CAMERA ROLL - WE ARE JELLY ROCKETS

Written by
26.02.18 14 views

ภัคคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้เขียนบทความจริงจัง โดยไม่มีเมโลดี้ ไม่มีคอร์ดช่วยให้ตัวหนังสือลื่นไหลเหมือนเนื้อเพลงที่เคยแต่ง สุดท้ายเลยเลือกเขียนเรื่องที่เกิดกับตัวเองเหมือนตอนแต่งเพลงก็แล้วกัน

พอพูดถึงดนตรี มันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่กลับมีบทบาทมากมายในแต่ละช่วงชีวิตของเรา เคยมีเพื่อนบอกว่า “ดนตรีไม่เคยทิ้งเราไปไหน” เออ… ก็ดูเท่ดี ภัคเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ชอบฟังวิทยุ โตมากับ Channel V, MTV อาจจะดูเวอร์ แต่เสียงเพลงคอยอยู่เคียงข้างเราจริงๆ ไม่ว่าจะทุกข์ หรือสุข แม้ในวันพ่อตอนที่ภัคเรียนยู่ชั้นม.3ก็ ยังมีเพลง ‘กอด’ ของพี่ๆ วง Superbaker เป็น  เพลงประกอบการคลานเข่าเข้าไปไหว้ป๊า เห็นไหม.. เสียงเพลงอยู่ในทุกกิจกรรมจริงๆ ภัคจึงอยากเขียนเกี่ยวกับวงดนตรีวงหนึ่ง ที่เป็นเหมือนครอบครัวของภัคไปแล้ว เราคุยกันทุกวัน ไม่ว่าเรื่องงาน ตารางชีวิต ทะเลาะกับแฟน หรือแม้แต่เรื่องหมาๆแมวๆ วงดนตรีวงนี้ชื่อว่า ‘Jelly Rocket’

การเกิดขึ้นของ ‘Jelly Rocket’ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต จุดเริ่มต้นของวงมันฟังดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นภัคเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เดียวกับพี่โม (มือกีต้าร์) เราชอบฟังเพลงเหมือนกัน แล้วความฝันของเด็กที่เรียนดนตรี แน่นอนว่าอยากจะมีวงเป็นของตัวเอง อยากจะไปแสดงที่ต่างๆ ภัคกับพี่โมก็เลยชวนกันมาทำเพลง จุดนี้ไม่ยากนัก แต่ก็.. มีปัญหาเล็กน้อย เนื่องจากเราทั้งสองคนร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลย! ตอนเรียนเอียร์ยังร้องเพี้ยน ตอนอัดเพลงคงต้องออโต้จูนกันเกินบรรยาย เราจำเป็นต้องหานักร้อง 

วันหนึ่งบังเอิญภัคไปกินข้าวกับกลุ่นเพื่อนเก่าโรงเรียนวัฒนาพอดี เลยได้เจอ ปั้น (นักร้องนำ) การชวนปั้นมาร่วมวง ง่ายมากๆ แค่ถามปั้นว่า “อยากทำวงดนตรี อยากมาร้องเพลงด้วยกันไหม” ปั้นตอบว่า “ได้” โดยที่ปั้นก็ยังไม่รู้เลยว่า เป็นเพลงแนวไหน มีใครบ้าง (แต่หลังจากบอกว่าได้ ปั้นก็ถามถึงรายละเอียดแหละ) นั่นเอง... จุดเริ่มต้นของวงดนตรีสามสาวก็เกิดขึ้นแบบงงๆ

เราเริ่มต้นด้วยการคัฟเวอร์เพลงกันก่อน ตอนนั้นเลือกเพลง ‘Empire State of Mind’ ของ Alicia Keys เราสามคนไปอัดเพลงกันที่บ้านพี่โม ตอนนั้นภัคยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการทำเพลง ใช้โปรแกรมก็ยังไม่ค่อยเป็น ส่วนปั้นไม่ต้องพูดถึง ปั้นเรียนอยู่นิเทศสายพีอาร์ยิ่งไม่มีความรู้หนักกว่าอีก  ก็มีพี่โมนี่แหละที่เรียน MIT ที่มหิดล ซึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีดนตรีทั้งการอัดเสียง มิกซ์ (ศาสตร์นี้ลึกล้ำมากจนทุกวันนี้ภัคก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ทั้งๆ ที่มันสำคัญมาก) เราไปนอนค้างบ้านพี่โมหนึ่งคืน อัดเพลงกันแบบต้นทุนต่ำ ใช้แค่อุปกรณ์เท่าที่มี ตอนนั้นเราสนุกกันมาก ช่วยกันคิดช่วยกันทำอย่างตั้งใจ ไม่กินข้าวกินปลา แต่กินขนมถุงไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไม่ขาดตอน (ฮ่าๆ) ช่วงที่อัดเสียงร้อง เราจะต้องทำตัวเงียบมาก ระหว่างที่ปั้นอัดภัคจะนั่งอ่านการ์ตูน ก็ต้องพลิกกระดาษเบาๆ เพราะเดี๋ยวเสียงจะลอดเข้าไมค์ แอร์ก็ต้องปิดจะได้ไม่มีเสียงรบกวน แต่ความพีคคืออัดๆ อยู่ ดันมีคนกดชักโครกซะงั้น เราสามคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะ สุดท้ายอัดต่อไม่ไหว ร้องได้นิดๆ ปั้นก็หัวเราะ ภัคกับพี่โมก็ขำตาม เราเลยพักเบรคและนอนดู Silent Hill กันดีกว่า 

