“คนเราล้วนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต ฟักกลิ้งฮีโร่ก็เช่นกัน”

กว่า 15 ปีบนเส้นทางของวงการแร็ปเปอร์ ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ ‘กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่’ เป็นแร็ปเปอร์สมาชิกก้านคอคลับที่ใครๆ ต่างก็จดจำได้ นอกเหนือจากการเป็น ‘หัวหน้าครอบครัว’ ที่ทำให้หลายอย่างในตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป วันนี้แร็ปเปอร์คนนี้ยังตัดสินใจลาออกจากค่ายก้านคอคลับ เสี่ยงออกมาทำเพลงโดยไม่มีพี่ชายที่เคารพอย่าง ‘เฮียโจ้’ (โจอี้บอย) ในฐานะ ‘F.HERO’ ศิลปินคนใหม่ของค่าย What The Duck ประเดิมด้วยผลงานเพลงจากอัลบั้มเต็มชุดแรกชื่อว่า Alarms (สวัสดีวันจันทร์) เพื่อจะได้ยืนอย่างมั่นคงด้วยลำแข้งของตัวเอง

ทำเพลงมานานพอสมควร ก่อนหน้านี้ไม่คิดจะทำอัลบั้มเพลงของตัวเองบ้างเลยหรือ
"ไม่เลยครับ เมื่อก่อนอยู่ก้านคอคลับ ผมอยู่กับเฮียโจ้ (โจอี้บอย) สบายมากเลยนะ เขามีงานให้ตลอด อยู่กันมา 20 ปี เราไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องคิดทำเพลงใหม่ ใครเรียกไปฟีเจอริ่งก็ไป จนมาถึงวันหนึ่งที่เราขึ้นไปโชว์กับเฮีย แล้วคิดได้ว่าเราก็อายุ 35-36 ปีแล้ว ยังไม่เคยมีอัลบั้มเป็นของตัวเองเลย จะรอไปถึงไหน ถ้าจะรอไปถึงอายุ 40 ปีก็ไม่มีแรงแล้ว เลยตัดสินใจขออนุญาตลาออกจากเฮียมาทำเอง เพื่อที่จะไม่ต้องพะวงว่าถ้ายังทำกับเฮียก็จะสบายอยู่อย่างนั้น วันแรกที่ตัดสินใจจะทำ มันเป็นช่วงที่ตัวเองไปฟีเจอริ่งจนถึงเพลงที่ร้อยกว่าๆ เพื่อนพี่น้องเราพวกเขาไปถึงไหนกันแล้ว ทำไมเราถึงยังอยู่ตรงนี้ มันไม่ได้แล้วล่ะ คงไม่มีคนไหนที่เขียนเพลงให้คนอื่นเยอะขนาดนี้ โดยไม่เขียนให้ตัวเองหรอก ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่าต้องทำเลย"

หลังจากขอลาออกแล้วจากกันด้วยดีใช่ไหม
"ด้วยดีมากครับ เฮียเข้าใจมาก เหมือนเราทำให้จริงจังมากขึ้น ให้เด็ดขาดมากกว่า อยากให้ใจรู้ว่าเราจะต้องไปข้างหน้าอย่างเดียว จะได้ไม่ต้องคิดว่ายังมีเขาคอยพยุงอยู่ข้างหลัง แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยคุยกันต่อหน้าว่าลาออก ใจมันไม่กล้าเข้าไปคุยต่อหน้ากันตรงๆ เราคุยผ่านไลน์ ซึ่งกำลังจะมีโอกาสเจอกันอีกครั้งในตอนรอบชิงรายการ The Rapper (23 กรกฎาคม 2561) ตั้งใจว่าจะไปคุยต่อหน้าตอนนั้น

เฮียบอกว่าถ้าไปทำอะไรก็ไปทำให้เต็มที่เถอะ เขาไม่ได้ว่าอะไร แต่สำหรับเราถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ที่ผ่านมาเรายังมีเฮียอยู่ เราอยู่ใต้เงาของเฮีย ไม่เคยที่จะลองเดินเองเลย แต่วันนี้เราต้องมานำทีมเอง ก้าวเองโดยไม่มีใครมาช่วยประคอง มันเป็นก้าวที่ยากสำหรับเราเหมือนกัน ลองล้มแล้วลุกอยู่หลายที" 

