AS BRIGHT AS THE DARKNESS - ริค วชิรปิลันธิ์ โชคเจริญรัตน์

22.08.18 923 views

ภาพ: สรรพัชญ์ วัฒนสิงห์


ก่อนที่ The DEVI of DARKNESS คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ ริค-วชิรปิลันธิ์ โชคเจริญรัตน์ จะเกิดขึ้น HAMBURGER ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ริค และบทเพลงในประเภทของเพลงทางเลือกที่มอบมากกว่าความบันเทิง แต่เต็มไปด้วยความเชื่อและจิตวิญญาณของเธอ และถ้าคุณคือวัยรุ่นยุค 90s ตอนปลายจนถึงยุค 2000 ที่หลงใหลสไตล์อันแตกต่างของ ริค เป็นอย่างดีอยู่แล้วพวกเราจะได้ไปปลดปล่อยโสตสัมผัสไปพร้อมเสียงร้องที่แผดซ่าออกมาอย่างไม่ปราณีของผู้หญิงผู้ซื่อสัตย์ในสิ่งที่ตัวเองรักที่สุดคนหนึ่งบนโลกบูดเบี้ยวใบนี้


ปฐม, เทวี, นางเศียรขาด, สังวาส, เมืองต้องทัณฑ์, คืนร้อยมาร, ติชิลา, คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ นี่เป็นเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้นที่ทำให้คนทั้งชื่นชอบและหวาดกลัว แต่อะไรคือแก่นแท้ที่นำมาสู่บทเพลงเหล่านี้ได้ คงไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่าตัวเธอเอง


The DEVI of DARKNESS หรือเดวีแห่งอนธการ

มันอาจเป็นชื่อที่ไม่ถูกไวยากรณ์ แต่ไม่สำคัญหรอก เพราะคนญี่ปุ่นยังไม่สนใจหลักการภาษาอังกฤษเลยเลย (หัวเราะ) ที่เป็นชื่อนี้คือ...เรารู้ว่าเมืองไทยสนใจและให้คุณค่านักร้องผู้หญิงเสียงมีพลังให้เป็นดิว่าทั้งหมด ทีนี้เราไม่ได้อยู่ในฟากฝั่งนั้น เราเป็น เดวีดีกว่า มีคนเดียว ปัจเจกไปเลย ส่วน ‘Darkness’ เราไม่ได้คิดว่ามันต้องเป็นด้านมืดหรือด้านสว่างหรอก มนุษย์ทุกคน รวมทั้งตัวเราเองย่อมมี 2 ด้าน แต่คนรอบตัวเราหรือคนที่เคยเห็นเรามักตั้งคำนี้ขึ้นมาเพื่อเรียกเรา เขาเห็น เขาคิด เขาเห็นเสื้อผ้าที่เราใส่ เขาฟังเพลงเรา และอาจทำให้เขาเข้าใจว่าเราต้องเป็นแบบนั้น เราผูกพันกับสิ่งนี้และรู้สึกว่า Darkness มันเชื่อมโยงกับความตายได้หลายด้าน ความจริงแล้วถ้าไม่มีความมืดก็ไม่เห็นความสว่างที่แท้ และก็ไม่สามารถเห็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าหากเราอยู่ในที่สว่าง แบบที่สว่างมาก ไม่มีความมืดเลย สุดท้ายเราก็แสบตาและมองไม่เห็นอะไรในที่สว่างมาก เราคิดเรื่องเหล่านี้ให้เป็นชื่อคอนเสิร์ต พี่สุกี้  (กมล สุโกศล แคลปป์) ก็เลยซื้อชื่อนี้เลย


กว่าจะมีคอนเสิร์ตครั้งนี้

เราตั้งใจจะทำคอนเสิร์ตมานานมากแล้ว แต่เราไม่ใช่คนดังที่อยู่ในกระแสโลก มันต้องใช้เวลามากหน่อยกว่าจะขายไอเดียผ่าน เราเสนอไอเดียกับพี่สุกี้หลายรอบมาก เพราะเรารู้ว่าคนนี้เข้าใจงานเรา และเขาเชื่อในตัวเรา รวมทั้งเขาไม่ได้มีเงื่อนไขของสังคมอย่างเรื่องว่าต้องดังก่อนถึงจะมีคอนเสิร์ตได้มาเป็นตัวตั้ง พี่สุกี้รู้จักเรามาตั้งแต่ ปฐม อัลบั้มแรกของเรา ตั้งแต่ตอนที่ทำเพลงอยู่กับค่ายเบเกอรี่ มิวสิก เมื่อเราขายไปเดีย เขาก็ให้กลับไปทำสคริปต์ วางคอนเซ็ปต์ เหมือนทำอัลบั้มเพลงเลย แค่เปลี่ยนเป็นคอนเสิร์ต และมันหลายครั้งมากๆ กว่าพี่สุกี้จะยอม ซึ่งมันน่าจะมาจาก Performing Art เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นงานอีโรติกจากหนังสือที่เราเขียนเรื่อง เสียงครางของวีนัส ที่นำเฉพาะสภาวะของ ติชิลาที่เกิดในเรื่องมาทำการแสดงเท่านั้นเอง เราทำงานกับหลายคนมาก เช่น สุหฤทธิ์ สยามวาลา, ป๊อด ธนชัย (Moderndog) และ พัด ชนุดม (CHANUDOM) และอีกหลายๆ คนที่ไม่มีผู้หญิงเลย ติชิลาของเราไม่มีเพศ...เราขี้เกียจดูแลผู้หญิง มันต้องมาดูแลจิตใจกัน มันเหนื่อย (ยิ้ม) พี่สุกี้ไปดูโชว์นี้ด้วย คิดว่าเขาคงเห็นอะไรหลายอย่างจากโชว์นี้ ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยไปดู Performing Art เรื่องรามเกียรติ์ เราเล่นกับน้อย-กฤษฎา (PRU) เรารู้ตัวแล้วว่าเราชอบโชว์แบบนี้ เราสนุกกับการโชว์ เราจะทำอะไรแบบนี้แหละแต่ขยายสู่การเป็นคอนเสิร์ต จนพี่สุกี้ตกลง


