Battle for the Dream - Twopee

05.06.18 903 views

คู่ต่อสู้ในยกแรกของ Twopee บนสังเวียนดนตรีเพลงแร็ปและฮิปฮอปคือ “ความฝันส่วนตัว” ที่ไม่ว่าใครๆ ต่างก็ต้องเคยอยู่ในจุดอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามกระแสสังคมและครอบครัว จากการสังเกตด้วยตาเราค่อนข้างมั่นใจมากเลยว่า Twopee ได้เปรียบคู่ต่อสู้อยู่มากทีเดียว


คุณฝันอยากเป็นศิลปินหรือแร็ปเปอร์มาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ น่าจะประมาณอนุบาลฯ 3 เคยบอกพ่อว่าอยากเป็นทหาร แต่ตอนนั้นน่าจะพูดเหมือนๆ กับเด็กทั่วไปมากกว่า เพราะตามพื้นฐานของเด็กๆ เวลามีใครถามว่าอยากเป็นอะไร คำตอบก็หนีไม่พ้นอะไรประมาณนี้ ดังนั้นผมขอไม่นับความฝันตอนนั้นก็แล้วกันนะครับ (หัวเราะ) แต่เอาจริงๆ พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยก็มีความชอบหลายอย่าง ลองนั่นลองนี่ไปเรื่อยๆ เผื่อจะได้เจอสิ่งที่ชอบจริงๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นนักวิ่ง แล้วก็ไปรู้จักกับการเล่นสเกตบอร์ดตอนประมาณ ป.5 ป.6 ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ ตอนนั้น ฝึกหนักทุกวัน มีออกไปทัวร์แข่งขันด้วยนะ ผมคิดว่าความฝันที่จริงจัง ในวัยเด็กของผมน่าจะเป็นนักกีฬาเอ็กซ์ตรีมครับ ส่วนความฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์ค่อยตามมาหลังเข้ากลุ่มเด็กสเกตฯ สมัยมัธยมฯ ที่ภูเก็ตแล้ว


เริ่มฟังเพลงฮิปฮอปจริงจังช่วงไหน

ผมฟังเพลงตั้งแต่ช่วง ป.3 ไม่ก็ ป.4 ที่ได้รู้จักกับเพลงและวัฒนธรรมฮิปฮอปจากการนั่งดูมิวสิกวิดีโอทาง Chanel V ยุค UBC นู้นเลย (หัวเราะ) ความจริง ตอนนั้นก็เริ่มชอบแล้วนะ เพราะเรารู้สึกว่าแนวดนตรี แฟชั่น เรื่องราวและทัศนคติที่สื่อสารผ่านเพลงฮิปฮอป เป็นสิ่งที่แตกต่างและผิดแปลกไปจากเพลงไทยที่เคยฟังมามากเลยครับ ต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆ ผมฟังเพลงตามพี่สาว เขาซื้ออะไรมาฟังก็ฟังตาม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงค่ายเบเกอรี่ แกรมมี่ อาร์เอส ตามปกติทั่วไปเลย แต่ถึงจะบอกว่าเริ่มชอบเพลงฮิปฮอปแล้ว ก็ยังเป็นแค่ความชอบระดับผิวเผิน แต่ผมเริ่มฟังเพลงฮิปฮอปจริงจังช่วงที่เริ่มเข้ากลุ่มสเกตบอร์ด ตอนนั้นเป็นช่วงที่ได้เจอคนที่มีความชอบแบบเดียวกัน คุยภาษาเดียวกัน ก็เลยทำให้ได้ฟังเพลงฮิปฮอปลึกขึ้นกว่าเดิม จนได้มาฟัง Limp Bizkit ซึ่งเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างดนตรีร็อกและฮิปฮอป ตอนนั้นนั่นแหละที่ผมรู้สึกว่าเพลงฮิปฮอปโคตรเจ๋งเลย ถัดมาอีกแค่แป๊บเดียวก็เป็นช่วงดาจิมกำลังดังมากๆ จากอัลบั้มที่พี่เขาโดนตำรวจจับนั่นแหละครับ เลยยิ่งเป็นกระแสให้เด็กวัยรุ่นยุคนั้นต้องไปหาเทปอัลบั้มนั้นมาฟังบ้าง อีกวงที่กำลังดังเหมือนกันก็คือ Thaitanium ซึ่งถือเป็นศิลปินที่เปิดโลกใบใหม่ของการฟังเพลงฮิปฮอปให้กับผมเลย พวกเขาทำให้ผมได้เข้าใจว่าเราสามารถแร็ปแบบนี้ได้ด้วยนะ สามารถใส่ทัศนคติและมุมมองแบบนี้ลงไปได้เหมือนกัน แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นยุคทองของเพลงฮิปฮอปทั่วโลกพอดีมีแร็ปเปอร์เจ๋งๆ ให้ฟังเยอะมากทั้ง JayZ, 50 Cent, Nick Nelly คราวนี้ก็ยิ่งทำให้เราสนใจและชอบเพลงฮิปฮอปมากขึ้น แต่ยุคนั้นเสียตรงที่ถ้าจะดูมิวสิกวิดีโอเพลงฮิปฮอป เราต้องนั่งรออยู่หน้าโทรทัศน์อย่างเดียว ไม่มียูทูบให้เปิดหาเหมือนสมัยนี้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปซื้อเทปจากร้าน Imagine ไม่ก็ร้านแมงป่องมาฟังแทน รู้สึกว่าเทปที่ซื้อมาฟังช่วงนั้นถูกม้วนกลับไปกลับมาจนยานไปหมดแล้วครับ (หัวเราะ) เพราะบางเพลงที่ชอบมากๆ เราก็อยากแร็ปตามให้ได้