ตอนนั้นคิดนานไหมกว่าจะกล้าบอกว่าขอลาออก
"ตอนตัดสินใจลาออก ผมไม่ได้บอกใครและไม่รู้จะไปไหนมานานแล้ว เราไม่ได้ไลน์ไปบอกเขาก่อนนะ แต่แกไลน์มาถาม เขารู้อยู่แล้ว แค่รอว่าเมื่อไรเราจะบอก แต่เรารู้สึกว่าเราทำใจไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่าขอลาออก"

อย่างเพลง Alarms (สวัสดีวันจันทร์) ในอัลบั้มเต็มชุดแรกของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร
"นี่เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มเลย ตัดสินใจปล่อยเพลงนี้ออกมาก่อนเพราะเป็นเพลงที่ไม่ได้จ๊ะเอ๋มาก เพลงอื่นจะแปลกกว่านี้ แปลกจนไม่คิดว่าเราจะทำ แต่เพลงนี้คือทางถนัด เป็นแนวฮิปฮอปเพื่อชีวิต เริ่มจากการตั้งโจทย์ว่าจะมีพี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) มาร้องกับเราก่อน ก่อนหน้านี้เราได้รับมอบหมายให้ทำอัลบั้มใหม่กับพี่ปู แต่เพลงโดนรีเจ็กต์ออกจากโปรเจ็กต์ก็เลยไม่ได้ทำต่อ วันหนึ่งไปร้องเพลงที่นครปฐม บังเอิญเจอพี่ปู เขาบอกกับเราว่าไม่ต้องเสียใจที่เพลงไม่ผ่านนะ เดี๋ยวแกไปร้องให้เพลงหนึ่งแล้วกัน ตอนแรกเราก็คิดว่าแกเมาหรือเปล่า แต่พี่ปูนักเลงมาก"

พูดคำไหนคำนั้น แกก็ทำตามสัญญา โจทย์มันมาจากแค่นั้นเลย
"ช่วงนั้นงานเราเยอะ เป็นช่วงที่ 2-3 เดือนที่ไม่มีวันว่าง โปรดิวเซอร์เลยเอาคอนเซ็ปต์นี้มาเขียนเพลงให้ เราไม่ชอบเสียงนาฬิกาปลุกที่จะปลุกเราให้ตื่นไปทำอะไรสักอย่าง เราอยากจะนอนไปเรื่อยๆ แต่พอวันหนึ่งเรามีภาระหน้าที่ มีครอบครัว เราก็ต้องตื่นตามเสียงนาฬิกา ตื่นไปทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ"

พอได้ออกมาทำเพลงเอง แนวทางชัดขึ้นไหม
"สนุกดีนะครับ พอได้ลองโปรดิวซ์เองเรารู้ว่าเราได้ทำอะไรตามใจตัวเองมาก แล้วก็ได้รู้ถึงเงื่อนไขข้อจำกัดของการทำเพลงว่ามีมากแค่ไหน คราวนี้เราได้เรียนรู้การบริหารทุน มีหลายครั้งที่เราเอาเงินไปเผาเล่นในห้องอัดแล้วไม่ได้อะไรกลับมา เราจะเริ่มรู้ว่ามันเป็นแบบนี้นะ ปรับไปปรับมา พอออกมาทำเองแล้วพลาดบ่อยๆ อะดี พอพลาดบ่อยแล้วเราจะเรียนรู้เร็ว ไม่ต้องกลัว เดินไปเลย ถ้ามันล้มเดี๋ยวมันก็จะรู้เองว่าตรงนี้แม่งมีหลุมว่ะ แล้วค่อยหลีกมัน"

ที่บอกว่าพลาดบ่อยๆ นี่พลาดเรื่องอะไรบ้าง
"โห...เยอะมากครับ เราไม่มีเพลงโชว์ พอไม่มีเฮีย เราต้องโชว์เพลงเอง 1 ชั่วโมง จริงๆ เรื่องโชว์ผมวางแผนมาเกือบสิบปี กว่าจะได้โชว์แบบทุกวันนี้ต้องเปลี่ยนคนนั้นคนนี้ วางทีม วางตำแหน่ง ถ้าเพลงเราไม่ดังเราจะต้องเล่นอะไร ทำยังไงให้มันเป็นเรา โชว์ต้องสนุกตลอดเวลาชั่วโมงกว่า ไปโชว์หนึ่งครั้งล้มกลับมา เรารู้แล้วว่าตรงนี้ต้องแก้ ผมล้มลุกคลุกคลานแบบนี้มาเกือบสิบปี กว่าจะได้โชว์แบบที่ผมโชว์ทุกวันนี้ นี่แค่เฉพาะงานโชว์ แต่การทำอัลบั้มคือการเริ่มใหม่ ผมเคยลองใช้วิธีเปิดห้องอัดทิ้งไว้ อยากเจอใครก็นัดเขาเข้ามา เอาคนที่เราอยากเห็นมาทำด้วยกันให้เสร็จ มันก็สนุกดีครับ แต่ก็เหมือนการพนันอย่างหนึ่ง เราเอาเงินไปกองตรงนั้นแล้วบอกว่า วันนี้เราต้องได้เพลงนี้ แต่ถ้ามันไม่ได้ก็เสีย"