หรือศิลปินยุคเดียวกับริค ต่างก็จัดคอนเสิร์ตรียูเนี่ยนกันคึกคัก

ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ความนิยม เราไม่ได้หากินแบบนี้ เรารู้ว่าเราไม่ได้ขาย มันเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็น ดังนั้นแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย เราทำเพราะอยากทำ แต่ปัจจัยเรามากมายกว่าจะมีวันนี้ กว่าจะได้มีคอนเสิร์ต


ไม่ต้องการผลตอบแทนเหรอ

ไม่ๆ...ทุกคนต้องการผลตอบแทน แต่ผลตอบแทนที่เราต้องการอาจไม่เหมือนผลตอบแทนแบบที่คนอื่นต้องการก็เท่านั้น


ที่ผ่านมาคุณทำมาหากินด้วยอะไร

จริงๆ จะเรียกว่าหายไปก็ไม่เชิง จะอยู่ให้เห็นก็ไม่ใช่ (ยิ้ม) เพราะเราไม่เคยวางตัวเองในฐานะนักดนตรีหรือคนที่อยู่ในวงการ ฉันก็ทำงานของฉัน ไม่ได้เอาตัวเองไปอยู่กับคนในวงการ ไม่ได้ออกไปอยู่กลางแสงไฟ ไม่ได้เจอเพื่อนฝูง ทั้งชีวิตอยู่มาได้ด้วยจากการทำงานหลายอย่างมาตลอด อย่างตอนนี้ที่ทำคอนเสิร์ตเราก็จะมีเงินก้อนหนึ่งที่ได้มาเพื่อใช้ในการทำคอนเสิร์ต ทำอัลบั้ม เราต้องจัดการมันเอง นอกจากนี้เราก็มีพวกงานสปอตโฆษณา ร้องเพลงหนัง เพลงโฆษณา เพลงประกอบละคร แต่คนไม่ค่อยรู้เองว่าเป็นเพลงที่เราร้อง อย่างเพลงประกอบละครเรื่องทายาทอสูร หรือห้องหุ่นก็เป็นเพลงที่เราร้อง เราเขียนหนังสือ เราอ่านหนังสือธรรมะด้วย (อ่านหนังสือธรรมะ? เราทวนคำซ้ำ) เราอ่านลงในซีดีว่าด้วยเรื่องกรณีธรรมกาย 400 กว่าหน้า ส่วนใหญ่งานที่เราทำก็แนวนี้ทั้งนั้นเลยวุ่ยวายอยู่กับผีหรือไม่ก็พระ (หัวเราะ) นอกจากนี้เรามีเขียนรูปขายด้วย ช่วงปี 2015 เราได้เงินจากการขายรูปตลอดทั้งปี      


ขายที่ไหน อย่างไร

วิธีขายของเราตลกมาก คนมาซื้อคือคนที่ชอบงานเรา เขารู้สไตล์ภาพที่เราเขียน เรามีขนาดและราคากำหนดไว้ แต่เขาสั่งให้เราเขียนไม่ได้นะ แล้วแต่เราเท่านั้น (หัวเราะ)


ลูกค้าของริคเหมือนคนเสี่ยงโชค

ไม่ใช่เสี่ยงโชค แต่เขาจะลุ้นมากกว่า มันแฟร์ต่อทั้งเขาและเราออกนะ เพราะเขามาหาเราเนี่ยต้องรู้อยู่แล้วว่างานเราเป็นแบบไหน งานเราโมโนโทน อย่ามาหวังจะเอาสีสันจากงานเรา ส่วนการตีโจทย์ถึงภาพที่จะวาดให้ เราดูแล้วว่าลูกค้าคนนี้เหมาะกับอะไร จะเขียนยังไงให้เขา และคนที่ได้งานเราไปก็แฮปปี้กันหมดนะ


เคยร้องเพลงในงานแฟชั่นโชว์ด้วยใช่ไหม

ใช่ค่ะ เป็นแฟชั่นโชว์แบรนด์ SIRIVANNAVARI และ S’HOMME ของพระองค์หญิง (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) เมื่อปีที่แล้วในคอลเล็กชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2017ตอนนั้นงงมาก เพราะคุณผู้จัดการของวง RSBO (Royal Bangkok Symphony Orchestra) โทรมาหาเราโดยไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย จนรายละเอียดต่างๆ ค่อยๆ ตามมา จนได้รู้ว่าเราจะได้ไปร้องเพลงงานนี้ คนที่เลือกเราคือพระสหายของพระองค์หญิง เป็นการเลือกให้เหมาะกับโชว์ที่จะต้องมีความเป็นแองเจิลและเดวิล โชว์ต้องการใครที่จะเป็นปิศาจ เป็นนางมารได้ พระสหายก็เสนอไปหลายคน และสุดท้ายเราได้รับเลือก เราก็ไปร้องนะ โชคดีสังคมสมัยที่เรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ทำให้เราเรียนรู้การอยู่อย่างมีมารยาทและกาลเทศะกับผู้ใหญ่ เราไม่ได้จุกจิก เราทำงานของเรา


ตื่นเต้นไหมการได้เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นโชว์ SIRIVANNAVARI และ S’HOMME พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เมื่อปีที่แล้วในคอลเล็กชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2017

เราไม่ตื่นเต้นนะ แต่เราภูมิใจและดีใจมาก เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูง เพราะการที่ท่านทรงเลือกเราก็แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยก็พระองค์ยังทรงเห็นคุณค่างานของเรา ท่านทำให้เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คือรางวัลชีวิต รางวัลแห่งการอดทนต่อสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต สิ่งที่เราเชื่อ ที่เรารัก และความซื่อสัตย์ต่อตัวเองโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง วันหนึ่งสิ่งที่เราทำมามันเห็นผลแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาเส้นทางที่เราเดินมันไม่ได้โรยได้กลีบกุหลาบ แถมเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เราก็ภูมิใจที่เราเดินมาได้ เรากล้าเดิน คนอื่นอาจจะโดนปาหินใส่ไปแล้วมั้ง แต่เราไม่กลัว อืม...ถ้าปาหินใส่ก็ปากลับ (หัวเราะ)


ในทุกยุคที่ผ่านมาจะต้องมีดนตรีที่ขายได้ หรือภาพลักษณ์ของศิลปินที่คนอยากเข้าหา ไม่เคยคิดจะลองเปลี่ยนตัวเองจริงๆ เหรอ

