จับเข่าสนทนาภาษาดนตรีกับ 'วี-สืบศักดิ์' เจ้าของบริษัท Vcommerce และเพลงติด

11.05.18 112 views

หากพิมพ์ชื่อ 'วี-สืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์ลงในกูเกิลเพื่อหาว่าเขาเป็นใคร ข้อมูลที่ได้คงหนีไม่พ้นนักธุรกิจหนุ่ม เจ้าของบริษัท Vcommerce บริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้้านการทำธุรกิจออนไลน์ครบวงจร และวิทยากรสอนการทำธุรกิจออนไลน์ แต่ถ้าลองเปลี่ยนจากกูเกิลมาเป็นยูทูป คุณจะพบว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจที่มีบริษัทเป็นของตัวเองเท่านั้น เพราะเขายังเป็นนักดนตรีที่ปล่อยเพลง 'ติดซิงเกิลแรกในชีวิตออกมาเมื่อกลางปีก่อน (2017) แม้ยอดวิวจะไม่ได้มากมายทะลุหลักล้าน แต่ในฐานะเพลงอินดี้ที่ไม่มีการโปรโมทในสื่อใดๆ เลย ยอดวิว 759,000 ก็ถือว่ามากพอตัวเลยทีเดียว 


ความฝันที่แท้จริงของคุณคือ 'นักธุรกิจที่มีธุรกิจส่วนตัวหรือ 'นักดนตรีที่มีเพลงของตัวเอง' 

"ผมคิดว่าทั้งสองสิ่งนั่นแหละครับ แต่ถ้าถามว่าความฝันในวัยเด็กของผมคืออะไร คงต้องบอกว่านักดนตรีที่มีเพลงเป็นของตัวเองคือความฝันของผมครับ จำได้ว่าผมเริ่มหัดเล่นดนตรีและเข้าห้องซ้อมกับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว ตอนนั้นการเล่นดนตรีคือกิจกรรมที่เท่มากสำหรับเด็กมัธยมฯ เลยนะ (หัวเราะแต่พอเล่นไปสักพักความรู้สึกเท่จะค่อยๆ หายไปจากความคิดผม แล้วถูกแทนที่คือความสุขที่เล่นดนตรีได้อย่างอิสระกับเพื่อนๆ แล้วผมก็จดจำความรู้สึกแบบนั้นมาตลอด ถึงขนาดคิดจะเรียนมหาวิทยาลัยต่อทางด้านดนตรีอย่างจริงจังเลยนะครับ" 


แต่คุณก็ไม่ได้เรียนจบทางด้านดนตรีไม่ใช่เหรอ 

"ผมไม่ได้เรียนทางด้านดนตรีครับ เพราะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกกับผมว่า ถ้าเกิดเอ็งรักดนตรีจริงๆ เอ็งไม่ต้องเรียนดนตรีก็ได้นะ แต่เอ็งเลือกไปเรียนสายวิชาชีพหรือสายสามัญดีกว่า เพราะน่าจะทำให้มีรายได้และงานที่ดีกว่า ประกอบกับผมโตมาในครอบครัวคนจีนด้วย เขาก็ยิ่งพยายามพูดจนเราเปลี่ยนใจไปเรียนทางด้านธุรกิจแทน พูดตามตรงว่าตอนนั้นก็แอบเศร้ากับทางเลือกของตัวเองเหมือนกันนะ แต่ก็เศร้าได้แค่แป๊ปเดียวเท่านั้นครับ เพราะพอเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็กลับมาเล่นดนตรีเหมือนเดิม เรียกว่าเล่นหนักกว่าเดิมก็ได้นะครับ เหมือนเป็นการพยายามหาทางปลดปล่อยตัวเองที่ไม่ได้เรียนดนตรี กลายเป็นว่าช่วงเวลาที่เรียนมหาวิทยาลัยผมเล่นดนตรีหนักจริงๆ เรียนจบแล้วยังไปเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ ที่ร้านแถวรังสิตอยู่เลย แต่ใช้ชีวิตเป็นคนสองโลกทั้งโลกธุรกิจและโลกดนตรีไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ผมเลยตัดสินใจถอยตัวเองออกมาจากโลกดนตรี จนวันหนึ่งผมตัดสินใจเปิดธุรกิจส่วนตัวอย่าง Vcommerce และทำงานจนธุรกิจอยู่ตัวในระดับหนึ่งแล้ว ผมก็เริ่มมีเวลากลับมาใส่ใจเรื่องดนตรีมากขึ้นอีกครั้ง" 


