเองมีความเครียดกับบทถึงขั้นนั้นไหม 

ไม่ติดๆ พอถึงบ้านอยู่กับลูกแล้วต้องร่าเริง ต้องทำตลก ต้องทำให้ชีวิตที่บ้านสดใส มันต้องอยู่แค่ละครเท่านั้นจริงๆ ติดไม่ได้ หรือแม้แต่ตอนอยู่ในกองฯ ก็คุยกันร่าเริง ไม่เครียด พอถึงตอนถ่ายทำ เราค่อยเรียกสมาธิกลับคืนมา


ฉากไหนที่ทำให้คุณเครียดสุดๆ 

ฉากฆ่าที่มีระดับความจิตแตกต่างกันออกไป 


แบบไหนเป็นที่สุด หรือมีการออกแบบการฆ่าใหม่ๆ ขึ้นมา

ด้วยความที่หมิวไม่ได้อ่านนิยาย เลยไม่รู้ว่าดั้งเดิมเป็นยังไง แต่ถ้าดูจากในหนังเวอร์ชั่นที่คุณอรัญญา (อรัญญา นามวงศ์) แสดงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็เป็นการฆ่าแบบง่ายๆ พอมาถึงรุ่นของพี่นกก็ฆ่ายากขึ้นมาอีกสเต็ป พอยุคนี้ก็มีขั้นตอนการฆ่าที่แยบยลขึ้นอีก มันต้องมีเหตุผลมากขึ้น ฆ่าก็ยากขึ้น ในแต่ละคาแร็กเตอร์ของการออกไปตามล่าก็มีการแต่งเอฟเฟคท์เพื่อให้คนจำเราไม่ได้มากขึ้น ก็เป็นไปตามวิวัฒนาการของทุกสิ่ง ทั้งบท เมกอัพ และการแสดงที่พยายามให้เกิดความแตกต่างและพัฒนายิ่งขึ้นไปอีก 


ยากแค่ไหนในการบิ้วด์อารมณ์เป็นตัวละครที่มีความโกรธแค้นแสนสาหัสขนาดนั้น 

ก็ต้องอินไปตามเรื่องให้ได้มากที่สุด จินตนาการตามว่าถ้าเราเป็นมธุสร แล้วถูกกระทำแบบนี้จะเป็นยังไง ด้วยความที่เราไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงเหล่านั้นรู้สึกยังไง ก็หาคลิปสัมภาษณ์หรือสารคดีต่างๆ ทางยูทูบดู เพื่อศึกษาเพิ่มเติม 


คิดยังไงกับวลี ความพยาบาทเป็นของหวาน 

ถ้าพูดถึงศาสนาพุทธ มันก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึงนิยาย ความสนุก อรรถรสของการดูละครประเภทนี้ ก็ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีวลีนี้ หมิวคงไม่ได้เล่นเรื่องนี้แน่เลย เพราะก็จะไม่มีความพยาบาทให้ออกไปไล่ล่า


ตัวละครครูสอนแต่งหน้าชาวญี่ปุ่นถือเป็นกุญแจสำคัญมากเหมือนกัน ถ้าไม่มีเธอ มธุสรอาจไปได้ไม่ไกลขนาดนี้

ตัวบิ้วด์เลยล่ะ ตัวละครตัวนี้ต้องเหนือมธุสรขึ้นไปอีก ซึ่งความเหนือชั้นดังกล่าวก็คือ พี่ต๊งเหน่ง (รัดเกล้า อามระดิษ) เหนือจริงๆ ยอมนางทุกอย่าง หมิวเคยร่วมงานกับเขาตอนเล่นละครเวทีการกุศลด้วยกันสมัยอยู่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็ติดตามผลงานพี่เขามาตลอด ซึ่งเขาได้รับแต่บทยากๆ มาตลอด ด้วยความที่ชื่นชอบพี่ต๊งเหน่งอยู่แล้ว พอเจอตัวจริง จึงยอมแพ้เลย นางมาเหนือเมฆมาก นอกจากนี้ ตัวละครทุกตัวก็สำคัญหมด ยิ่งฉากหัวใจสำคัญของเรื่องที่สองแม่ลูกถูกข่มขืน ทรชนทั้ง 7 คนนั้นต้องดูเลวร้ายสุดๆ คนดูจะได้รู้สึกว่าเราต้องเอาคืน แก้แค้น ผูกพยาบาท ซึ่งทุกคนทำได้ดีมาก แคสติ้งเรื่องนี้ดีหมดทุกตัว ทุกคนตั้งใจ และไม่มีใครยอมใคร


