AL ‘MOST’ FAMOUS - โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์

07.05.18 86 views

“สวัสดีครับ ผมโมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ อายุ 25 ปี หรือจ้อย บุพเพสันนิวาส ครับ” ประโยคแนะนำตัวที่ฟังชัดถ้อยชัดคำจากหนึ่งในนักแสดงที่มีแฟนคลับคลั่งไคล้และยกให้เป็นอยุธยาคิวต์บอย อีกคนจากเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ละครดังแห่งปีที่กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ เรียกว่ากระแสดีทั้งนายและบ่าว ซึ่งทำให้ “ไอ้จ้อย” บ่าวคู่ใจของ “ขุนศรีวิสารวาจา” (นำแสดงโดยโป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) กลายเป็นบ่าวชื่อดังกับเขาอีกคน

แม้จะไม่ได้พูดจาภาษาอยุธยากับเขาเท่าไร แต่รอยยิ้มซื่อๆ กับคำว่า “ขอรับ” ของจ้อยก็น่าเอ็นดูจนครองใจสาวๆ ครึ่งค่อนบางกอก แต่ใครจะรู้บ้างว่าในวันที่ละครออนแอร์ หนุ่มโมสต์ไม่ได้ติดตามผลงานของ ตัวเองติดจอทีวีเหมือนนักแสดงคนอื่นเขา เพราะเขาตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศทันทีที่ละครปิดกล้อง แต่ด้วยกระแส “ไอ้จ้อย” ที่โด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้ออเจ้าอื่นๆ ในเรื่อง สุดท้ายแล้วโมสต์ก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง 

เพื่อเป็นการยืนยันความฮอตของบ่าวคนนี้ HAMBURGER ต้องบอกว่าคิวที่เราได้มาแทบจะเหลือเพียงคิวเดียวของเดือนแล้ว ทันทีที่นัดหมายได้ ทีมงานรีบติดต่อเน็ตไอดอลอีกรายเพื่อมาขึ้นปกและ ถ่ายแฟชั่นกับโมสต์ เพื่อเป็นการทบทวนภาพจำของบ่าวจ้อยและไก่ สุดรักของเขา นั่นคือ “ไก่จ๊อก” แห่งเพจ “E Jog” เพจของไก่ชื่อดังที่มีกระแสให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยมีฉากหลังคือสถานีรถไฟหัวลำโพง และบริเวณโดยรอบแน่นอนว่าความวุ่นวายในการถ่ายทำนั้นมีมากทีเดียว เพราะใครๆ ก็อยากถ่ายรูปคู่กับอยุธยาคิวต์บอยคนนี้กันทั้งนั้น

 

เชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสไหม

เอ่อ...ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไร มันดูเหมือนหนัง Sci-Fi อะไรทำนองนั้น ไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมีชื่อเสียงในวัย 25 ปี พอดีคิดว่าเบญจเพสมีผลบ้างไหม

ไม่เลยครับ ผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้เลย ไม่เคยคิดเรื่องเบญจเพสตั้งแต่แรกแล้วครับ มันบังเอิญมากกว่าที่มาดังตอนอายุเท่านี้ ไม่รู้เหมือนกัน

บทบาทของ “จ้อย” ทำให้คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วก่อนหน้านี้คุณทำอะไร 

จ้อยแตกต่างจากทุกบทที่ผ่านมา แต่อุปนิสัยของจ้อยก็เข้าใกล้ตัวจริงของเรา ตั้งแต่ช่วงแรกของโปรดักชั่น บทของจ้อยคือการนำความสดใสออกมา ดึงความทะเล้นในตัวออกมา นี่เป็นส่วนของผมกับจ้อยที่คล้ายกัน แต่ความแตกต่างที่เป็นความขัดแย้งกันอย่างมากก็คือสังคมและคัลเจอร์ของจ้อยกับผมมันคนละเรื่องเลย อย่างน้อยๆ ก็ยุคสมัยตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันมาก 

ที่ผ่านมาผมอาจจะไม่ได้เล่นละครเยอะ บทที่เคยเล่นก็เป็นวัยรุ่นตามยุคสมัยทั้งหมด ละครเรื่องแรกของผมคือซิตคอมเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ รับบท “ภูผา” อีกบทคือ “ก้านยาว” จากซิตคอมเรื่อง รักจัดเต็ม ทั้ง 2 บทนี้ก็เป็นวัยรุ่น บทแรกอาจจะเป็นวัยรุ่นที่เป๊ะหน่อย เพราะเป็นลูกเจ้าของโรงเรียน ส่วนก้านยาวก็เด็กวัยรุ่นซนๆ ครับ แล้วก็จะมีรับเชิญละครของบรอดคาสต์ฯ อยู่เรื่อยๆ ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส เป็นครั้งแรกที่ผมรับบทเป็นคนใช้ และเป็นละครพีเรียดเรื่องแรกของผมเช่นกัน นี่คือความแตกต่าง 2 ข้อที่ชัดเจนมาก

