Boy Don't Cry - The Mousses

18.06.18 376 views

ภายใต้ภาพลักษณ์อันหล่อเนี้ยบเฉียบเท่ของนักดนตรีหนุ่มแห่งวง The Mousses อาจเป็นหนึ่งในภาพที่ทำให้หลายคนรู้จักและนิยมชมชอบในตัวพวกเขา แต่มากกว่านั้น คือดนตรีและการเรียบเรียงอันคมคาย เป็นเอกลักษณ์ของวงที่ต่อเนื่องยาวนานจนทำให้แฟนเพลงของพวกเขาติดตามมากขึ้นทุกที ในทุกอุบัติเหตุทางความสัมพันธ์ที่ต้องจบลงกลางคัน ความเสียใจและน้ำตาเป็นเรื่องที่ยากจะห้ามไม่ให้ถูกระบายออกมา ทว่าศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาได้ เช่นเดียวกับเรื่องราวที่มีอยู่ในเพลง “กองไว้” บทเพลงแห่งความเจ็บปวดแบบแมนๆ ที่เคยถ่ายทอดโดยเจ-เจตริน วรรธนะสิน นักร้องรุ่นพี่ที่ครั้งนี้ได้นำกลับมา คัฟเวอร์ใหม่ตามสไตล์ของ The Mousses ในโปรเจ็กต์ #PLAY2project และความเสียใจจะถูกกองไว้ในห้วงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 


ทำไมต้องเป็นเพลง “กองไว้”

จริงๆ คือเป็นเพลงที่ชอบเลยครับ พี่เจ เจตริน เป็นนักร้องคนแรกๆ ที่เรารู้จักในวัยเด็ก จำความได้ก็น่าจะช่วงที่เรียนอนุบาล ยุคนั้นถ้าไม่พี่เบิร์ด ธงไชย ก็ต้องเป็นพี่เจ เจตริน พวกเราไม่ได้ประชุมพร้อมหน้ากันครับ แต่ประชุมออนไลน์กัน ช่วยกันเสนอชื่อเพลงออกมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กัน ค่อยๆ ดูว่าเพลงไหนเหมาะสมกับสไตล์ดนตรีของวง เพลงไหนที่เหมาะกับเสียงของแอร์ ร้องออกมาแล้วมันเข้ากัน การที่ไม่ได้ประชุมด้วยกันไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่สนิทกันนะ อยู่กันมาเกิน 5 ปีแล้ว ทำเพลงด้วยกันมาก็เยอะ ออกคอนเสิร์ต ออกทัวร์ ความสนิท ความใกล้ชิดชนิด ที่อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงมันสนิทกันมากพอ แต่ด้วยความที่พวกเราต่างก็เริ่มเติบโตกันมากขึ้น ต่างคนต่างมีงานอื่นๆ ต้องทำ มีความรับผิดชอบที่หลากหลายขึ้น ทำให้บางครั้งเราอาจมา เจอกันไม่ได้ ก็ต้องประชุมผ่านสายโทรศัพท์กันบ้าง แต่ถ้าว่างตรงกันเรายังมีกิจกรรมร่วมกันอย่างที่ผ่านมาอยู่ ยังแฮงเอาต์กันเหมือนเดิม
 
กิจกรรมสนุกๆ ของ The Mousse คืออะไร

พูดได้เหรอครับ (หัวเราะ) อืม...พวกเราก็ทำเหมือนคนอื่นทั่วไปครับ กิจกรรมยามว่าง ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม เล่นกีตาร์ ดูหนัง แฮงเอาต์ด้วยกัน ยิ่งถ้าเป็นสมัยก่อนทำงานเสร็จ หรือจบคอนเสิร์ตก็อาจจะไปเที่ยวด้วยกันต่อบ้าง แต่ถ้าเป็นทุกวันนี้ภาพเหล่านั้นจะน้อยลงแล้ว ถ้าไม่ได้ว่างมากจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้พอเสร็จงาน เล่นคอนเสิร์ตเสร็จกลายเป็นนอนเลย ไม่ค่อยได้เที่ยวกันยาวๆ ไม่ได้โต้รุ่งจนเช้าแบบเมื่อก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าแต่ละคนเริ่มมีกิจกรรมส่วนตัวกันมากกว่า เวลาว่างก็ต่างคนต่างหาอะไรทำ คนนี้เลี้ยงหมา ปลูกผัก เล่นเกม แฮงเอาต์บ้างตามโอกาส หาที่ฟังเพลง (ยิ้ม) การรวมตัวกันของพวกเราจะเป็นช่วงที่ต้องมาทำเพลง โมเมนต์ที่พักจะเป็นช่วงเวลาที่เราได้พูดคุย อัพเดต แลกเปลี่ยนเรื่องราวของวง พวกเราชอบ แซวกัน ปล่อยมุกขำๆ กันเองไปมา เป็นช่วงเสพเรื่องราวของสมาชิกกันเอง