การร่วมงานกับ เซียงเซียง พรสรวง รวยรื่น (รับบท ผึ้ง ลูกสาวของมธุสร) เป็นอย่างไรบ้าง

เซียงเซียงเป็นเด็กมหัศจรรย์ เก่งมาก ยังคิดเลยว่าเราเองผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่เขาอายุแค่สิบกว่าขวบ กลับต้องมารับบทที่ยากขนาดนี้ มันจะต้องใช้จินตนาการสูงมากสำหรับเขา แล้วเขาเล่นเต็ม สมาธิเต็มเต็มทุกครั้งจริงๆ เขาเองมีครูสอนการแสดงของเขา ถึงบอกว่าเขาตั้งใจและนำมาใช้ในการทำงานทุกวันได้ดี บางครั้งก่อนเข้าฉากเขาจะนิ่งมาก เพื่อคุมสมาธิของตัวเองไว้ทั้งวัน ไอ้เรายังมีลั้ลลาบ้าง แต่น้องคุมอย่างตั้งใจมาก ซึ่งมันก็เกี่ยวกับการแสดงแหละ เดี๋ยวให้ยิ้ม เดี๋ยวร้องไห้ ก็ต้องคุมตัวเองนิดนึง 


หลังจากที่ละครเรื่องนี้ออนแอร์ น่าจะเป็นการแจ้งเกิดตัวคุณอีกรอบก็ว่าได้ คุณคาดหวังผลลัพธ์อะไรบ้างไหม

เวลาได้รับบทดีๆ เราก็ดีใจ แล้วถ้าเกิดละครมันออกมาดี ก็ดีใจแทนผู้จัด ดีใจแทนช่อง ยิ่งถ้าตัวเราได้รับคำชื่นชมก็ถือเป็นโบนัส แต่ถ้าจุดมุ่งหมายของการเป็นนักแสดงหวังแค่ตรงนี้ มันก็จะไม่สนุก เวลาทำงานแล้วงานชิ้นนั้นมีชื่อเสียง ทุกคนก็จะเกิดความภูมิใจในการทำงานร่วมกัน ตั้ง 40-50 ชีวิต มันเป็นผลงานรวมของทุกคน ไม่ใช่แค่เราคนเดียว


ถึงคราวลลิตา ทวงคืนชีวิต

เป็น 16 ปีที่ได้เธอได้ใช้ชีวิตพร้อมหน้าพร้อมตาแบบพ่อ แม่ ลูก แต่เมื่อตัดสินใจแล้วว่าสมการครอบครัวไม่มีทางเหมือนเดิมได้อีกต่อไป ลลิตาก็ไม่ฟูมฟาย หากเดินหน้าต่อด้วยการตั้งใจทำงาน ดูแลลูกๆ และหันมาใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วยการทำความฝันที่ตั้งใจไว้นานหลายปีให้เป็นจริง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มด้วยแววตาเป็นประกายขณะสนทนา ทำให้เราสัมผัสได้ว่า เธอกำลังมีความสุขกับทุกวันที่ดำเนินไปอย่างแท้จริง


ปีนี้ถือว่าคุณได้ทำงานที่สนุกสมใจรึเปล่า

สนุกๆ หายไปเลย 6-7 เดือนเพื่อถ่าย ล่า เรื่องเดียว ไม่สามารถรับเรื่องอื่น เพราะความยากของงาน ซึ่งปกติหมิวก็ไม่ค่อยรับงานละครซ้อนอยู่แล้ว 