เรียกได้ว่าเป็นงานที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา คุณชอบการแสดงใช่ไหม

ชอบครับ การเรียนสายนี้ เรียนการแสดงคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในชีวิตของผม เพราะก่อนหน้านั้นผมเป็นเด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นหรืออยากทำอะไรกันแน่ เอาอย่างนี้ ผมเล่าตั้งแต่แรกเลยดีกว่า เส้นทางบันเทิงของผมมันดูเหมือนเรื่องปัญญาอ่อนนิดหน่อย 

ผมเป็นเด็กหนองคายครับ คุณแม่เป็นเจ้าของร้านเสริมสวย ลูกค้าในร้านเห็นผม เขาก็ลองชวนเล่นๆ ให้ไปประกวดดัชชี่บอย แอนด์ เกิร์ล ปี 2009 (พ.ศ.2552) ก็เลยลองไปประกวดดู ปรากฏว่าได้รางวัล Popular Vote ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าโมสต์เด็กที่สุดในการประกวดตอนนั้น ดูเป็นเด็กที่ค่อนข้างจิ้มลิ้ม (ยิ้ม) หลังจากนั้นทางค่ายเพลงแกรมมี่ก็ติดต่อมา ชวนให้ไปเป็นศิลปินฝึกหัด ซึ่งผมก็รับโอกาสนั้นและตัดสินใจมาเรียนกรุงเทพฯ เพื่อเป็นศิลปินฝึกหัดครับ เป็นอยู่ประมาณ 2 ปี ทีนี้ด้วยความที่เราเป็นคนขี้อายมากในตอนแรก เราก็ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ ยิ่งตอนเรียนแอ็กติ้งนี่แทบไม่รอด ผมรู้สึกเซ็งทุกครั้งที่จบชั่วโมงเรียน แต่ในใจเรารู้สึกเจ็บใจเล็กๆ ที่เราทำไม่ได้ ถึงผมจะไม่โดนดุ แต่มันเจ็บใจตัวเอง เจ็บใจที่เราทำไม่ได้ มันไม่โอเคยิ่งกว่าการโดนดุด้วยซ้ำ พอมาดูเรื่องการร้องเพลง เรียกได้ว่าร้องเพลงแย่เลยก็ได้

ช่วงเป็นศิลปินฝึกหัดคุณเริ่มรู้ตัวว่าแย่ลงเรื่อยๆ ขนาดไหน

ต้องเรียนการแสดงสัปดาห์ละประมาณ 3-4 ครั้ง มีการถ่ายวิดีโอส่งไปที่ตึกทุกเดือน เรียนไปเรื่อยๆ ชั่วโมงเรียนของผมก็ลดลงไปเรื่อยๆ เหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าตัวเองคงเริ่มเก่งแล้วไม่ต้องเรียนเยอะแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ มันไม่ใช่ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผมเอง คงเพราะเป็นวัยที่ยังเด็กมากของผม แถมเป็นเด็กต่างจังหวัด พอมาอยู่กรุงเทพฯ ไกลบ้าน ไกลครอบครัว ผมปรับตัวช้า งงกับทุกอย่างรอบตัว ทำให้พัฒนาการของผมช้าไปด้วย แต่ก็นั่นแหละครับ พอช่วงม.6 ก็รู้แล้วว่าเราอยากเรียนด้านการแสดงโดยตรง เพื่อให้เรารู้มากขึ้น ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะศิลปกรรม เอกการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 

ผมเห็นเขาเขียนว่าการแสดง ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเกี่ยวกับการแสดงอย่างไรนะ แต่เรียกว่าเป็นการเดินบนหนทางที่ทำให้รู้ว่าในที่สุดแล้วเราอยากเป็นอะไร ชอบอะไร และเข้ากับความเป็นธรรมชาติของเรา เมื่อเข้าไปเรียน เหมือนว่าทุกคนได้เริ่มต้นใหม่พร้อมกันทั้งหมด เพราะทุกคนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เราก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นใหม่ เหมือนเข้าถ้ำฝึกวิชา ผมเป็นเด็กตั้งใจเรียนมากครับ (หัวเราะ) 