ไม่ค่ะ เราอยู่ของเราแบบนี้ อ้อ แต่เคยมีคนพูดนะ มี โต Silly Fool กับ โจ้  Pause มาพูดกับเราทำนองว่าทำไมมึงไม่ลองยิ้มให้ทุกคนเห็นเหมือนที่กูเห็นมึงยิ้ม ทำไม่ร้องเพลงเพราะๆ ให้คนอื่นฟังเหมือนที่ร้องให้พวกกูฟังบ้าง เพลงแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้นหน่อย แบบที่เป็นมาตรฐานที่คนอื่นฟังได้ เราไม่ได้ว่าคนฟังนะ ทุกคนมีโอกาสฟังเพลงตามที่สื่อเสนอ เพียงแค่ว่าสมัยก่อนไม่เปิดกว้างเท่าไร ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดกว้างไปมากกว่าเดิม ยุคนี้กลายเป็นว่าคนฟังตามกันเวลาที่ใครสักคนมาบอกว่าเพลงนี้ดี สุดท้ายก็ไม่หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ หลายอย่างเหมือนเดิม ยังมีเหตุการณ์เช่น เขาบอกว่าคนนี้น่ากลัว ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันยังไม่เคยฟังเพลงเราก็กลัวกันแล้ว ถามว่าไปทำอะไรให้หรือยัง ก็ยังไม่ได้ทำ ถ้าเกิดฟังเพลง...แน่นอนว่าอัลบั้มแรก (ปฐม) ริคเลือกคอร์ดที่มันหม่นมาก เรายอมรับได้อยู่แล้วว่าคนฟังเพลงเราก็ต้องรู้สึกกับเราอย่างนั้นนั่นแหละ ถูกแล้ว แสดงว่าตรงโจทย์ เราไม่รู้สึกผิด พอคนฟังแล้วรู้สึกแบบนั้น เขาก็เชื่อว่าเราเป็นแบบนั้นไป ซึ่งจริงๆ เรามีมากกว่านั้น แค่เราไม่ได้นำเสนอมันออกมา แสงไม่ได้ตกกระทบเราทุกมุม ไม่ได้สาดมาเห็นถึงข้างหลัง เขาเห็นแค่ด้านหน้า เพื่อนเราจะบอกว่าเหมือนเราดูโหดร้ายแต่เราใจดี ซึ่งเราก็บอกว่ามันดีไม่ใช่เหรอ ดีกว่าทำตัวดีแต่ข้างในโหดร้าย เราอยากดีเราก็ดี เราอยากช่วยใครเราก็จะช่วยแต่ถ้าเรารู้สึกว่าไม่อยากทำ ไม่อยากช่วยก็ไม่อยากนะ สุดท้ายมันวนกลับมาที่จุดเดิม เรื่องของความซื่อสัตย์ต่อทั้งตัวเราและความรู้สึกของตัวเอง


การกลับมาครั้งนี้ มีแต่เพลงเก่าเหรอ

ทำเพลงใหม่ด้วยค่ะ ทำเป็นอัลบั้มเลย ซึ่งเราทำเอง ยังคงอยู่กับสังกัดหัวลำโพงริดดิม ซึ่งมีความอิสระมาก แต่เราคงไม่ได้มีช่องทางที่จะโปรโมตอัลบั้มใหม่ของเราง่ายๆ ก็ต้องโอกาสนี้เท่านั้นแหละ ที่จะโปรโมตอัลบั้มไปพร้อมกับคอนเสิร์ตที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าคอนเสิร์ตนี้จะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายของเรา ก็ไม่ได้แปลว่าริคจะไม่ทำเพลงต่อ


ทำไมถึงบอกว่ามันคือครั้งสุดท้าย

เราไม่ได้ดัง ใครจะมาจ่ายเงินให้เราทำอีก (หัวเราะ)


แสดงว่าไม่มีการคาดหวังเลยว่าจะมีอะไรกลับมาบ้าง

ไม่ได้คิดแบบนั้น ไม่คาดหวังอะไรกับที่นี่อยู่แล้ว ได้ทำนี่ก็ถือว่าดีแล้ว ดังนั้นเราจะทำครั้งนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่เราเก็บประมวลมาในหลายปีที่ผ่านมา ในอายุเท่านี้ มันถึงจังหวะเวลา บางทีเราต้องเชื่อเรื่องจังหวะเวลาของชีวิตคนเรา ถ้าในอนาคตก็ยังไม่ทำอยู่ดีแหละ แต่ถ้าสตางค์มาก็เอา เราว่าอยากให้มีสตางค์ที่มาพร้อมกับการที่ไม่ได้มองเรื่องการตลาดมากไป เพราะเราอยากให้สิ่งสวยงามเกิดขึ้น สิ่งสวยงามที่ไม่ได้มีแค่ความสว่างเท่านั้น อยากให้มีใครสักคนกล้าสนับสนุนอะไรแบบนี้เหมือนกัน เพื่อจะได้ทำงานด้านอื่นๆ ออกไปให้มากกว่านี้อีก


ยังคงเป็นแนวเพลงสไตล์เดิมเหรอ

ทั้ง 5 อัลบั้มที่ผ่านมาไม่เคยมีอัลบั้มไหนเป็นสไตล์เดิมเลยสักอัน ทุกอัลบั้มแตกต่างกันหมด เพราะว่าการทำเพลงแต่ละอัลบั้มคือการท้าทายตัวเอง ถ้าเราทำเหมือนอัลบั้มแรกทุกชุด ก็เหมือนเราย่ำอยู่กับที่ เราเป็นคนขี้เบื่อ เราทำสิ่งหนึ่งจบแล้ว เราทำอีกสิ่งต่อ สิ่งเหล่านั้นมาจากความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แรงบันดาลใจมาจากสิ่งหนึ่ง เราก็ทำ วันไหนที่เราเขียนเรื่องความตาย การเตรียมตัวตายเมื่อไรก็คือจุดของการเลิกทำแล้ว


เพลงของริคดูเหมือนจะหมกมุ่นแต่เรื่องที่คนทั่วไปไม่กล้าเฉียดใกล้ หรือไม่กล้าจะพูดความจริง ทั้งเรื่องการเกิด-การตาย ความรัก เซ็กซ์และศาสนา อะไรที่ทำให้จดจ่อกับสิ่งเหล่านี้ได้มากมาย