ถึงขนาดอยากเป็นแร็ปเปอร์เลยไหม

พอฟังเยอะๆ เราก็มีแร็ปกับเพื่อนในกลุ่มเล่นสเกตฯ บ้าง แร็ปคนเดียวที่บ้านบ้าง จนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนไหนที่เริ่มอยากเป็นแร็ปเปอร์ขึ้นมาจริงๆ บังเอิญว่าช่วงนั้นพวกพี่ๆ Thaitanium เขามีโปรเจ็กต์ Thaitanium Mixed Tape ให้คนทางบ้านที่อยากแร็ป ส่งผลงานการ Mixed Tape ของตัวเองมาให้พวกพี่ๆ เขาคัดเลือก ผมก็เลยลองทำส่งไปบ้างแต่ก็ไม่ผ่านการคัดเลือกเลยสักครั้ง (หัวเราะ) แต่อย่างน้อยการได้ลองทำ Mixed Tape ในตอนนั้น ก็ได้ทำให้ผมรู้แล้วว่าความฝันของผมคืออะไร ซึ่งนั่นก็คือการเป็นแร็ปเปอร์


คุณพาตัวเองเข้าสู่วงการแร็ปเปอร์ได้ยังไง

เกิดจากการส่ง Mixed Tape แล้วไม่ติดสักทีนั่นแหละครับ ผมเลยคิดว่าถ้าไม่ติดก็ทำเองขายเองเลยดีกว่า เพราะเมื่อก่อนจะมีงาน Fat Festival ที่เปิดให้คนที่ทำเพลงเอง สามารถเอาผลงานของตัวเองไปเดินขายได้ ผมเลยตัดสินใจทำ Mixed Tape ด้วยการนั่งหาบีต เขียนเนื้อร้อง แล้วก็หุ้นเงินกับเพื่อนเช่าห้องอัดชั่วโมงละ 500 บาท เป็นผลงานฝีมือเด็กเลยครับ แล้วเดินทางจากภูเก็ตไปขายที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าเริ่มไปขายครั้งแรกตอนงาน Fat ที่แดนเนรมิตครับ (Fat Festival 5) จากนั้นผมก็เอาเพลงไปขายทุกปีจนถึง Last Fat Festival เลยครับ หลังจากผ่านการขาย Mixed Tape ไปได้สักแผ่นที่ 2 ผมก็เริ่มเข้าไปแข่ง Battle MC ที่จัดโดย Siamhiphop.com ซึ่งเป็นกลุ่มปาร์ตี้ที่ดังที่สุดในยุคนั้น จำได้ว่าแข่งกันที่โมทาวน์ รัชดา เป็นการแบตเทิลที่โหด ดิบ และเดือดมากๆ แต่ผมก็ได้แชมป์ตั้งแต่ลงแข่งครั้งแรก คนก็งงกันมากนะว่าไอ้นี่มันเป็นใคร เพราะเรามาจากภูเก็ตซึ่งไม่มีใครรู้จักเลย แต่ดันได้แชมป์ซะอย่างนั้น เลยกลายเป็นว่าคนในกลุ่มแร็ปเปอร์ เริ่มรู้จักผมตั้งแต่แข่งครั้งนั้นเป็นต้นมา ถัดมาอีกปีก็เข้าไปแข่งงาน Singha Battle of the Year แล้วก็ได้แชมป์ฟรีสไตล์แร็ปจากเวทีนี้อีก 2 สมัยติดต่อกัน