ศาสตร์หนึ่งที่ผมชอบมากคือการแสดงสายละครเวที สำหรับผมมันเป็นอะไรที่ต้องให้เวลากับมันมากๆ และละครเวทีค่อนข้างมีความจริงสูงมาก คือผมไม่ได้บอกว่าละครผ่านสื่ออื่นๆ มันไม่ดีนะ แต่ผมแค่รู้สึกว่าละครเวทีมันไม่ใช่แค่เราได้เล่น ได้เป็นนักแสดงในเรื่องเท่านั้น เราได้อย่างอื่นกลับมาเยอะมาก เพราะละครเวทีต้องซ้อมและใช้เวลากับมันเยอะมาก ทุกครั้งที่ทำละครเวทีคือช่วงเวลาตักตวง เราได้ทำงานกับคนที่แสดงเก่งๆ สิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือละครเวทีมันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ทุกรอบไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกำหนดระดับการเล่นได้ ทุกเรื่อง ทุกรอบคือการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง คนเข้ามาดูสิ่งที่เราแสดงกันสดๆ ไม่มีการคัต เราต้องเล่นต่อเนื่องไปจนจบ

ช่วงที่เรียนเลยทำให้มีโอกาสทำละครเวทีเยอะครับ เรียนจบมาผมก็พยายามหาละครเวทีเรื่องที่น่าสนใจเล่น ทุกวันนี้หลังกลับจากอเมริกาก็มีโอกาสไปคุยเรื่องละครเวทีเรื่องหนึ่งมา


กลับมาถามที่ความยากของการเล่นละครพีเรียดที่คุณเอ่ยถึงเมื่อตอนต้นอีกครั้ง

ครับ ผมเล่นแต่บทวัยรุ่น พอเป็นพีเรียดมันยากตรงที่ฐานะของตัวเรา บริบทของสังคมสมัยนี้ไม่ได้เป็นเหมือนสมัยนั้นแล้ว ยุคนี้ไม่มีบ่าวทาสแล้ว บวกกับความเป็นเด็กรุ่นใหม่ของผม ยิ่งเป็นยุคของเด็กที่มีความเป็นอิสระสูงมาก โคตรอินดี้เลย แล้วพอไปเล่นพีเรียด รับบทเป็นบ่าวมันต้องมอบกายถวายชีวิตให้เจ้านาย มันคือความแตกต่างกันคนละขั้ว เราต้องสร้างความเชื่อขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าไม่เชื่อเราก็เล่นไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจบท บริบท คัลเจอร์ ลืมความเป็นปัจจุบันให้หมด อีกเรื่องที่ยากในบทนี้คือเรื่องของภาษาครับ ภาษายาก แต่ผมไม่โดนเทกบ่อยนะ เพราะทั้งเรื่อง ผมพูดแต่ “ขอรับ” ไง (หัวเราะ)

ผมพูดไม่เยอะครับ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะ เพราะถ้าผมได้พูดอะไรเยอะๆ เหมือนตัวละครอื่น มันเหมือนเครื่องเริ่มติดแล้ว มันก็จะชินกับภาษา คล่องปากมากขึ้น แต่นี่นานๆ ทีจะได้พูดอะไรยาวๆ พอได้พูด ความรู้สึกแบบว่าตื่นเต้นที่กูได้พูดแล้วว่ะ...แล้วต้องทำยังไงเนี่ย 

จากบทวัยรุ่นสดใส สู่บทคนใช้ ไม่รู้สึกว่ามันดูต่ำต้อยบ้างหรือ

ก็คิดนะ แต่ไม่ซีเรียสขนาดนั้น เราไม่ได้เป็นคนดูแคลนเรื่องอาชีพคนเท่าไหร่อยู่แล้ว จะว่าไปผมเข้าใจผิดว่าเป็นบทที่สบายๆ เล่นอะไรง่ายๆ เดินตามเจ้านาย แต่พอมาเล่นจริงๆ มันยากนะ จะมาเป็นคนใช้ก็ยากนะ ส่วนตัวผมพอเริ่มไปสักพัก เริ่มรู้สึกว่าเราหยิบเอาสถานะความสัมพันธ์ในชีวิตจริงในกองถ่ายมาพลิกแพลงได้นะ ทำงานแรกๆ ที่ต้องเจอพี่โป๊ป เฮ้ย พี่โป๊ปเลยนะเนี่ย เป็นนักแสดงรุ่นพี่ ส่วนเราเป็นนักแสดงรุ่นน้อง ผมเลยรู้สึกว่าเราหยิบสถานะรุ่นพี่รุ่นน้องในชีวิตจริงมาใช้ในบทเจ้านายกับบ่าวได้ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็ตื่นเต้นมาก เพราะก็มีแต่นักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ทั้งเรื่อง ช่วงแรกผมเกร็งพอสมควร เวลาเดินผ่านพี่ๆ เราก็เกร็ง เดินก้มๆ โค้งๆ ยกมือไหว้ตลอด แต่พอผ่านไปสักพักบรรยากาศก็สนุกขึ้น