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราแค่หยิบธรรมชาติมาเล่าเฉยๆ มนุษย์น่ะมีความเชื่อว่าเราจะเป็นที่รัก และอยากถูกรักมากกว่าจะรู้สึกว่าเรารักใคร เราแค่หยิบเรื่องธรรมชาตินี้ขึ้นมาพูด ในขณะที่ผู้คนต่างก็อยากพ้นทุกข์ แต่กลับสะเหล่อวิ่งหาความทุกข์ ทั้งที่อยากมีความสุขแต่กลับทำลายความสุขของตัวเอง เราว่ามันคือ 2 ด้าน มันคือทวิลักษณ์ ทุกคนมีทวิลักษณ์นี้อยู่กับตัวเองแต่ลืมเลือนว่าเรามีมันอยู่ เราเลยสนใจแค่ด้านเดียวเสมอ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่เราพูดถึง ไม่ว่าจะเรื่องศาสนา เซ็กซ์ หรือการเกิดและตายเนี่ย มันก็ขั้วตรงข้ามกันนะ


 ใครจะมาบอกว่าศาสนาปฏิเสธเรื่องเซ็กซ์ ไม่ใช่เลยนะ อันนี้เราไม่ได้มีเจตนาพูดให้มันล่อแหลม แต่ละคนมีการตีความในแบบของตัวเอง ใช้ชีวิตกันมาถึงจุดหนึ่งมันได้คุยกับตัวเองบ่อยๆ ดังนั้นเราตอบตัวเองแบบนี้นะ ศาสนาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเซ็กซ์ ยิ่งศาสนาพุทธที่มีความเชื่อเรื่องชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้นเราต้องมีเซ็กซ์อยู่เพื่อให้มีการสืบสายเลือด สืบความเป็นมุนษย์ เพื่อให้วิญญาณมาเกิด


ไม่อย่างนั้นมนุษย์จะมาเกิดได้อย่างไร นี่คือแนวคิดแบบริค ดังนั้นเซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่พูดไม่ได้ เราว่าถ้าเรามองแต่ว่ามันคือเรื่องของกามารมณ์ ราคะ หรือเป็นสิ่งที่แย่ มันก็จะเป็นสิ่งที่แย่ แต่ความจริงมันสร้างสิ่งที่ดีได้ด้วย เช่นการให้กำเนิดมนุษย์ การที่เราจะเกิดมาบนโลกมนุษย์มันเป็นสิ่งที่ยากมากเลย เรามองเห็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรืออาจจะไม่ต้องใช้คำว่าศาสนาก็ได้บางคนอาจจะไม่ชอบให้นำคำนี้มาใช้ เราใช้คำว่าการมองเห็นธรรมชาติในตัวเองก็ได้ ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าการเกิดมันเป็นเรื่องสำคัญ คนทั่วไปยินดีกับการเกิด แต่คนกลัวเรื่องความตาย ทั้งที่จริงมันคืออีกด้านของกันและกันนั่นแหละ ตายไปจากร่างนี้เพื่อที่จะไปเกิด


แนวคิดแบบวัชรยานใช่ไหม

ดีใจจังที่มีคนพูด เพราะเราไม่อยากพูดเองเท่าไหร่


ทำไมต้องเลือกศาสนาพุทธในแนวคิดดังกล่าว มีอะไรที่ตอบโจทย์คุณมากกว่านิกายอื่นๆ หรืออย่างไร

เราโตมาในบ้านที่สมาชิกในครอบครัวนับถือพุทธหลากหลายนิกายเลยนะ อาม่านับถือนิกายมหายาน อาเป็นเถรวาท มีหมด (ยิ้ม) เลยไม่รู้สึกว่ามันมีความเหลื่อมล้ำ แตกต่าง หรือต้องเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่ากัน และเราไม่ได้คิดว่าตรงนี้ที่เรานับถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดขนาดนที่ว่าเราอยู่เหนือคนอื่น ไม่ใช่ๆ เราแค่เลือก เราสั่งสมมาเรื่อยๆ


คนจำนวนไม่น้อยมองว่าการเอาศาสนามาใส่ไว้ในความบันเทิง เช่นในเพลง เป็นเรื่องไม่เหมาะสม

ความจริงแล้วในอดีตเรามีการนำบทสวดมนต์มาใส่ทำนอง ทำดนตรีใส่ ทำไมไม่มีใครบ่นเรื่องนี้ ความจริงบางบทน่ากลัวว่าเพลงเราอีกนะ ตอนเด็กเราฟังยังรู้สึกว่าน่ากลัวชิบเลย ดนตรีข้างหลังบทสวดน่ากลัวและวังเวงมาก (หัวเราะ) มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าศาสนาเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก น่ากลัวมาก ไม่น่าอยู่ใกล้ หรือบางทีก็ทำให้มองว่าศาสนาเป็นเรื่องสูงส่งเกินไป ซึ่งความจริงแล้วศาสนาไม่ใช่เรื่องสูงส่ง การที่เราอยากหลุดพ้นไม่ได้แปลว่าเราอยากสูงส่ง เราไม่ควรคิดแบบนั้น


การนำดนตรีมาสร้างเป็นเพลงเนี่ยมันเป็นความธรรมดามากเลย สมมติว่าศาสนาอื่นๆ เช่นฮินดู เขาก็มีเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเขา คริสต์เองก็มี อย่างเราเคยเรียนโรงเรียนคริสต์มาก่อน เราก็ร้องเพลงในโบสถ์ เนื้อเพลงมีการสรรเสริญพระเจ้า ดนตรีและทำนองต่างๆ สามารถนำมาใช้บำบัดได้ตั้งหลายอย่าง ทำไมล่ะกับการที่เราเอาเสียงเพลงมาใส่เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เหรอ บ้านเรามองว่าศาสนาเป็นสิ่งสูงส่ง ที่ไม่ควรเอาดนตรีมาใส่ เราว่าควรคิดให้ซับซ้อนกว่านี้ บ้างเรามองว่าดนตรีเป็นความบันเทิงเท่านั้น พอมีเรื่องของศาสนาเข้าไปก็เลยไม่ได้ ห้ามนำไปรวมกับสื่อบันเทิง ช่วงหลังๆ มานี้ถูกตรวจสอบหมดเลย ตรวจสอบว่าไม่เหมือนในพระไตรปิฎก ทั้งที่ไม่มีใครเคยอ่านพระไตรปิฎกของจริงกันเลย เราว่าถ้าเราทำแล้วสื่อออกมาเป็นเนื้อหาที่คนทั่วโลกรู้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีข้อจำกัดมาก ไม่ต้องยึดติดขนาดนั้น ทั้งที่ศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่พูดถึงการคลายห่างจากการยึดติด แต่เรากลับยึดติด เนี่ย...เราว่ามันเป็นอะไรที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ไม่ใช่แค่อ่านจากหนังสือแล้วบอกว่าต้องทำตามนี้ถึงจะเป็นพุทธ