ตอนได้แชมป์แรกอายุเท่าไร

ดูเหมือนจะอยู่ประมาณ ม.3 มั้งครับ

เดินสายแข่งตั้งแต่เด็กเลยนะ

เป็นการฝึกฝนไปในตัวด้วยครับ เมื่อเราชัดเจนในตัวเองแล้วก็ต้องไปให้สุดครับ

คู่ต่อสู้ของ Twopee ในยกที่ 2 ค่อนข้างโหดและหนักหนาสาหัสกว่ายกแรกหลายเท่านัก เพราะคู่ต่อกรของเขาในยกนี้มีถึงสองคือ “ยุคสมัยทางดนตรี” ที่ฮิปฮอปไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของโลกอีกต่อไป และ “ครอบครัว” ที่ต้องการให้เขาเรียนต่อเหมือนกับเฟเดริโก วาสซานโล เพื่อนร่วมวง Southside ที่ตัดสินใจไปเรียนต่อเมื่อ 2 ปีก่อน


อยากรู้ว่าที่บ้านโอเคกับการเดินทางสายแร็ปเปอร์ของคุณหรือเปล่า

ทางบ้านผมก็โอเคกับทางเลือกของผมนะ ช่วงแรกๆ ที่เริ่มสนใจเพลงฮิปฮอป ตอนนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะผมใช้ชีวิตต่างจากวัยรุ่นทั่วไปพอสมควร เป็นเด็กเนิร์ดที่ขลุกตัวอยู่ที่บ้านเพื่อเขียนเพลง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องนี้ ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวสักเท่าไร จนตอนที่ได้แชมป์ Singha Battle of the Year ค่าย Thaitanium Entertainment ก็เข้ามาชวนเข้าสังกัด แต่บังเอิญว่าตอนนั้นที่บ้านวางแผนให้ผมไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาไว้ก่อนแล้ว ผมเลยเดินเข้าไปคุยกับครอบครัวว่าไม่ไปแล้วได้ไหม (หัวเราะ) เราบอกเขาไปว่าเรียนเมื่อไรก็ได้นะ แต่โอกาสแบบนี้ไม่ได้เข้ามาบ่อยๆ เพราะสมัยนั้นเป็นยุคของการทำเทป ทำอัลบั้ม ทำซีดี ไม่ได้มีโอกาสมากเหมือนยุคยูทูบแบบทุกวันนี้ การมีค่ายมาเสนอจะทำอัลบั้มให้เราถือเป็นความฝันของศิลปินทุกคนเลยก็ว่าได้ แต่ก็ผ่านมา 10 ปีแล้วยังไม่ได้ไปเรียนต่อแบบที่เขาต้องการเลย

แบบนี้ไม่โดนทวงสัญญาแย่เลยเหรอ

โดนสิครับ ยิ่งตอนที่เฟรดดี้ตัดสินใจไปเรียนต่อเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นเขาก็กลับมาถามเราอีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสได้ทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองแล้วเพราะผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนต่างก็อยากมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง เหมือนกับเป็นไดอารี่ส่วนตัวในช่วงนั้นๆ บางครั้งเราอาจจะมีทัศนคติหรือเรื่องราวอะไรบางอย่างที่อยากเล่าออกมา แต่มันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปก็ใช้กับวงไม่ได้ สุดท้ายผมก็เลือกทำงานเพลงต่อไปครับ ยังคงพักเรื่องเรียนต่อออกไปอีก จนตอนนี้ที่บ้านผมไม่มีใครถามเรื่องเรียนต่ออีกแล้ว