ในวัยนี้ส่วนใหญ่คนจะมองหาความมั่นคงกัน ทำไมถึงเลือกเสี่ยงออกมาทำอัลบั้มเอง
"ยิ่งพอเรามีครอบครัว ความไม่มั่นคงของเราคือการที่เราอยู่เฉยๆ นอนเป็นผัก แล้วไปพึ่งเฮียอยู่เรื่อยๆ แบบนั้นสำหรับเราคือไม่มั่นคง เราเพิ่งรู้ตัวว่าความมั่นคงที่แท้จริงคือการสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง อยู่กับเฮียแล้วทุกอย่างสบายไปหมด เราจะไม่ได้ลองทำอะไรแบบนี้ และถ้าเกิดวันหนึ่งเขาหยุดไป เราจะทำอะไรไม่ได้ อันนี้ต่างหากที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นการที่ลูกเรายัง 2-3 ขวบอยู่ เงินยังไม่ต้องใช้เยอะถึงขั้นมัธยมฯ หรือมหาวิทยาลัย ผมยิ่งต้องรีบยืนด้วยตัวเองให้ได้"

ตั้งแต่มีครอบครัว มีลูก วงจรชีวิตในแง่ของการทำเพลงเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
"เรื่องของการคิดงานเปลี่ยน เราจะต้องคิดให้จริงจังขึ้น ไม่ใช่คิดเล่นๆ ทำตามใจตัวเองก็ไม่ได้แล้ว เพราะเรารู้ว่าเงินทุนที่เราทำ พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เรารู้ว่าทุกอย่างต้องใช้เงิน เราจำเป็นที่จะต้องวางแผนให้ดีว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปนั้นต้องใช้อย่างคุ้มค่า แล้วก็ต้องทำงานกลับคืนให้บริษัทได้ด้วย เพราะว่าตอนนี้เราทำอยู่ในรูปแบบของบริษัท เราเอาเงินบริษัทมาใช้เราก็ต้องทำงานหาเงินให้เขาด้วย"

แล้วถ้าอัลบั้มนี้ไม่ประสบความสำเร็จล่ะ 
"ผมวางไว้ 3 อัลบั้ม อัลบั้มแรกคืออัลบั้มพลาด หมายถึงว่าอัลบั้มนี้จะเป็นครูว่ามึงจะต้องเริ่มยังไง อัลบั้มที่ 2 ถึงจะเริ่มดีขึ้น และอัลบั้มที่ 3 ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ มันคือบันไดขั้นแรกที่จะเหยียบไปสู่ความสำเร็จ เรารู้สึกว่าเราล้มไม่ได้ครับ ร่างกายหรือสมองหลายอย่างมันไม่ใช่ของเราทั้งหมด ณ จุดๆ หนึ่งที่เราเอาร่างกายให้ใคร สมองเราก็จะเป็นของเขา พอมันมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น เราก็ต้องยอมเสียสละเพื่อคนอื่นมากขึ้นด้วย"

ถึงวันที่ไม่ได้เป็นดั่งใจหวัง เราจะเห็นคุณกลับไปหาเฮียอีกครั้งหรือเปล่า
"ผมคิดว่าออกมาแล้ว ถ้าจะไปต่อคือผมต้องสำเร็จ อาจจะต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่ต้องเรียนรู้จนกว่าจะทำสำเร็จ ไม่ใช่ล้มแล้วกลับไปบอกเฮียว่าผมขอกลับมาหาเฮีย ไม่ใช่ เราต้องสำเร็จเท่านั้น อย่างที่ผมเคยพูดไว้ว่าพอพลาดบ่อยแล้วเราจะเรียนรู้เร็ว ถ้าล้มเดี๋ยวมันก็จะรู้เอง แล้วถึงวันนั้นเราจะสามารถเดินไปต่อด้วยตัวเอง"