จริงๆ แล้วเราเคยผ่านมา 3-4 ศาสนา เคยเข้าไปลองอ่าน ลองเรียนรู้ ศาสนาอื่นๆ ไม่เคยต่อต้านศาสนาอื่นๆ เราถามเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย เขาแนะนำให้เรารู้จักวิธีการปฏิบัติตามรูปแบบศาสนาของเขา เราอ่านหลักการเบื้องต้น เราพอมีความรู้ประมาณหนึ่ง เมื่อเราไม่มีกำแพงเรื่องการนับถือศาสนาเราจะมองว่าทุกอันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะนับถืออะไร อย่าคิดว่าสิ่งที่เรานับถืออยู่คือสิ่งสูงส่ง  อย่าเรียนรู้เพื่อให้ตัวสูงกว่าคนอื่น นอกจากนี้เราว่าอย่าเอาแต่อ่านหรือศึกษาจากอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว มันมีทั้งจริงและไม่จริง ศึกษาและอ่านให้หลากหลาย ที่สำคัญต้องใช้สติพิจารณาไปพร้อมกัน


ข้อมูลที่นิยามความเป็นริคตามโลกโซเชียลฯ บอกว่าคุณนับถือเจ้าแม่กาลี

พูดกันตามยุคปัจจุบันดีกว่า ตอนนี้อย่ามองเห็นแค่ภาพพระมหากาลี ที่ทุกคนเรียกเจ้าแม่ๆ จะนึกถึงผ้าสีๆ ผูกตามเสา เราตัดเรื่องนี้ทิ้งไปนะ ตอนนี้เราไม่มีภาพเหล่านั้นแล้ว เหลือแต่สิ่งที่อยู่ข้างใน เป็นพลังงานบริสุทธิ์ เราว่าเป็นเรื่องที่ผูกโยงกันไว้หลากหลายทั้งจริต นิสัย ถ้าเรามองเทพหรือเทวีองค์ไหนของโลกใบนี้เป็นพระมารดาเหมือนกันทั้งหมด แล้วเรารู้สึกว่าผูกพันกับใคร เราจะรู้สึกถึงการนับถือพระองค์นั้น มากกว่าการเข้าใจไปตามตำนานเล่าขาน อย่างคนที่ติดตำนานว่าพระมหากาลีน่ากลัว ดุร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ติดภาพผิวเผินนั้น


หมายความว่าอีกภาคที่เป็นพระมหาอุมาเทวี

จะเป็นภาคไหนก็ตามแต่ มันคือเรื่องของสัญลักษณ์ แต่เราต้องรู้ว่าสุดท้ายแล้วแต่ละอย่างมันคือเรื่องของสองขั้ว สองด้าน ทำไมต้องมีทำลายล้าง ก็หมายถึงเรื่องการตาย ตายแล้วก็มีการสร้าง มีการเกิด ถ้าเราไม่ทำลายสิ่งที่ไม่ดีจิตใจเราก็ไม่เจอแสงสว่าง หลายคนติดภาพของพระมหากาลีว่าต้องฆ่า ต้องดื่มเลือด แลบลิ้น แต่นั่นเป็นแค่ตำนานความเชื่อ เรามองแค่เปลือก เป็นตำนานที่ถูกสร้างมาสำหรับคนระดับล่างในอินเดีย เพื่อเข้าถึงจับต้องง่ายกว่า คนจะได้เชื่อ เพราะในหลายๆ คน ถ้าให้เราเริ่มจากการบอกว่าสุดท้ายแล้วทุกสิ่งบนโลกคือความว่างเปล่า เขาจะเข้าใจไหม บางอย่างต้องสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจง่าย จะได้ปกครองคนได้ เราสามารถขยับตัวเองออกมาได้นี่ ไม่ว่าจะพุทธ วัชรยาน หรือฮินดูก็ตาม มีเรื่องสัญลักษณ์ให้เราได้ศึกษา สิ่งที่ถือไว้ในมือ ท่วงท่าต่างๆ ทุกอย่างมีความหมาย ทุกอย่างแทนสิ่งต่างๆ อาจเหมือนโหดร้าย แต่ก็ทำไปด้วยความเมตตาด้วย ไม่ใช่ความเคียดแค้นแต่อย่างใด เหมือนแม่ตีลูก หน้าตาแม่ดุมาก แต่ความจริงแม่แค่อยากให้ลูกเป็นคนดี มันเป็นลักษณะเดียวกัน


ริคก็มีลูกเช่นกันใช่มั้ย

มี ถือว่าเป็นบ่วงของเรา (ยิ้ม)


การเลี้ยงลูกของริคเป็นอย่างไร

บางช่วงก็ดี บางช่วงก็ไม่ดี เราแค่พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ พยายามเติบโตพร้อมเขา เป็นเพื่อนเขา เราไม่ใช่แม่ที่เพอร์เฟ็กต์ เรายังชอบเล่นเกมอยู่เลย ทุกวันนี้ระดับมาสเตอร์แล้วนะ อะไรที่เราเองทำผิด เราต้องไม่อายที่จะขอโทษลูก อย่าคิดว่าเราโตมาก่อนเพียงอย่างเดียว บางเรื่องเราใช้คำว่าเราโตมาก่อน เราเตือนเพราะเราเป็นห่วง แต่บางเรื่องเราก็แกล้งโง่กับลูก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และปล่อยเขาไปบ้าง เราแค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ เราก็โตมาแบบนี้ แต่สังคมทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมบางทีเราใส่ใจเขามากเกินไป มันไม่เวิร์ก เราต้องหาจุดที่อยู่กึ่งกลาง นอกจากขอโทษลูกเป็น เราก็จำเป็นต้องใช้อำนาจบ้าง ลูกต้องเชื่อฟังแม่ในบางวาระ แล้วสักวันหนึ่งเราก็ต้องแยกกันอยู่ดี ช่วงนี้ก็อาจจะต้องเข้มงวดกับลูกบ้าง อาจจะขอให้ลูกต้องทำอย่างนี้ๆ ที่แม่ให้ทำไม่ได้มีความสุขขึ้นหรอก แต่แม่ก็อยากให้ลูกปลอดภัย บางครั้งชีวิตของเราไม่มีแบบแผนหรอก แต่ถ้าวันข้างหน้าชีวิตพวกหนูจะเกิดอะไรขึ้น หนูก็กลับมาหาแม่ได้เสมอ