คุณคิดว่าการเรียนสำคัญแค่ไหน เมื่อเทียบกับโอกาสและความฝันที่อยู่ตรงหน้า

ผมว่าเมื่อคุณอยู่เมืองไทย คุณก็จำเป็นต้องเรียนให้จบสักระดับหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ควรจะจบปริญญาตรีนะ เพราะจุดนี้เป็นเรื่องของค่านิยมด้วยครับ ถ้าเรียนจบปริญญาตรีอย่างน้อยก็ไม่มีใครมาว่าเราได้ อีกอย่างก็ขึ้นอยู่กับอาชีพของเราด้วยว่าอยากเป็นอะไร สมมติว่าคุณอยากทำงานธนาคารหรือเป็นหมอ ถ้าจบแค่ ม.6 ก็คงทำไม่ได้แน่ๆ งานบางงานจำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาระดับหนึ่ง เพื่อความน่าเชื่อถือของอาชีพ ยกเว้นว่าคุณจะทำงานอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นต้องเรียนจบก็ได้ อย่างอาชีพศิลปินก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรขนาดนั้นด้วย คุณแค่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอันไหนสำคัญกว่ากัน และผมไม่ได้บอกว่าคนเรียนจบจะประสบความสำเร็จมากกว่านะ เพราะคนเรียนไม่จบแล้วประสบความสำเร็จก็มีให้เห็นเยอะแยะไป นอกจากนี้การเรียนให้จบมันไม่ใช่แค่คุณได้กระดาษมาหนึ่งใบเท่านั้น เพราะมันเป็นเหมือนอีกหนึ่งบททดสอบในชีวิตของคุณด้วย อีกทั้งการเรียนยังให้สังคม ให้เพื่อน ให้อะไรหลายๆ อย่างไนชีวิตอีกมาก สำหรับผมถ้าไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ก็อาจจะเหมือนขาดสิ่งที่สนุกที่สุดในชีวิตไปก็ได้นะครับ


ประสบการณ์การทำอัลบั้มแรกในชีวิตเป็นยังไงบ้าง

เป็นประสบการณ์ที่โหดมากเลยครับ (หัวเราะ) เพราะตอนที่เริ่มทำอัลบั้มแรก เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการเรียนมัธยมฯ กับมหาวิทยาลัย ทำให้แบ่งเวลายากมาก ทั้งเรื่องเรียน เรื่องทำงาน เรื่องเที่ยว แล้วผมกับเฟรดดี้ก็เรียนคนละมหาวิทยาลัยด้วย การจูนเรื่องเวลากันจึงไม่ง่ายเลย สุดท้ายเลยใช้เวลาไปกับการทำอัลบั้มแรกไปทั้งหมด 4 ปี ผมว่าการทำงานครีเอทีฟก็เป็นแบบนี้นะครับ บางเพลงนั่งอยู่ 3 วันก็ยังแต่งไม่ได้ แต่บางเพลงแค่ 3 นาทีก็แต่งได้แล้ว อย่างเพลง “ไหวอะเปล่า” ผมใช้เวลาแต่งท่อนฮุก 2 นาที และเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดของพวกเราไป การสร้างสรรค์บางทีก็กำหนดด้วยเวลาไม่ได้หรอกครับ

แต่ทำนานขนาดนั้นไม่ได้โดนกดดันจากโปรดิวเซอร์บ้างเหรอ

มีบ้างครับ ช่วงท้ายๆ ของการทำอัลบั้มพวกพี่ๆ มักจะถามบ่อยๆ ว่าจะเอายังไงวะเนี่ย (หัวเราะ)

ถ้าเข้าใจไม่ผิดช่วงที่ Southside ปล่อยอัลบั้มแรกเป็นยุคมืดของวงการฮิปฮอปเลยใช่ไหม

