การกลับมาอีกครั้งกับ Along With The Gods ภาค 2

Written by
09.08.18 37 views

หลังจากภาคแรก Along With the Gods ฝ่า นรกไปกับพระเจ้า เข้าฉายเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของเกาหลี ที่สามารถยืนหยัดทัดเทียบกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้อย่างน่าภูมิใจ และตอนนี้การเดินทางฝ่าขุมนรกของดวงวิญญาณและเหล่ายมทูตที่ทั้งตื่นเต้น เข้มข้น สวยงามและประทับใจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในภาคที่ ที่มีชื่อว่า Along With The Gods : The Last 49 Days

มาดู 4 เหตุผล ที่ทำไมคุณต้องกลับมาดู Along With The Gods : The Last 49 Days ภาค 2 ต่อ

1. ซูเปอร์ฮีโร่และไดโนเสาร์หลีกไ ‘ทีมงานยมทูต’ มาแล้ว!

ไม่ใช่แค่ความประทับใจที่เกิดขึ้นกับคนดูเท่านั้น หลังจากการเดินทางฝ่า ขุมนรกของสามยมทูตและหนึ่งดวงวิญญาณจบลง แต่  Along With The Gods ภาค ยังได้สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ ของประเทศเกาหลี (เป็นรองแค่ The Admiral: Roaring Currents เรื่องเดียว) เพียงแค่ วันแรกก็สามารถขายบัตรได้มากถึง ล้านใบ ปิดตัวเลขการขายบัตรได้ทั้งหมด 14,410,748 ใบตลอดการฉาย ทำรายได้ไปมากถึง 108.2 ล้านเหรียญ และมี 103 ประเทศทั่วใจสนใจซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในประเทศ 

แต่ปรากฏการณ์ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เพราะทันทีที่ภาค อย่าง Along With The Gods : The Last 49 Days เข้าฉาย ก็สามารถทำลายสถิติภาพยนตร์ที่เปิดตัวด้วยยอดคนดูวันแรกสูงสุด แซงหน้า Jurassic World: Fallen Kingdom ที่มีคนดู 1.18 ล้านคน ไปด้วยตัวเลจ 1.23 ล้านคน คิดเป็นรายได้เกือบหนึ่งหมื่นล้านวอน! (ประมาณ 295 ล้านบาท) และยังคงมุ่งหน้าทุบสถิติวันต่อวัน คนดูทะลุ 2.3 ล้านคนใน 48 ชั่วโมง เร็วที่สุด แซงทุกหนังในประวัติศาสตร์เกาหลี

จะบอกว่าในชั่วโมงนี้ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือสัตว์ประหลาดจากที่ไหน ก็ต้องหลีกทางให้ทีมงาน ‘ยมทูต’ จาก Along With The Gods : The Last 49 Days ก็คงไม่ผิดนัก และนี่คือหนังสัญชาติเกาหลีอีกหนึ่งเรื่อง ที่ยืนหยัดต่อสู้กับหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดได้อย่างสูสี ต่อจาก Train to Busan 

 

2. ไม่ต้องรอผลตอบรับ แต่เริ่มสร้างภาคสองต่อเนื่องทันที


นอกจากนี้ Along With The Gods : The Last 49 Days ยังนับเป็นผลงานเปิดประวัติศาสตร์ใหม่วงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่ไม่ต้องรอดูผลตอบรับจากภาคแรกก่อน แต่เริ่มคิดทำภาค ต่อเนื่องกันมาพร้อมๆ กับภาคแรกทันที โดยทั้งหมดต้องใช้เวลาเตรียมงานทุกด้านนานถึง ปี และใช้เวลาในถ่ายทำอีก 11 เดือน ในแต่ละภาค 

 ทำให้ Along With The Gods เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านโปรดักชั่นดีไซน์ วิชวลเอ็ฟเฟ็คต์ต่างๆ ที่สมจริงอลังการจนได้รับคำชื่นชมจากต่างชาติเป็นอย่างมากตั้งแต่นำตัวอย่าง 27 นาทีของภาคแรกไปฉายในงานซื้อขายหนัง America Market Film 

 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของ Dexter Studios หนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิชวลเอ็ฟเฟ็คต์ที่ใหญ่ที่สุดในเชีย ที่เคยร่วมมือกับผู้กำกับ คิม ยงฮวา ปลุกชีวิตให้กับกอริลล่านักเบสบอลใน Mr. Go ได้อย่างยอดเยี่ยมมาแล้ว และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคมากกว่า 300 คน ที่ร่วมกันสร้างทุกฉากใน Along With The Gods ทั้ง ภาคให้กลายเป็นจริงขึ้นมา

 รวมทั้งเรื่องเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนสุดฮิต (ตีพิมพ์ออกมาแล้วขายได้ 450,000 เล่ม) และการวางแผนสร้าง ภาคต่อเนื่องกัน ทำให้ทุกอย่างถูกคิดให้สอดคล้องกันมาเป็นอย่างดี ไม่มีปัญหา ‘จับยัด’ ที่ต้องพบเจอบ่อยๆ เวลาสร้างหนังภาคต่อแล้วต้องหา ‘ประเด็น’ บางอย่างเพื่ออุดรอยรั่วจากภาคแรกให้ได้

 เพราะฉะนั้น เมื่อเนื้อเรื่องสอดรับกับภาคแรกอย่างลงตัว สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคที่ จะเป็นเหมือนที่ผู้กำกับ คิม จงฮวา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ภาคแรกจะเป็นเหมือนหนังตัวอย่างให้ Along With The Gods : The Last 49 Days เท่านั้น และเราจะได้ชมเนื้อเรื่องที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นกันแบบเต็มๆ ในครั้งนี้ 