มีคนบอกว่ริคคือเฟมินิสต์

ไม่เอา คำว่าเฟมินิสต์มันเชยนะ เรียกร้องความเท่าเทียม แต่เราไม่ได้เรียกร้องความเท่าเทียม เราเรียกร้องความเป็นคนรับใช้ เราโตมาในบ้านที่มีผู้หญิงเยอะ เราเห็นว่าพลังของผู้หญิงมีมากกว่า เรารับรู้ตั้งแต่จำความได้ว่าป้าของเราเป็นมือขวาของย่าต้องแบกน้องๆ วิ่งในช่วงสงคราม บ้านเราเป็นครอบครัวคนจีน หลายคนไม่ได้เรียนมาสูง แต่ทุกคนเข้มแข็ง เข้มแข็งโดยที่ไม่ต้องเรียกร้องให้ใครหรือผู้ชายมาดูแลเขา เขาอยู่ด้วยตัวเองได้ เป็นผู้หญิงที่มีพลัง เขาทำและไม่ต้องออกมาพูดอะไร แต่เราเห็นความเข้มแข็งที่เหนือกว่าผู้ชายนี้มาตลอด บวกกับที่เรานับถือความเป็นเดวี พลังเพศสตรีที่สูงส่ง เราเลยรู้สึกว่าทั้งโลกนี้มีพลังมากที่สุดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทุกที่มีเดวี จนบางครั้งเรารู้สึกว่าเดวีของทุกที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเดวีองค์เดียวกันหรือเปล่า แค่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน โดยแต่ละทีก็ปกครองแตกต่างกัน และแค่ยอมให้ผู้ชายปกครองเราอีกทีแค่นั้นเอง บางครั้งเราอาจจะยอมมากเกินไป จนอาจลืมศักยภาพในตัวเอง (ยิ้ม)


ปฏิเสธความรักจากผู้ชายไหม

ไม่ปฏิเสธ เพราะมันคือเรื่องธรรมชาติ เคยเขียนคำหนึ่งว่าเราจะไม่ยอมละลายให้กับผู้ชายที่อ่อนแอกว่า คำว่าละลายหมายถึงยอมอ่อนหวาน อ่อนน้อม ทำตัวน่ารักหรือยอมเป็นคนที่อ่อนแอกว่า เราเลือกเองว่าเราจะแสดงออกเหล่านั้นกับใคร เรามีมาตรฐานของเรานะ ถ้าผู้ชายอ่อนแอกว่าก็คงไม่ใช่


นอกจากความเชื่อ และศาสนา ยังมีอะไรที่มีอิทธิพลต่อการเขียนเพลงอีกบ้าง

ตัวเราเอง


หลายที่เรียกเพลงของริคว่า World Music

ทุกวันนี้เพลงเราก็ยังอยู่บนพื้นฐาน World Music เราว่ามันคือตัวเราคนเดียวแหละ ถ้าสังเกตเพลงเรา ทำนองเพลงคือ World Music มันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างมาทำให้เกิดดนตรีนี้ เราชอบความเป็นเอเชีย เอเชียคือความสูงส่งและมีอารยะสำหรับเรา มันคือรากฐานของตัวเรา ไม่อยากคิดไปเกิดที่อื่นนอกจากเอเชียเลย ถึงแม้ทุกคนจะมองว่าประเทศในเอเชียหลายประเทศคือประเทศโลกที่สาม ไม่มีความเจริญ แต่เราว่าอะไรที่เจริญมากไปก็อาจทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนกันนะคะ มันอาจทำให้เราวิ่งตามความอยากมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราเกิดอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรเลย เราจะอยู่บนพื้นฐานชีวิตที่เป็นตัวเองมากกว่า เราจะใส่ใจตัวเองมากขึ้น


เท่าที่คุยกัน มีแต่เรื่องที่ดูจะเครียด ความบันเทิงของริคมีบ้างไหม

ไม่เห็นจะเครียดเลย (ยิ้ม) เพียงแค่ว่าถ้าเราพูดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา คนจะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงมันใกล้ตัว ความบันเทิงของริคคือการใช้ชีวิตสันโดษ ก่อนมีลูก เราอยู่กับตัวเองมาตลอด จะเรียกว่าเก็บตัวก็ไม่เชิง แต่เราไม่เคยมีปัญหากับการอยู่กับตัวเอง การใช้ชีวิตคนเดียว เราไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะ ไม่ใช่สายปาร์ตี้ ไม่ออกไปเที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่เลย คือถ้าดูหน้าคงไม่เชื่อ จนเพื่อนๆ ยังชอบแซวเลย ใจมันไม่รัก (หัวเราะ) ตอนอยู่คนเดียวเรียกได้ว่าใช้ชีวิตอย่างเซียน หมายถึงอยากทำอะไรได้ทำ อยากเรียนอะไรได้เรียน อยากไปไหนได้ไป แต่ตอนนี้เรามีครอบครัวเราจะสันโดษมากแบบเมื่อก่อนก็ไม่ได้


นอกจากนี้การได้ทำเพลง ได้อยู่ในห้องอัด ได้เล่นดนตรีเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เพราะดนตรีไม่เคยทรยศ ดนตรีซื่อสัตย์กับเรา เราก็รักมันมาก พี่โหน่งTPSM คือรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยเขาจะตื่นเต้นและสนใจงานเรามาก งานริคไม่ใช่แค่ยาก แต่จะมีความสดใหม่เสมออย่างอัลบั้มใหม่ที่กำลังเร่งทำ มันมีความปวดหัวสูงมาก