ช่วงนั้นเป็นยุคที่กระแสฮิปฮอปเริ่มดร็อปแล้ว วงดังๆ อย่าง Buddha Bless ก็ไม่ได้ทำอัลบั้มใหม่ สิงห์เหนือเสือใต้ Thaitanium โจอี้บอย ก็ไม่ได้ปล่อยเพลงใหม่ออกมาเหมือนกัน ช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่ไม่มีใครทำเพลงฮิปฮอปออกมาเลย พูดง่ายๆ เลยว่าเป็นยุคที่ฮิปฮอปได้ตายไปแล้ว ไม่ได้ตายแค่ในประเทศไทยด้วยนะ แต่ค่อยๆ ตายลงพร้อมกันทั่วโลกเลย ศิลปินที่กำลังโด่งดังในช่วงนั้นก็พวก Pittbull หรือ Far East Movement ที่ไม่ใช่ฮิปฮอปแล้ว จนผ่านไปสักพักก็เปลี่ยนเป็น EDM ครองตลาดไป กลายเป็นว่าผมเริ่มทำเพลงฮิปฮอปในยุคทอง แต่ดันเสร็จพร้อมปล่อยออกมา
ในยุคที่ฮิปฮอปได้ตายลงไปแล้ว

คุณกับค่ายกังวลมากไหมที่ต้องปล่อยอัลบั้มออกมาในช่วงนั้น

ความกังวลมันมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำได้ก็แค่ต้องทำเพลงให้ทันกระแสด้วย อย่างที่บอกว่าตอนนั้น Pittbull กับ Far East Movement ซึ่งเป็นดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์กำลังมา เราก็เลยมีเพลงอย่าง “ไหวอะเปล่า” ที่มีซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาผสมด้วย แต่แน่นอนว่าแก่นของความเป็นฮิปฮอปยังคงอยู่เหมือนเดิม เราไม่ได้ซีเรียสกับการปรับแนวดนตรีในลักษณะนี้ เราคิดว่าไม่ต่างจากการแร็ปแบบฟรีสไตล์เลย ส่วนตัวเราก็เป็นคนที่ทำเพลงฮิปฮอปที่มีความวาไรตี้ได้หลายแนวอยู่แล้ว เวลาไปแข่งคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เมื่อเจอแล้วคุณก็ต้องด้นสดไปให้ได้ด้วยการเอาสิ่งที่มีอยู่เข้ามาดัดแปลงกับดนตรีหรือสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ เพราะฮิปคือความทันสมัย และฮอปคือการกระโดด เมื่อรวมกันแล้วฮิปฮอปจึงสื่อถึงการกระโดดไปได้ทุกอย่างทุกแนว แล้ววันหนึ่งยุคทองของวงการฮิปฮอปก็จะกลับมาอีกครั้งอย่างที่เห็นกันในตอนนี้


ม้ Twopee จะโดนคู่ต่อสู้ที่ชื่อ “กระแสดนตรี” กระหน่ำหมัดเข้าใส่ชุดใหญ่ แต่การ์ดของเขากลับไม่ตกหรืออ่อนลงจนรอดยกที่ 2 มาได้ และสถานการณ์ของเขาในยกที่ 3 ก็ค่อนข้างดีกว่าเดิม เพราะคู่ต่อสู้เริ่มอ่อนล้าลงไปมาก ทำให้มีโอกาสปล่อยหมัดเด็ดที่ชื่อว่า “ยุคทองที่ 3 ของฮิปฮอป” ออกไป แต่จะน็อกได้หรือไม่คงต้องให้ผลงานเป็นตัวตัดสินในภายหลัง


คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้กระแสฮิปฮอปกลับมาอีกครั้ง

ผมว่ากระแสเพลงของโลกก็หมุนวนกันไปอยู่อย่างนี้แหละครับ เหมือนทุกอย่างจะวนกลับมาอีกครั้งเมื่อผ่านเวลาไปสัก 10 ปี อย่างปี 1995 ก็ถือเป็นยุคทองยุคแรกของวงการฮิปฮอป ก่อนจะกลับมาสู่ยุคทองอีกครั้งเมื่อปี 2005 และยุคทองครั้งที่ 3 ก็คือช่วงเวลานี้ไงครับ คล้ายๆ กับแฟชั่นเลยว่าไหม ลองดูเสื้อผ้าที่ใส่กันอยู่ทุกวันนี้สิ เหมือนจะถูกดีไซน์ขึ้นมาใหม่เลยใช่ไหม แต่ลองกลับไปดูหน้าปกอัลบั้มของจอห์นนี่กับหลุยส์ดูสิ แทบจะเหมือนกันกับตอนนี้เลยนะ กระแสดนตรีกับแฟชั่นมันไม่มีอะไรใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันก็วนลูปกันอยู่อย่างนี้ ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกผสมด้วยอะไรเท่านั้นเอง