ตอนนี้มีงานอะไรอีก

ยังมีงานพิธีกรแบบกรุบกริบ ในรายการ The Queen ราชินีโต๊ะกลม คิดว่าเดี๋ยวคงพักสักแว้บนึง เพื่อไปทำอะไรที่ตัวเองชอบ กำลังจะเริ่มออกตามฝันตัวเองในอีกรูปแบบนึงในวัย 46 ปี


หมายความว่า คุณจะยังไม่รับละครเพิ่มหลังจากนี้

แต่ไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ปฏิเสธ แค่ตอนนี้หมิวขอมีโปรเจคท์อื่นบ้าง เหมือนที่นักแสดงบางคนอยากเป็นผู้กำกับ อยากเป็นผู้จัดละคร หมิวเองก็ไม่ทิ้งการแสดงแน่นอน เรารักอาชีพนี้ ชอบการเป็นนักแสดง เพราะไม่ต้องจัดการชีวิตใคร ดูแลแค่ตัวเองก็สนุกแล้ว พอใจแล้ว 


เล่าได้ไหมว่าที่ว่าจะไปทำอะไรส่วนตัวนั้นคืออะไร

อยากทำที่พัก และร้านกาแฟเล็กๆ ที่ชะอำ น่าจะเริ่มต้นทำปีหน้า อยากทำมานานแล้ว จนอายุจะ 50 อยู่แล้ว ยังไม่ได้ทำเสียที ต้องลงมือทำได้แล้ว เพราะกลัวพลาด กลัวจะไม่ได้ทำอีก พอจะทำทีไร เดี๋ยวก็ต้องกลับมาเล่นละครทุกที ตอนนี้แปลนเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มลงเสาเข็ม ตั้งใจทำแบบเล็กๆ มินิมอล อยากลองดูว่าตรงนั้นจะเป็นยังไง


ฝันมานานแค่ไหน

นานมาก ตั้งแต่ก่อนอายุ 40 จนเปลี่ยนแปลนมา 2 ครั้งแล้ว ก็ไม่ได้ทำเสียที


ทำไมถึงอยากทำที่พัก เพราะเป็นคนชอบกินหรือชอบอยู่

ชอบอยู่ต่างจังหวัด 


ชอบทะเลเป็นพิเศษด้วยไหม

ไม่รู้เหมือนกัน คงเพราะอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็เลยชอบ และตรงบริเวณนั้นซึ่งไม่ไกลกับสวนบวกหาดก็มีบรรยากาศน่ารักดี เวลาไปทีไร เพื่อนฝูงมาหากันเยอะแยะ ครั้งนี้เลยกะว่า มาหาทั้งทีก็ควรจะเก็บตังค์ได้แล้ว (หัวเราะ)

 

จะทำที่พักได้คงต้องเป็นคนชอบแต่งบ้าน

ใช่ๆ ตอนเรียนปริญญาโทก็เรียนอินทีเรียด้วย เลยชอบแนวนี้ เป็นคนชอบทำงานก่อสร้าง และชอบแต่งบ้านเอง ช่วง 10 ปีมานี้สร้างบ้าน 2 หลังแล้ว หลังเล็กๆ นะ ไม่ได้หรูหรา 


ชอบตกแต่งสไตล์ของเยอะหรือของน้อย

แล้วแต่ว่าช่วงปีนั้นกำลังรู้สึกอะไรอยู่ อย่างเมื่อก่อนจะชอบของเก่าแอนที้ก เวลาไปต่างประเทศชอบไปเดินแต่ตลาดแอนที้กทั้งหลาย แล้วหอบข้าวของกลับมา บางอย่างยังคิดว่าหอบกลับมาได้ยังไง เช่น เคยหอบอ่างล้างหน้ากลับมาจากเม็กซิโก (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ไม่หอบแล้ว เบาๆ น้อยๆ ไม่ซื้อของเพิ่ม หรือเน้นดูของในท้องถิ่นนั้นๆ แทน อย่างตอนนี้กำลังทำที่พักที่ชะอำก็ขับรถไปเลือกบานประตู หน้าต่าง จากแหล่งไม้เก่าที่อยุธยา หาในเมืองไทย เน้นโอท็อปมากขึ้น อาจจะเอาของที่เราเก็บๆ ไว้มาแต่งบ้าง ต้องดูก่อนว่าเหมาะไหม 