ระหว่างที่เราจะได้ฟังเพลงจากอัลบั้มใหม่ พอจะเล่าเรื่องของอัลบั้มใหม่ได้ไหม

อัลบั้มชื่อ Madara Marionette คำว่า Madara มาจากคำว่าทราย เป็นเหมือนมณฑลแห่งการเวียนว่ายตายเกิด เหมือนวัฏจักรบางอย่าง ส่วน Marionette คือหุ่น หุ่นที่ว่าก็คือมนุษย์อย่างเรานี่แหละ เราชอบทำให้ตัวเองเหมือนหุ่น เป็นหุ่นเชิด คนเชิดก็คือตัวเราเอง และถูกเชิดตามที่คนอื่นสั่งโดยไม่มีชีวิตจิตใจอะไรเลย นานวันเข้าความเป็นมนุษย์มันจะเริ่มจางหายลงไปทุกที อัลบั้มนี้กำลังสมมติว่าถ้าวันหนึ่งหุ่นมันกลับมาทีชีวิตล่ะ มันสื่อสารกับเราได้ ตอนนี้ทำได้แค่ประมาณ 6-7 เพลงเท่านั้นค่ะ


ในฐานะที่เคยผ่านเวทีประกวดดนตรีมาก่อน ถ้าสมมติว่าริคเป็นวัยรุ่นยุคนี้ คิดว่าจะประกวดดนตรีไหม 

ถ้าประกวดดนตรีอยาก แต่ถ้าแค่ประกวดร้องเพลงเราไม่อยาก แต่ก็ต้องเลือกว่าเวทีที่เราจะประกวดมันเป็นอย่างไร


ภายใต้ภาพลักษณ์ที่เป็นอย่างนี้เหรอ

มันเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) ในชาติหน้าเราก็คงเป็นแบบนี้ เราว่าสมัยนี้เราให้ค่ากับการประกวดมากเกินไป สุดท้ายแล้วมันจัดฉากทั้งนั้น ไม่มีอะไรจริงสักหน่อย มันเป็นเรื่องจริงแต่ใครไม่พูดกัน คนก็ยังตะบี้ตะบันส่งลูกไปเรียนร้องเพลงเพื่อประกวด ความจริงอาชีพอื่นก็มี หรือไม่คิดว่าลูกอยากทำอย่างอื่นบ้างเหรอ บางทีพ่อแม่ก็สนองความอยากส่วนตัวให้ลูกมากเกินไป อีกอย่างทุกวันนี้เรามีการประกวดเยอะมาก และหลายเวทีไม่มีกรรมการกล้าบอกความจริง คนที่ไปประกวดบางคนก็ไปยืนยิ้มรอเขาด่า มันใช่สิ่งที่ส่งเสริมให้วงการดีขึ้นเลย กลับไปส่งเสริมเรื่องเรตติ้งรายการมากกว่า แค่นี้ก็ไม่ซื่อสัตย์กับคนดูแล้ว


เอาอย่างนี้ดีกว่า การจะออกรายการโทรทัศน์ได้มันต้องมีชื่อเสียง ตัวเราเองไม่ได้ไปหลายรายการเพราะเราไม่มีชื่อเสียง แม้แต่รายการวิทยุก็ดี ใครส่งแผ่นไป หรือเราส่งแผ่นไป เจ้าของสถานีบอกว่าเพลงเราฟังดูรู้สึกถึงความโหดร้ายเกินไป เขาก็ไม่เปิด อ้าว...คนยังไม่ได้ฟัง คนยังไม่ทันได้ตัดสินเลย ทุกอย่างในประเทศนี้มันเป็นแบบนี้ ไม่ต้องไปพูดถึงรัฐเลย แค่เรื่องระดับคนทั่วไปด้วยกันเองยังบลอคกันเองแบบนี้เลย อิสรภาพไม่มีอยู่จริงหรอก


แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ริคก็ยังทำเพลงอยู่

ใช่ ก็หน้าด้านทำ (ยิ้ม) เพราะเขื่อว่าสักวันต้องมีคนเห็น อย่างน้อยช่วงที่ผ่านมาก็มีพระองค์หญิงทอดพระเนตรเห็น อย่างน้อยใน 4-5 คนที่ท่านต้องทรงเลือก ท่านก็ทรงเลือกเรา แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ดูแต่เรื่องความดัง แต่ไม่ดูที่ความสามารถ อย่างกลับไปที่การประกวดก็เหมือนกัน เอาแต่เงิน รายได้ และเรตติ้ง ไม่ได้ดูว่ามันสร้างคนไหม มีแต่ดราม่าที่ทำให้คนสนุก เฮฮา ร่าเริง แต่ไม่ได้อะไรเลย บางครั้งเราก็คิดว่านี่อาจจะเป็นโชคดี เพราะความที่ไม่ดังมันเลยทอำอะไรตามใจตัวเองได้หมดเลย พูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์แฟนเพลงก็ได้ ไม่มีอะไรที่ต้องทำเหมือนนักร้องคนอื่น


แต่ว่ายุคนี้มีโซเชียลมมีเดียที่ศิลปินถูกจับตามองง่ายกว่าเดิม

เรื่องตลกก็คือ คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดียประหลาด หลายคนชอบมาเกรียนใส่กันในโลกออนไลน์ เราเองก็เคย บางทีก็ไปตอบโต้กัน เราว่ามันตลกมาก เขาเอาเรื่องตั้งแต่สมัยที่เราไปขึ้นคอนเสิร์ต Fat Radio 8 หรือ 9 นี่แหละ (ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น Cat Radio เคยเป็น Fat Radio มาก่อน โดยเป็นคลื่นวิทยุที่นับว่าเปิดเพลงหลากหลายที่สุดในช่วงเวลานั้น) ตอนนั้นเราลงจากเวที มันเป็นวันที่ฝนตก เราป่วย และหมดแรงไปคอนเสิร์ตที่เพิ่งเล่นเสร็จ เรารู้สึกว่าเราขายของต่อไม่ไหว คือตอนนั้นริคทำกระโจมไปขายผลิตภัณฑ์แม่มดของเราในงานด้วย ก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว หยุดขายและเก็บร้านดีกว่า แล้วมันเหมือนมีพลังงานบางอย่างทำให้เราหันกลับมองแล้วเห็นว่ามีคนมองเราอยู่ เราเริ่มรู้สึกว่าทำไมต้องมองเรา เราไปทำอะไรให้วะ ก็เลยถามเขาไปว่า เป็นอะไรเขาก็ดูเหวอไปเลย เราก็เริ่มแผ่รังสีแล้ว จนมีเบสในวงต้องมาห้ามว่า ใจเย็นๆซึ่งไอ้คำว่าใจเย็นๆ เนี่ย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราทำผิดเหรอ เรายังไม่ทันทำอะไรใครเลย แต่ก็ไม่ได้อารมณ์เสียไปกันใหญ่ เพราะเราก็เอ็นดูน้องมัน เลยเย็นลงได้ (ยิ้ม)