หมายความว่าถ้ายืนหยัดบนเส้นทางศิลปินที่เชื่อมั่นต่อไป วันหนึ่งโอกาสสำเร็จจะกลับมาอีกครั้งใช่ไหม

เรื่องนี้ไม่มั่นใจเหมือนกัน เพราะไม่มีอะไรยืนยันว่าถ้าคุณยังทำอยู่จะประสบความสำเร็จไหม อย่างในเคสของผมที่ยังทำอยู่ก็เพราะใจรัก ไม่ได้ฝืนทำเพื่อไม่ให้ตัวเองกระแสหายไป ผมขอแค่ทำแล้วมีความสุขก็พอแล้ว ส่วนสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นให้ถือเป็นโบนัส อย่าไปคาดหวังว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น อย่างในรายการ The Rapper ผมมีโอกาสได้เจอกับคนที่เคยแข่งกันสมัยผมอยู่ ม.4 ซึ่งเขาบอกกับผมว่าไม่เคยทิ้งการแร็ปเลย แม้ว่าจะเป็นการแร็ปที่ไม่ได้เงิน ไม่ได้โด่งดัง แต่เขาก็เลือกจะทำต่อไปเพราะใจรักและมองเป็นงานศิลปะผมโคตรนับถือคนเหล่านี้มากเลยครับ


ไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องประสบความสำเร็จเหรอ

ความจริงอยากให้มันประสบความสำเร็จอยู่แล้วครับ เป็นเรื่องธรรมดาของคนทำเพลงอยู่แล้ว แต่หมายถึงอย่าไปทำอะไรที่มันฝืนจนเกินไป ยกเว้นกรณีที่คุณสังกัดค่าย คุณก็อาจจะต้องทำอะไรตามกระแสบ้างเป็นครั้งคราว แต่ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้อยู่ค่าย Thaitanium Entertainment ซึ่งมีโปรดิวเซอร์ที่ดี รู้ว่าเราถนัดแบบไหนและรู้ว่าเรายังสามารถทำอะไรได้อีก เพราะบางอย่างถ้าให้เราทำเองคนเดียวล้วนๆ ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำสิ่งที่ไม่ใช่สไตล์ของเราไปทำไม


เคยสำรวจการแร็ปของตัวเองบ้างไหมว่ามีทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากน้อยแค่ไหน

ถ้ามองย้อนกลับไปวันแรกที่เริ่มเขียนเพลงเองตอน ม.3 จนถึงตอนที่ใกล้จะ 30 ปีแล้ว ยังไงทัศนคติก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว บางครั้งเวลาย้อนกลับไปอ่านเนื้อเพลงที่เขียนเอาไว้สมัยก่อน ก็รู้สึกว่าทำไมตอนเด็กเรามีความคิดดีจังวะ ดีกว่าตอนนี้เยอะเลย (หัวเราะ)


ไม่ใช่ว่ายิ่งโตความคิดยิ่งลุ่มลึกขึ้นเหรอ

ในกรณีของผมคิดว่าสมัยเป็นเด็กความคิดของเรามันบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความฝัน ไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเลย สิ่งที่ทำมันออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ทั้งนั้นเลย แต่เมื่อเราโตขึ้น องค์ประกอบ
ในชีวิตก็เพิ่มขึ้น เราต้องแคร์คนนั้นด้วย ต้องใส่ใจคนนี้ด้วย การทำเพลงแต่ละครั้งจึงต้องคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ตลอด


ความสุขในการทำเพลงน้อยลงไหม เมื่อเทียบกับสมัยที่ยังเป็นเด็ก

ผมว่าไม่ได้มีความสุขน้อยลงหรอกครับ ผมคิดว่าตัวเองยังมีความสุขเหมือนเดิมนะ แต่วิธีคิดและวิธีทำเพลงต่างออกไปเท่านั้น จากเมื่อก่อนแค่ได้ทำเพลงและได้เล่าความฝันผ่านเพลงก็มีความสุขแล้ว แต่เมื่อเราโตขึ้นและอยู่ในวงการมานาน เราจำเป็นต้องสนใจผลลัพธ์ของมันด้วย ตอนนี้เราอยากให้มีคนเข้ามาฟังเพลงสักล้านวิวอะไรแบบนี้ เพราะเบื้องหลังเราไม่มีแค่เราคนเดียวอีกแล้วไง ไม่ให้คำนึงถึงผลลัพธ์คงเป็นไปไม่ได้ ยุคนี้เป็นยุคที่อยู่ได้ด้วยตัวเลข เป็นยุคที่แข่งขันกันด้วยตัวเลข