แล้ววันที่ทำเพลงเสร็จเรียบร้อยก็มาถึง เราเตรียมปล่อยเพลงไปตามช่องทางต่างๆ และคิดว่าอยากจะได้รูปดีๆสักรูปมาเป็น Thumbnail ภัคเลยนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘พิมพ์มาดา’ ผู้หญิงคนนี้เรียกได้ว่าแทบจะเป็น Jelly Rocket อีกคนไปแล้ว พิมพ์ทำอาร์ตเวิร์คเกือบทุกอย่างของ Jelly Rocket ไม่ว่าจะเป็น Thumbnail, Logo, MV หรือ ลายเสื้อยืดวงทุกตัวพิมพ์นี่แหละเป็นคนทำให้ ซึ่งตอนนี้พิมพ์ก็มีเพจอยู่ที่ชื่อว่า ‘Rosebud BKK’ 

สุดท้ายพิมพ์ก็ทำรูปสุดเท่มาให้พวกเราเจลลี่ได้ปล่อยเพลงกัน เราก็จัดการทำเพจวงกะว่าน่าจะดังแน่นอน พอปล่อยเท่านั้นแหละ... เงียบมาก  ส่วนใหญ่คนที่เห็นผลงานเรา ก็จะเป็นเพื่อนๆ มากกว่า ไม่ว่าเพลงเราจะดีหรือแย่ คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นแฟนเพลงเราเสมอ ทุกครั้งที่เพื่อนแชร์เราจะรู้สึกว่าเหมือนพวกเขามาตบไหล่แล้วพูดว่า “พยายามเข้านะเว่ย” ภัครู้สึกขอบคุณเพื่อนๆ เสมอมานะ ที่อยู่ข้างกัน  คอยสนับสนุนกันมาโดยตลอด เอาเป็นว่าการปล่อยเพลงครั้งนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราคิดไว้เท่าไรนัก แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะพยายามกันอีกรอบ


ปี 2014 พี่โมอยู่ปี 4 และต้องทำธีสิส พี่โมต้องอัดและมิกซ์เพลงเองหนึ่งเพลง เลยคิดว่าจะใช้เพลงของวงตัวเองนี่แหละ แล้วบังเอิญว่าภัคก็มีเนื้อเพลงที่เคยแต่งเก็บไว้อยู่พอดี ซึ่งเพลงนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตพวกเราทั้งสามคน เพลงนี้ภัคแต่งช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2011 ที่บ้านส่งภัคกับอาม่าไปอยู่บ้านญาติที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี (ซึ่งตลกมากที่บังเอิญตอนนั้นปั้นก็มาอยู่ชลบุรีเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้เจอกัน) ด้วยความที่สัตหีบเป็นเมืองเล็ก เราก็ไม่ค่อยมีอะไรทำนอกจากเล่นกีต้าร์ และเล่นคอมฯ เราเหงา คิดถึงบ้านและคิดถึงคนที่กรุงเทพฯ ด้วย ก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมา ส่วนตัวชอบท่อนที่ร้องว่า ‘baby if you disappear, I’ll be drown in my tears’ ช่วงนั้นยังใช้โทรศัพท์ BlackBerry พึ่งเริ่มมีการแชท แล้วเวลาที่คนที่คุยด้วยหายไปเนี่ย... มันเหงาใช้ได้เลย มันจะรู้สึกอึดอัดเหมือนจมน้ำตาตัวเอง (โอเค... ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกแค่อึดอัดเฉยๆ) พอแต่งเสร็จตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่งไว้เล่นคนเดียวฟังคนเดียว สุดท้ายพอได้เอามาทำเพลงกับเพื่อนๆ จริงๆ มันเป็นอะไรที่เหมือนฝันมาก