ผ่านไปตั้งนาน มีรุ่นน้องส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กมาบอกว่าอีตาเนี่ยเอาเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้ว ว่ามาเจออีนี่ในงานคอนเสิร์ต แล้วเล่าในมุมเขา อีนี่เลยไม่ยอม เลยปกป้องตัวเอง ก็ตอบโต้ไปว่าทำไมไม่เล่าให้มันจบ ว่าสุดท้ายแล้วเรายังไม่ทันทำอะเลย (หัวเราะ) เรายืนอยู่เฉยๆ ยืนเหนื่อยๆ ป่วยๆ แต่เขามาจ้องเรา อย่าตัดสินคนอื่นโดยไม่รู้ได้มั้ย! มองว่าตัวเองโดนอะไร แต่ไม่เล่าว่าทำอะไรกับใครไว้ เฮ้ย...ไม่แฟร์กับกูเลยว่ะ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่ยอมพูดทั้งหมด หลายคนใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อสนองตัณหา สนองความไม่ชอบของตัวเองด้วย โดยไม่คิดถึงอะไรสักอย่าง หลายคนแสดงออกมาแบบนี้มันยิ่งทำให้เห็นความน่าเกลียดในจิตใจของตัวเอง


กลัวอะไรบ้างไหม

เราไม่อยากวนลูปการใช้ชีวิตแล้ว แต่ว่าตอนนี้มีบ่วง เรามีลูกๆ หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ได้แค่เลี้ยงให้ลูกโต เราอยากให้เขาเห็นหนทางชีวิตของพวกเขาว่าจะเป็นยังไง อยากให้เป็นหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ที่ได้รู้ว่ามันไม่ได้มีแต่ความสุขหรอก เราอยากให้เข้าเรียนรู้และพบหนทางที่ได้หลุดพ้นเองได้ หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ได้ทำให้ลูกรวยหรือดัง แต่คือทำให้ลูกพบการพ้นทุกข์ เราค่อยๆ อธิบายลูก ไม่มีการยัดเยียด ถ้าเขาไม่อยากทำก็อย่าไปบังคับอะไรเลย ให้เขารู้สึกว่าสิ่งต่างๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา วันหนึ่งเขาอยากทำเขาจะไขว่คว้าเอง


ลูกรู้ไหมว่าตัวเองเป็นศิลปินและกำลังจะมีคอนเสิร์ต

รู้ค่ะ และจากที่ทุกคนบอก เขาภูมิใจที่มีแม่อย่างนี้ และก็อาจจะมีบางมุมที่ไม่ภูมิใจเท่าไร (ยิ้ม) บางทีเราก็ดุ เราก็ทะเลาะกันมันคงเป็นธรรมดาของแม่ลูกทั่วไป


ไม่โดนคนอื่นๆ บอกว่าแม่ของพวกเขามีความดุร้ายบ้างเหรอ

ก็มีเพื่อนๆ เขาบ้าง อย่างเวลาที่เราไปโรงเรียนกับลูกๆ เด็กๆ คนอื่นเห็นก็รู้สึกว่า “แม่เธอเป็นคนดุมากเลยนะ” แต่เขาจะบอกว่าไม่เลย แม่เราใจดี


เตรียมความพร้อมและดูแลตัวเองอย่างไรสำหรับคอนเสิร์ตนี้

คอนเสิร์ตครั้งนี้ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งนะ ถือว่ายังน้อยไปสำหรับเรา (ริคอายุเท่าไรแล้ว?) ตอนนี้ 43 ปีแล้ว แต่เราก็ยังซ้อมเราวิดพื้น เราไม่สนใจเรื่องรูปร่างว่าจะอ้วนหรือไม่อ้วนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราสนใจแค่ทำอย่างไรให้เราแข็งแรงและหายใจได้ปกติดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าการกลับมาซ้อมเพลงในอัลบั้มแรกด้วยวัยเท่านี้ ทำให้รู้สึกว่าตอนเด็กๆ เราจะบ้าพลังไปถึงไหน ตอนนี้ต้องจัดระเบียบร่างกายใหม่แล้วจริงๆ และก็ต้องตีความทุกอย่างจากคนอายุเท่านี้นะ


แขกรับเชิญคนอื่นที่เปรียบเสมือนวันรวมญาติ

เรียกได้ว่าเป็นศิลปินเด็กแสบของพี่สุกี้สมัยเบเกอรี่ มิวสิก เป็น The DEVI of DARKNESS สังเกตดีๆ จะเห็นว่ายุคนั้นในเบเกอรี่เด็กๆ ไปอยู่กับใครก็เหมือนคนนั้น อย่างพี่บอย โกสิยพงษ์ ถ้าเราไปอยู่ก็ดูเหมือนข่มขวัญพี่เขาตลอดเวลาเกินไป (หัวเราะ) เราชอบแกล้งพี่เขา ส่วนเด็กพี่สุกี้ เช่น เรา, น้อย, Flure ไม่ได้เป็นเด็กเหลือขอนะ ต้องเรียกว่าเด็กเวร (หัวเราะ) พวกนี้มีความดาร์กในตัวพร้อมไปวีนใครก็ได้หมด ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ก็มี พี่ป๊อด Moderndog, พี่น้อย Pru, คิว Flure และเราเชิญพี่พราย ปฐมพรมาด้วย เพราะเขาคือศิลปินในใจเรา นี่คืออาณาจักรของเรา ทุกคนที่ดูไม่ต้องคิดอะไรมาก เรามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงาน ทุกคนคือนักแสดงของริค ดังนั้นดูคอนเสิร์ตริคด้วยความสนุก ใครอยากแต่งคอสเพลย์มาก็แต่ง คอนเสิร์ตนี้ใครอยากทำอะไรก็ได้ เป็นตัวของตัวเอง แต่ห้ามองค์มาลงในงานนะ เพราะริคองค์ลงได้คนเดียว


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ The DEVI of DARKNESS คอนเสิร์ต “ครั้งแรก” และ “ครั้งสุดท้าย” ของริค วชิรปิลันธิ์ ได้ที่ https://www.ticketmelon.com/gypsyconcertseries/thedeviofdarkness