แค่ล้านวิวนี่ถือว่าไม่เยอะเลยนะ

เรารู้ดีอยู่แล้วว่าเพลงเราไม่มีทางไปถึงร้อยล้านวิวแน่ๆ แค่เพลง “ดอกไม้” ที่ฟีเจอริ่งกับพี่ตู่ (ภพธร สุนทรญาณกิจ) ได้มา 4 ล้านวิวก็ดีใจแล้วครับ แต่ยอดวิวประมาณ 3.5 ล้านเป็นของพี่ตู่ล้วนๆ เลยครับ (หัวเราะ) ของผมคงประมาณแค่ 5 แสนเท่านั้น อันนี้ไม่ได้ถ่อมตัวด้วยนะ เพราะเวลาทำเพลงผมชอบตามใจตัวเองเป็นหลัก ผลงานที่ออกมาเลยไม่ค่อยแมสสักเท่าไร อย่างเพลง Save His Life เป็นเพลงที่ผมชอบและมีความหมายดีมาก แล้วคิดว่าน่าจะต้องดังแน่ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่ดังเลย ต่างจากเพลง “ไหวอะเปล่า” ที่ส่วนตัวไม่ค่อยชอบสักเท่าไร แต่ต้องทำเพลงที่พี่ขัน (ขันเงิน เนื้อนวล) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้ตอนนั้น บอกว่าต้องทำเพลงแนวนี้บ้าง ก็กลับกลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดไปซะอย่างนั้น จำได้ว่าครั้งหนึ่งมีคนมาชวนผมไปฟีเจอริ่งด้วยแบบเพลงทำเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่ท่อนแร็ปให้ผมไปร้องเท่านั้น แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยชอบสักเท่าไร เลยปฏิเสธเขาไป แต่ปรากฏว่าหลังจากเขาปล่อยเพลงนั้นไปแป๊บเดียวขึ้นร้อยล้านวิว (ยิ้ม)


เสียดายไหม

ถ้าผมรู้ว่าเพลงนี้จะดัง ถึงไม่ชอบผมก็ทำนะ (หัวเราะ) ซึ่งตอนเราเจอเขาก็บอกกับเขาไปตรงๆ แบบนี้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาจะตลกกับเราไหม แต่ในใจเขาคงคิดว่า “หึ! บอกแล้วไงไอ้สัด” (หัวเราะ) จากเคสนี้คิดว่าน่าจะเป็นเพราะส่วนตัวผมมักจะชอบในสิ่งที่คนเขาไม่ชอบกันมั้งครับ ซึ่งเรื่องนี้พี่ๆ ใน Thaitanium Entertainment รู้กันหมดแล้วว่าเพลงไหนที่ทำออกมาแล้วผมไม่ชอบ เพลงนั้นดังแน่นอน (หัวเราะ) ผมเคยเอาเพลง “ทะลึ่ง” ของ Thaitanium ในอัลบั้ม Thailand Most Wanted ออกจากไอพอด เพราะผมไม่ชอบ ทั้งที่คนเขาชอบกันทั้งประเทศ จนเพื่อนผมบอกว่าถ้ามึงเขียนเพลงไหนออกมาแล้วไม่ชอบ ให้อัดเพลงนั้นไปเลย เพราะยังไงก็น่าจะดัง (หัวเราะ) ขนาดพี่ขันยังบอกกับผมว่าทุกคนเขารู้กันอยู่แล้วว่ามึงแร็ปเก่ง แต่ค่ายกูต้องการเพลงฮิตนะ

คิดว่าจะปรับปรุงเรื่องรสนิยมการทำเพลงไหม

คิดอยู่เหมือนกันครับ ก็พยายามหาข้อมูลและฟังเพลงเยอะๆ แต่ผมว่าสุดท้ายถ้าเขียนแล้วรู้สึกไม่ชอบ ยังไงก็คงไม่ชอบอยู่ดีนั่นแหละ ดูแล้วแก้ยากเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