ฟังดูเป็นความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า

สนุกๆ มันเป็นความฝันที่ต้องฝ่าฟัน เพราะการเป็นนักแสดงมันสบายมากเลยนะ แสดงอย่างเดียว ไม่ต้องคุมอะไรเลย แต่การทำโปรเจคท์นี้เราต้องคอยดูแลหลายๆ สิ่ง


ลูกๆ ช่วยออกไอเดียไหม

ลูกบอกว่าอย่าทำเลย (หัวเราะ) เมื่อก่อนไปชะอำด้วยกันเป็นประจำ จนหลังๆ เขาคงไม่อยากไปแล้ว เพราะเขาก็เริ่มมีชีวิตในกรุงเทพฯ อยู่สยาม อยู่ตามสนามฟุตบอล ชอบเมืองมากกว่า อย่างแพลงตอน (ศศิเดช ศศิประภา) ตอนนี้อยู่ .5 กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนอีตัน (ศักดิเดช ศศิประภา) อยู่ . 3 กำลังจะไปต่อไฮสกูล ตอนนี้ก็เป็นนักกีฬาโรงเรียนทั้งคู่ แพลงตอนเป็นนักกีฬาฟุตบอล อีตันเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล ต้องเดินทางไปแข่งทั้งในและต่างประเทศทั้งคู่ พวกเขาก็เลยกำลังสนุกกับการเดินทาง 


คุณต้องตามไปดูแลด้วยไหม

ไม่ได้ไปเลย ปกติผู้ปกครองไปได้นะ แต่ทีมนี้ไม่ต้องการให้ผู้ปกครองไปด้วย เพราะไปกันเองกับเพื่อนๆ สนุกกว่า ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการที่เขาได้ไปเปิดโลก ไปเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ โดยมีครูคอยดูแลอย่างดีอยู่แล้ว เราเลยไม่ต้องไปด้วย


ฟังดูชีวิตคุณอยู่ในจังหวะที่สบายขึ้น

ใช่ พอลูกๆ สนุก เราก็เลยต้องมีชีวิตของเราบ้าง เพราะตอนนี้พวกเขาเองก็ต้องมีเวลาที่จะต้องคุยกับเพื่อนสนิท เดี๋ยวเปิดเพลงรักหวานแหวว เดี๋ยวเปิดเพลงอกหัก อุ๊ย เดี๋ยวกลับมาเปิดเพลงรักอีกแล้ว มันเป็นฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านของเขา เราก็แค่รับรู้ แต่ให้เขาใช้ชีวิตเอง ไม่เข้าไปยุ่งกับเขามาก ตอนนี้เลยลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมาตั้งนานแล้ว ตามจังหวะชีวิต อย่างที่บอกว่ามันคือการเริ่มต้นใหม่ หมิวใช้ชีวิตกับการแสดงมาครึ่งชีวิตแล้ว แต่เราก็ไม่ทิ้งหรอก เพราะมันคือชีวิต แต่สำหรับบางสิ่งที่เราอยากทำ จะดีหรือไม่ดีเราก็ต้องลองวัดฝีมือตัวเองดูบ้าง ไม่งั้นเราก็จะสบายเกินไป ปีหน้าจึงเป็นปีที่หมิวจะได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ ไม่ต้องสวมบทบาทใคร 


สองหนุ่มของคุณมีสไตล์ที่แตกต่างกันไหม

คนโตเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ ค่อนข้างจะเป๊ะ มีวินัย ชอบดูฟุตบอล ชอบเสียงดนตรี ชอบเปิดเพลงเพราะๆ เวลาเข้าไปในห้องเขาแล้วจะได้ยินเพลงดีๆ เหมือนดีเจกำลังเปิดเพลงให้ฟัง ส่วนคนเล็กจะชอบอัพเดทเทรนด์ต่างๆ ตามแฟชั่น ชอบโลกโซเชียล ติดอินสตาแกรม เวลาเจอยูทูบประหลาดๆ ก็ส่งมาให้เราดู ชอบพบปะสังสรรค์ เจอเพื่อนฝูง ค่อนข้างจะคนละแบบกัน 