ถือว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่า 

"ณ ตอนนั้นอาจจะรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดนะ เพราะอย่างที่บอกว่าผมเศร้ามากที่เลือกแบบนั้น แต่พอมาตอนนี้กลับรู้สึกว่าผมคิดถูกแล้ว เพราะสุดท้ายผมก็ได้กลับมาเล่นดนตรีที่ตัวเองรัก ได้ทำเพลงของตัวเอง ได้มีธุรกิจที่รักและสนุกกับการทำงานเป็นของตัวเองอย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้" 


ความคิดอยากทำเพลงของตัวเองกลับมาตอนไหน 

"หลังจากผมเริ่มมีเวลากลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เริ่มย้ำเตือนความฝันเมื่อครั้งยังเด็กของผมอีกครั้ง ซึ่งความฝันก้อนนั้นก็คือการทำเพลงเป็นของตัวเอง แล้วในวันที่ผมเริ่มคิดได้เป็นตอนที่อายุขึ้นเลข 3 แล้วครับ ผมต้องบอกก่อนว่าผมซีเรียสกับตัวเองในวัย 30 มากๆ เลยครับ เพราะชีวิตคนเรามีค่าเฉลี่ยประมาณ 60 ปี ก็อาจจะตายแล้ว แล้วตอนนั้นผมอายุ 30 ปี เท่ากับว่าเดินทางมาครึ่งชีวิตแล้ว ผมเลยมาถามตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เติมเต็มชีวิตเราได้แล้วจริงๆ หรอ แน่นอนว่าไม่สามารถเติมเต็มได้หรอก เพราะผมยังไม่ได้ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงเลย ก็เลยเอาวะ หลับหูหลับตาทำตามความฝันของตัวเองไปเลย ด้วยการแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตมาทุ่มเทให้กับการทำเพลง ทั้งการพูดคุยและขอความรู้จากศิลปินที่รู้จัก ซึ่งผมก็ได้พี่เป้ วง Mild มาช่วยเขียนเนื้อร้องและทำดนตรีให้จากไอเดียที่เราคุยกัน จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นเพลง 'ติด'" 


สงสัยว่าการเป็นที่ปรึกษาด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งทำให้คุณมีเวลาว่างขนาดนั้นเชียวเหรอ 

"พูดกันตรงๆ ก็ไม่ใด้มีเวลามากขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็อาศัยเวลาว่างสักพักหนึ่ง ไม่ก็ช่วงที่กำลังเครียดๆ ระหว่างทำงานมาเล่นกีตาร์ (ยิ้ม)" 


หมายความว่าเล่นกีตาร์ในออฟฟิศเลยหรือครับ 

"ใช่แล้วครับ หยิบกีตาร์มาเสียบสายต่อแอมป์เล่นในห้องเลยครับ วันไหนเครียดมากหน่อยก็อาจจะเสียงดังหน่อย (หัวเราะแต่จริงๆ ถึงไม่เครียดผมก็หยิบขึ้นมาเล่นอยู่ดี เพราะผมรู้สึกว่าการเล่นดนตรีเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ที่ดีที่สุด ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่หยิบเครื่องดนตรีสักชิ้นขึ้นมาเล่น เหมือนกับว่าเราได้หลุดออกไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง" 