เพลงหรือศิลปินจะดังขึ้นอยู่กับดวงด้วยไหม

ผมว่าเกี่ยวมากๆ เลยนะ แต่ไม่ใช่แค่ดวงอย่างเดียวหรอก ผมว่ามันขึ้นอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างเลยดีกว่า อย่างผมและวง Southside ถือเป็นวงที่ค่อนข้างโชคดีพอสมควร เพราะยังไม่เคยตกที่นั่งลำบากกับการทำงานเพลงเลยสักครั้ง แข่ง Battle MC ครั้งแรกก็ชนะ ทำ Mixed Tape ก็ขายออก ได้เป็นศิลปินวงแรกของค่าย Thaitanium Entertainment ที่ผ่านมาคือวินมาตลอด แต่ตอนนี้ที่เพิ่งออกมาทำอัลบั้มเองคนเดียว ก็ต้องมาดูกันสิว่าถ้าออกเดี่ยวๆ แล้วจะทำได้ดีสักแค่ไหน จะไปรอดหรือเปล่า เพราะตอนนี้เหมือนว่าเราต้องทำความรู้จักกับแฟนเพลงใหม่อีกครั้งว่าเราเป็นใคร หลายคนลืมไปแล้วว่า Southside ทำเพลงแบบไหน แฟนเพลงรุ่นใหม่ๆ บางคนไม่เคยฟังเพลงของเราหรือ Thaitanium เลยก็มี อย่าว่าแต่พวกเราเลยครับ สมัยนี้แค่ Silly Fools เคยมีนักร้องเป็นใครมาก่อน เด็กรุ่นนี้ก็ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำไป แต่มองในแง่ดีก็เท่ากับว่าเรามีโอกาสได้นำเสนอตัวตนใหม่ให้กับตัวเองไปได้ด้วยครับ

แต่คุณก็น่าจะมีฐานแฟนเพลงเดิมอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่ต้องพิสูจน์ตัวเองสักเท่าไรนะ

ผมเคยคิดอย่างนั้นครับ แต่ยุคนี้ศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะยุคทองของฮิปฮอปแบบนี้ด้วย ทำให้คุณสามารถหาเพลงฮิปฮอปดีๆ จากศิลปินมากมายได้ในยูทูบ แฟนเพลงกลุ่มเดิมๆ ของผมก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาฟังเพลงผมอีกแล้วก็ได้ ผมมองว่าในยุคยูทูบแบบนี้โอกาสของทุกคนเท่าเทียมกันครับ ใครทำเพลงดีๆ ออกมาได้และพรีเซ็นต์ตัวเองเก่งๆ ก็สามารถดังได้แล้ว เรียกว่าอยู่บ้านไม่ต้องมีค่ายก็สามารถหาเงินและปล่อยเพลง
ออกมาได้เหมือนกัน


ในฐานะโค้ชรายการ The Rapper มองอนาคตวงการเพลงฮิปฮอปยุคทองไว้ยังไง

ผมว่าวงการฮิปฮอปยังไปได้อีกไกลเลยครับ เพราะการทำรายการ The Rapper ทำให้ผมเห็นว่ามีคนเก่งๆ เยอะมาก ขนาดเด็กอายุ 13-14 ปี ยังเก่งกว่าผมสมัยอายุเท่ากันเลยนะครับ แค่เพิ่มเรื่องลุคและแอ็กชั่นบนเวทีเข้าไปให้มีเอกลักษณ์ก็โอเคแล้วครับ เรื่องการแร็ปแทบไม่ต้องห่วงเลย เก่งกันทุกคนอยู่แล้ว ขอแค่ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ทิ้งไปซะก่อนก็พอแล้ว ผมพูดตามตรงเลยนะครับว่าดีใจแทนพี่โจ้ (โจอี้ บอย) กับพี่ขันจริงๆ ที่วงการฮิปฮอปในเมืองไทยเติบโตได้ขนาดนี้ และผมคิดว่ายังจะเติบโตต่อไปได้มากกว่านี้อีก เพราะตอนนี้ยังเป็นแค่ก้าวแรกของยุคทองเท่านั้นเอง