คิดว่าถ้าตัวเองมีลูกสาวจะรู้สึกยังไง

ถ้าเป็นในยุคนี้ก็คงต้องฝ่าฟันกันไป ลูกสาวก็อาจจะมีความน่ารักอีกแบบ ตอนนี้เราก็มีลูกของคนอื่นที่เป็นลูกสาวที่น่ารักที่ลูกคุยอยู่ ตอนนี้เขาก็ช่วยกันเรียนหนังสือ ซึ่งมันก็โอเค แต่แน่นอนว่าการมีลูกชายไม่ได้สุ่มเสี่ยงเท่าลูกสาว เราก็สอนลูกว่าต้องให้เกียรติผู้หญิง เพราะตอนนี้ฮอร์โมนเริ่มพลุ่งพล่าน แต่เราก็ปล่อยเขานะ เพราะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาเต็มที่หรอก เขาน่าจะต้องศึกษากันเอง เราแค่คอยสังเกตสถานการณ์ด้วยการฟังเพลงตามห้องของทั้งคู่ แต่เราไม่ก้าวข้ามไปหรอก แค่คอยอยู่ใกล้ๆ เขา


กำลังจะหมดปีนี้แล้ว มีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำอีก

จากที่เคยตั้งใจว่าจะหัดทำขนม แต่ปีนี้ไม่ได้ทำขนมเลย แต่ก็เริ่มทำอาหารให้ลูกและแม่แมว (จารุวรรณ ปัญโญภาส


อาหารเช้า?

อาหารเย็นแล้ว พัฒนาไปอีกขั้น คือ ทอดปลาแล้วหนังไม่หลุด สามารถทำกับข้าวให้ลูกกินได้ แต่ถ้าจะบริการคนอื่น ยังอวดชาวบ้านไม่ได้ ทำแค่อาหารง่ายๆ กินเอง แต่ส่วนมากจะเป็นแม่ทำ หมิวแค่ทำเสริม เพราะวันไหนที่หมิวทำ ลูกๆ ก็จะไม่ตื่นตาตื่นใจ เพราะไม่อร่อยเท่ายายทำ ฉะนั้น เชฟใหญ่คือยาย ที่จะหลอกล่อให้เด็กๆ กลับมากินข้าวบ้านตอนเย็นได้ ส่วนหมิวจะเป็นเชฟมือสองตอนเชฟยายป่วยหรือยายทำไม่ไหว ก็ต้องทำแทน


เคยอยากเอาชนะเชฟยายให้ได้ไหม

ไม่คิดในชาตินี้ และอาจจะในอีกสามชาติข้างหน้า (หัวเราะ) เขาแพรวพราวมาก เพราะมันมาจากตัวเขาเอง เรายังต้องเปิดตำราดู หรือบางทีรสชาติเพี้ยนไป ลูกก็จะบอกว่า แม่ก็ไปดูในยูทูบสิ เออ ก็จริง แต่ลูกก็ให้โอกาสแหละ เพราะทุกอย่างมาจากความรัก พอทำด้วยความรักมันก็มีความสุขมากกว่าความอร่อย เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็พาลูกไปด้วย ช่วยกันเลือกวัตถุดิบ ซึ่งแพลงตอนเขาก็ค่อนข้างชอบเรื่องการทำอาหาร ตอนหมิวเรียนทำขนมปัง เขาก็ไปด้วย เวลากินอะไรเขาจะแยกออกว่ามีรสอะไรบ้าง จนเราอาย เราเป็นผู้หญิงเสียเปล่า แต่เพิ่งมาหัดทำอาหารตอนแก่ แต่ลูกสนใจตั้งแต่ยังอายุน้อย


แบบนี้เราคงไม่ได้รับประทานอาหารฝีมือคุณที่ชะอำ

เดี๋ยวให้คนอื่นทำให้กิน เราสร้างสถานที่สวยๆ ให้เฉยๆ (หัวเราะ