ต่อให้เป็นงานที่สนุกขนาดไหนก็มีเรื่องให้เครียดเหมือนกันสินะ 

"ความเครียดหรือความกดดัน เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทุกอาชีพ ต้องเจอในการทำงานอยู่แล้วครับ แต่สิ่งสำคัญคือคุณจะผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้ยังไง อย่างความกดดันของผมที่ต้องเจอในการทำงานส่วนใหญ่ จะเป็นการหาตรงกลางระหว่างความต้องการของลูกค้ากับความต้องการที่แท้จริงของตลาด เพราะหลายครั้งหลายคนความต้องการของลูกค้า ก็ไม่ได้ตรงกับความต้องการของคนในตลาดโดยตรง นั่นคือความยากและความกดดันในการทำงานตรงนี้ เพราะความต้องการของตลาดในปัจจุบันไม่เคยหยุดนิ่งเลย สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ส่วนความต้องการของลูกค้าบางครั้งก็อาจจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย และแน่นอนว่าเราไม่ได้มีลูกค้าแค่คนเดียว ดังนั้นเราจึงต้องพยายามทำความเข้าใจกับความแตกต่างและความต้องการที่นานาจิตตังแบบนี้ให้ได้ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาในการบริหารจัดการเรื่องนี้เยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูงมากอย่าง บิวตี้ แฟชั่น ไอที แกดเจ็ต หรือร้านอาหารต่างๆ เพราะเหล่านี้คือธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะ แล้วต่างฝ่ายก็ทำการตลาดกันอย่างเต็มตัวหมดเลย เราต้องบาลานซ์เรื่องนี้ให้ดี อย่างบางครั้งลูกค้าอยากสร้างแบรนด์ แต่ทำไปทำมาก็เรียกร้องเรื่องยอด หรือบางครั้งลูกค้าอยากได้ยอด แต่พอยอดเป็นไปตามเป้า ลูกค้าก็อาจจะรู้สึกว่าภาพลักษณ์ยังไม่ค่อยดี นี่ยังไม่รวมประเด็นที่ลูกค้าไม่ทำอีกนะ ซึ่งบางครั้งก็แอบหงุดหงิดเหมือนกันนะ (ยิ้ม)" 


คุณจัดการกับภาวะอารมณ์แบบนั้นยังไง 

"จะให้ทิ้งไปเลยก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะ Vcommerce ก็เป็นงานที่ผมรัก ดังนั้นเวลาเครียดผมก็จะเอาสิ่งที่รักอีกสิ่ง นั่นก็คือดนตรีมาลบอารมณ์หงุดหงิดเหล่านั้นทิ้งไป ด้วยการไปหยิบกีตาร์ที่เห็นแขวนอยู่ข้างหลังมาเล่น ไม่อย่างนั้นก็อาจจะออกไปช้อปปิ้งเครื่องดนตรีที่ร้านแถวๆ ออฟฟิศครับ ผมว่าก็คล้ายๆ กับสาวๆ ที่ชอบเดินช้อปปิ้งนั่นแหละครับ ผมเดินเข้าเดินออกจนเจ้าของร้านจำหน้าได้แล้วครับ (ยิ้ม)" 


ในเมื่อตอนแรกบอกว่าการอยู่ในโลกธุรกิจกับโลกดนตรีพร้อมๆ กันเป็นเรื่องยาก แล้วทำไมครั้งนี้ถึงทำได้ล่ะ 

"จริงๆ ก็ยังยากอยู่นะครับ แต่ครั้งนี้ที่สามารถอยู่ในโลกทั้งสองใบได้อย่างที่เห็น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของมุมมองล้วนๆ เลย ทุกวันนี้ผมพยายามมองการตลาดและดนตรีให้เป็นสิ่งเดียวกันครับ เพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้วการทำการตลาดให้สักหนึ่งแบรนด์ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ต่างไปจากการทำเพลงๆ หนึ่งให้กลายเป็นเพลงฮิตเลยนะ เวลาทำงานผมเลยมองโปรดักท์ของแบรนด์ทุกแบรนด์เป็นซิงเกิลหนึ่งเสมอ เพราะถ้าเราต้องการให้ทั้งสองสิ่งนี้ประสบความสำเร็จ ก็ต้องพยายามดึงตัวตนของตัวเองออกมาในเพลงหรือโปรดักท์ให้ได้มากที่สุด ผมคิดว่าทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าในอุตสาหกรรมเพลงมีเพลงอยู่มากมาย หลายๆ เพลงก็ทำออกมาแนวเพลงซ้ำๆ กันเยอะมาก ถ้าอยากให้คนหันมาฟังเพลงของเรา เราก็ต้องดึงตัวตนออกมาอยู่ในเพลงนั้นให้มากที่สุด เพื่อสร้างความแตกต่างกับเพลงอื่นๆ ในตลาด แน่นอนว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก็ใช้วิธีเดียวกันเลยครับ"