วงหนุ่มๆ อย่าง The Mousse มีการแซวกันด้วยหรือ

มีแซวกันเรื่อยๆ นะครับ เรื่องนั้นเรื่องนี้แซวกันได้หมดแหละ ตามประสาหนุ่มๆ ประสาวัยรุ่นน่ะ (หัวเราะ) น่าจะพอนึกภาพกันออก ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องสวยๆ เรื่องดอกไม้ที่แซวกัน แต่ละคนมีมุกของตัวเองด้วย อย่างจ๊ะ เป็นคนประเภทที่ชอบเล่นมุกเลียนแบบคนอื่น เป็นคนชอบนั่งมองนั่งสังเกตและเก็บรายละเอียดคนรอบตัว พอเก็บได้มากเข้า เราจะล้อจะแซวท่าทางของเขาได้แล้ว อย่างเวลาเล่นคอนเสิร์ตจ๊ะเป็นคนที่จำท่าทางของสมาชิกในวงได้ดี ก็จะเอามาล้อเพื่อนๆ ในวง คนนี้ทำท่าแบบนี้ตอนเล่นเพลงนี้ คนนี้ทำพลาดตอนไหนบ้างบนเวที เราเห็นนะ (ยิ้ม) เคาะไม้กลองแบบนี้ ทำท่าส่องกระจกเลียนแบบกัน ในทางกลับกันต๋าก็แซวจ๊ะเรื่องท่ายืน เอกลักษณ์ในการยืนส่องกระจกต้องงอขาข้างหนึ่ง 

มันเป็นโมเมนต์ที่ได้ใช้ร่วมกัน ถ้าถามว่ากิจกรรมที่ทำให้เรานึกถึงคำว่า PLAY ของวงก็คือกิจกรรมพวกนี้แหละ ที่เราชอบเอาท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนมาแซวกันเอง หัวเราะกันเอง เราไม่ได้เป็นคนประเภทที่พอถึงบ่ายวันจันทร์เรานัดเจอกันที่เซ็นทรัลเวิลด์แล้วเรามาหาอะไรเล่นกัน แต่เราหาอะไรทำร่วมกัน เล่นกันผ่านวิถีชีวิตและการทำงานของพวกเรากันเองมากกว่า

 


แฮงเอาต์ลดลงเพราะอะไร

เพลาลงเยอะมากครับ เพราะเราอยากโฟกัสที่งานมากกว่า พวกเรารู้สึกว่าเวลาของเราเดินทางมาไกลมากแล้ว เวลามันเดินของมันไปเรื่อยๆ นั่นคือเวลามันน้อยลง เราควรใช้เวลาให้มีค่ามากที่สุด การทำเพลงก็เหมือนกัน เราควรทำเพลงอย่างต่อเนื่อง เราควรทำอัลบั้มออกมาให้เร็วกว่าเดิม ที่ผ่านมาเราอาจจะหลุดและขาดหายไปบ้าง บางครั้งเราเงียบไปเลย ไม่ทำเพลง ไม่มีเพลงปล่อยออกมาให้ฟังเลย เป็นแบบนี้เราก็เรื่อยเฉื่อยเกิน ในเรื่องเที่ยวเล่นยังมีอยู่แต่น้อยลง แล้วโฟกัสงานมากขึ้น

 
อะไรที่ทำให้เริ่มคิดว่าต้องโฟกัสงานเพลงมากขึ้น 

เราคิดว่ามันเป็นเรื่องรอบตัวของเรา เราเห็นแล้วว่าคนรอบตัวเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพื่อนคนนี้โตมาด้วยกัน แล้วเขาทำอะไรไปถึงไหนแล้ว เมื่อเรามองคนรอบข้างมากขึ้นมันจะเห็น อาจจะเป็นเพราะวัยที่เปลี่ยนไปด้วย ในวัยที่อายุขึ้นเลขสาม อาจเรียกได้ว่าเป็นวัยกลางคนแล้ว คนเราจะเริ่มมีมุมมองเปลี่ยนไป เรามองหาอนาคตมากขึ้น ในอีก 5 ปี 10 ปี เราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ช่วงวัยรุ่นกว่านี้หลายคนอาจยังไม่ทันได้คิดหรอกครับ อย่างมากก็คิดไกลแค่วันพรุ่งนี้ว่าเราจะทำอะไรดี แต่ตอนนี้มุมมองเราเปลี่ยนไป

เราเลยประชุมกันเอง แล้วก็รู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องทำอะไรจริงจังมากขึ้น ต้องวางแผน ทำอะไรจริงจังมากขึ้น เป็นระบบ ระเบียบ รู้จักมองหารอยรั่วและหาจุดแก้ไขรอยรั่วต่างๆ เหล่านั้นให้ดี เราว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่กับวงเราเท่านั้นหรอก คนหลายคน วงดนตรีหลายวง แม้กระทั่งวงใหญ่ๆ ต่างก็ต้องเคยผ่านสภาวะเหล่านี้



Related Article