เราไปสุมหัวกันที่บ้านพี่โมอีกเช่นเคย ภัคลองร้องให้ปั้นและพี่โมฟัง ปั้นก็จัดการแก้ grammar งูๆ ปลาๆ ของภัคให้ถูกต้อง เราพยายามช่วยกันคิดท่อน pre-hook แต่ก็ไม่ค่อยเวิร์ค สุดท้ายภัคกลับมานั่งคิดท่อนเพิ่ม แล้วก็ส่งกันไปมากับพี่โม พอเป็นรูปเป็นร่าง เราก็นัดปั้นมาอัดเสียงร้องที่บ้านภัค ช่วงนั้นพี่โมเพิ่งผ่าตัดหัวเข่าและใส่เฝือก ซึ่งห้องภัคอยู่ชั้นสาม ทำให้พี่โมต้องลากสังขารขึ้นมาอย่างสโลวไลฟ์ พอผ่านด่านบันไดสามชั้นแล้ว เราถึงได้เริ่มทำเพลงกัน  เราอัดแบบคร่าวๆ เพราะเป็นเพียงเดโม่ พออัดเสียงร้องหลักเสร็จ ปั้นก็อัดไลน์คอรัส พอปั้นใส่แค่คอรัสเข้าไปเท่านั้นแหละ เหมือนเกิดโมเมนต์มหัศจรรย์ อยู่ๆ เพลงก็เพราะขึ้นมาเลย เพลงมีมิติ มีความล่องลอยชวนฝัน บวกกับเสียงเพราะๆ สไตล์อาร์แอนด์บี ของปั้นแล้ว เราสามคนรู้สึกเลยว่าเพลงนี้จะต้องเป็นเพลงที่ดี เพลงนี้เป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตพวกเรา เพลงนี้ชื่อเพลงว่า ‘How Long’

พอทำเดโม่เสร็จก็ได้พี่ดอย (วง Safeplanet) มาช่วยตีกลองกับอู๋ (วง Map) มาช่วยอัดเสียงเบสที่ Minerva Studio โดยมีพี่โมคอยดูแลด้านโปรดักชั่น มิกซ์และมาสเตอร์ เราคิดว่าควรจะมีรูปพวกเราสามคน ในแบบที่ดูดีหน่อย เลยได้พี่พบ เพื่อนพี่โมมาช่วยถ่ายรูปให้โดยตอบแทนด้วยการเลี้ยงเบอร์เกอร์ที่ร้าน es ca pé พอเพลงเสร็จ Artwork เสร็จเรียบร้อย เราก็ได้ฤกษ์ปล่อยเพลงลง Youtube ในวันที่ 19 เมษา 2014 วันนั้นเราสามคนตื่นเต้นกันมาก ทุกคนนั่งอยู่หน้าจอคอมพ์และไลน์หากัน มันเป็นวันสำคัญของชีวิต จำได้ว่ามีคนฟัง 1,000 คนก็ตื่นเต้นแล้ว พอเช้าวันถัดมา มีคนฟัง 5,000 คน ก็ยืนเต้นดีใจอยู่ที่หอไม่หยุด จำได้ว่าพี่โมเล่าให้ฟังว่าดีใจจนโดนพ่อด่าว่าดีใจไรนักหนา (ฮา) เราเริ่มต้องเจอความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จากที่เคยเรียนอย่างเดียว ก็ต้องแบ่งเวลาให้มากขึ้น เพื่อทำเพลง เพื่อเล่นคอนเสิร์ต จากที่ไม่เคยมีใครสนใจเรา ก็เริ่มมีแฟนเพลง มีคนคอยสนับสนุน แต่นี่แหละจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของวงเล็กๆ ที่ชื่อว่า Jelly Rocket จากเพลงแรก วาร์ปมาวันนี้มี 10 เพลง 1 อัลบั้มแล้วนะ :)

ความจริงอยากเขียนเรียงไปเรื่อยๆ ทุกเพลง เพราะแต่ละเพลงก็มีเรื่องราวมันๆ เกิดขึ้นในแบบของมัน แต่เนื่องด้วยเดี๋ยวจะส่งต้นฉบับไม่ทันคงทำได้แค่สรุปตรงนี้เท่ๆ ว่า Jelly Rocket คือวงดนตรีที่ภัครักมากที่สุด และมันได้เปลี่ยนชีวิตภัคและเพื่อนในวงไปตลอดกาล มันมีความหมายมากกว่าแค่เสียง แต่มันคือเพลงที่ประกอบในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเราสามคน เวลาที่ย้อนกลับไปฟัง ช่วงเวลาเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมา ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า เราก็ยังยิ้มกับมันได้ หวังว่าเพลงของพวกเราจะเป็น ซาวนด์แทร็ก ประกอบชีวิตใครหลายๆ คนด้วยเหมือนกันนะคะ เหมือนที่เพลงพี่ๆ ‘Superbaker’ ประกอบการคลานเข่าไปไหว้ป๊าของภัคเอง