3. เข้มข้นมากขึ้น เห็นภาพกว้างมากขึ้น และลึกซึ้ง ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา


ใน Along With The Gods ภาคแรก ได้ปูพื้นฐานให้คนดูเข้าใจการเดินทางใน ‘โลกหลังความตาย’ สุดประหลาด ที่ดวงวิญญาณจะต้องผ่านการตัดสินคดีจากนรกทั้ง ด่าน คือบาปแห่งฆาตกรรมเกียจคร้านหลอกลวงอยุติธรรมทรยศความรุนแรงอกตัญญู ให้ได้ภายใน 49 วัน โดยมีทีมงานยมทูต คน คอยทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘ทนาย’ และ ‘ผู้พิทักษ์’ ให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อแลกกับการได้ไปเกิดใหม่เมื่อพวกเขาส่งดวงวิญญาณได้ครบตามกำหนด

 ใน Along With The Gods : The Last 49 Days ภาคนี้ เรื่องราวจะดำเนินต่อจากภาคแรกทันที หลังจากทีมยมทูตได้ส่งดวงวิญญาณของนักดับเพลิงหนุ่มคิม จาฮง ได้สำเร็จ และป้ายดวงวิญญาณอันใหม่ได้ถูกส่งต่อให้กับคิม ซูฮง ผู้เป็นน้องชายที่มีชะตากรรมหลายอย่างร่วมกัน

 และเมื่อไม่ต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในขุมนรกอีกต่อไป ภาคนี้เลยทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการขยายเรื่องราวไม่ได้จบที่เฉพาะตัวผู้ชายอย่างเดียว แต่ยังย้อนไปถึงอดีตแสนขมขื่นของยมทูตทั้ง ที่ถูกปิดเป็นความลับดำมืดมาโดยตลอดในภาคแรก รวมทั้งการงัดข้อกันอย่างเปยเผยกับยอมรา ราชันย์แห่งนรกอย่างเป็นทางการ ถึงขนาดทำให้ทั้งปรโลกต้องสั่นสะเทือน 

 โดยกุญแจสำคัญคือ ‘เทพประจำบ้าน’ จอมเก๋าที่คอยปกป้องมนุษย์จากการกระทำของเทพนอกรีต และมีเหตุสำคัญให้ต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับภารกิจในครั้งนี้ และก็เป็นเขาอีกเช่นกัน ที่ทำให้ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของยมทูตทั้ง คน ถูกปลุกขึ้นมา 

 4.รวมตัวซูเปอร์สตาร์เกาหลี ผนึกกำลังฝ่าด่านนรก


นำทีมโดย มา ดงซอก จอมขโมยซีนตลอดกาลที่น่าจะเป็นเพียงคนเดียวในเรื่องที่แย่งชิงความโดดเด่นจากซูเปอร์สตาร์อย่างกงยู ในเรื่อง Train to Busan มาได้ ครั้งนี้เขารับบทเป็น ซอง จูชิน เทพประจำบ้านที่คอยปกป้องมนุษย์จากเทพนอกรีตอยู่บนโลก จริงๆ ผู้กำกับแอบเซอร์ไพรส์คนดูด้วยการให้เขาปรากฏตัวออกมาในช่วงท้ายของภาคแรก และแน่นอนว่าการออกมามีบทบาทแบบเต็มๆ ของเขา ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังแน่นอน 


ต่อด้วยทีมยมทูต คนที่ยังร่วมมือกันแบบฟูลทีม นำโดย ฮา จองอู นักแสดงมือรางวัลจาก The Yellow Sea และ The Handmaiden ในบทบาทหัวหน้ายมทูตคัง ลิมที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของตัวเองประสบความสำเร็


จู จีฮุน ซูเปอร์สตาร์จากซีรีส์ฮิต Princess Hours ในบทบาทยมทูต เฮ วอนเมก เทพสายบู๊ที่คอยปกป้องทุกคนในทีมจากอันตรายต่างๆ และความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา จะทำให้ ‘น้ำตา’ ของยมทูตจอมแกร่งที่ไม่เคยหวาดกลัวต่อสิ่งใดต้องหลั่งออกมาเป็นครั้งแรก


คิม ฮยางกี นักแสดงสาวที่กำลังมาแรงจากเรื่อง Snowy Road ในบทบาทยมทูตดัคชุน เทพแห่งมันสมองที่มีความสามารถในการค้นอดีตของดวงวิญญาณที่เพิ่งเสียชีวิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ‘ว่าความ’ ให้ดวงวิญญาณนั้นผ่านการตัดสินจากนรกแต่ละชั้นไปได้


ต่อด้วยฝั่งตัวแทนจากนรก ที่มี อี จุงแจ หนุ่มมาดเข้มจาก New World ในบทบาท ราชันย์ ยอมรา ผู้นำแห่งนรกที่เป็นผู้ตัดสินทุกอย่างเด็ดขาดในขั้นสุดท้าย ในภาคที่แล้วเราจะเห็นเขาปรากฏตัวออกมาเป็นบางครั้ง และทุกอย่างในตัวเขาดูเป็นความลับไปหมด แต่ครั้งนี้เมื่ออดีตที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้ถูกเปิดเผยออกมา เราจะได้รู้กันว่า ‘เหตุผล’ ในการมีอยู่ของตัวเขา และภายใต้นรกทั้ง นั้นมีอะไร ‘ซ่อน’ อยู่กันแน่