ตัวละครใน บุพเพสันนิวาส เขาจับคู่กันหมด แล้วจ้อยล่ะปิ๊งใครบ้างไหม

ถ้าส่วนตัวก็ต้องเป็นพี่เบลล่านะครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าหมายถึงในเรื่องเหรอ...จะปิ๊งใครได้ครับ มีแต่บ่าวอาวุโสทั้งนั้น คงได้แต่เลือกบ่าวสาวๆ ที่วนไปวนมาในเรือน (หัวเราะ) หรืออาจต้องเลือกเหล่าท่านขุนแทนแบบนิยายวายไปเลย แต่อันนั้นต้องรอให้สาวๆ หมดก่อน (ยิ้ม)

ถ้าบ่าวเลือกนายได้ อยากเลือกรับใช้ใคร 

คงเป็นพี่ปั้นจั่นครับ พี่เขาเอวดีนะครับ (ยิ้ม) เวลาพักกองทีไร เขาก็เต้นโชว์ตลอด คืออย่างในเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งนั้น ผมก็จะไปกระจุกตัวกับแก๊งหนุ่มๆ ที่วัยรุ่นขึ้นมาหน่อย เป็นพวกกวนๆ ซนๆ อย่างพี่โป๊ป พี่ปั้นจั่น พี่ก๊อต

แต่คุณก็ตัดสินใจบินไปเรียนต่อก่อนละครจะออนแอร์ด้วยซ้ำ รู้สึกว่าไม่รุ่งกับงานด้านแสดงจริงเหรอ

อืม...ก็จริงนะครับ (ท้อขนาดนั้นเลยเหรอ) ไม่ท้อนะ ไม่ชอบดราม่า แต่แค่รู้สึกว่าไม่รุ่งแล้ว เหมือนเราเดินทางมาถึงช่วงวัยหนึ่งที่ใช้ชีวิตบนเส้นทางนี้มาสักพัก ผมว่าคนเราจะมีจุดหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่น่าจะรุ่งแล้ว ก็ต้องเริ่มหาทางออกใหม่ ผมเริ่มคิดแบบนี้บ่อยๆ เพราะผมเคยมีความคิดอยากไปอเมริกามานานมากแล้ว อยากไปเปิดโลก เพราะไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ แบบนั้น อย่างมากก็ไปญี่ปุ่น อีกอย่างผมอยากเรียนภาษาอังกฤษด้วย เพราะส่วนตัวผมเป็นคนชอบดูหนัง พอดูหนังฝรั่งมากๆ เข้า บางเรื่องบทสนทนาเร็วมาก หลายครั้งดูทีไรรู้สึกว่าแม่งเหมือนไปนั่งดูแบบไม่รู้เรื่อง วางแผนไว้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนถ่ายละคร แล้วก็ตัดสินใจว่าปิดกล้องเมื่อไหร่ก็ไปเลย

บุพเพสันนิวาส ปิดกล้องแล้วเดินทางเลย ไม่คิดจะรอดูละครของตัวเองก่อนเหรอ 

ใช่ เพราะอยากไปมาก ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะ เดี๋ยวมันจะแก่กว่านี้ รีบไปเลยดีว่า ถ่ายเสร็จปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว พอเดือนกันยายนก็บินเลย กลับมาอีกทีตอนเดือนมีนาคมที่เพิ่งผ่านมานี้เอง

เป็นการกลับมาที่ผิดแผนไม่น้อยเลย ว่ากันว่าเพราะดังก็เลยต้องกลับมาใช่ไหม 

ใช่ กระแสมันดังขึ้นด้วย เพราะตอนแรกผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นั่นยาวเลย เพราะที่บ้านก็อยากให้เราได้อะไรกลับมาหน่อย ไหนๆ ก็ไปทั้งที เช่น ปริญญา ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย สุดท้ายกลายเป็นมหาหลอก (หัวเราะ) แต่ผมก็ตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโทจริงๆ นะครับ คิดไว้ว่าเรียนภาษาอังกฤษสัก 1 ปี แล้วสมัครงาน ทำงานหาเงินไปด้วย จะต่อทางด้านบริหารหรืออะไรที่เกี่ยวกับธุรกิจ เรียนจบกลับมาก็อาจจะสมัครงานบริษัทสักแห่ง มันคงดูมั่นคงกว่า ไม่ต้องคอยพะวงไล่ตามความฝันแค่นั้นเอง


อยู่ที่นั่นทำอะไรบ้าง 

ก็ยังเป็นช่วงเรียนภาษาอยู่ ยังไม่ได้เรียนต่อ อยู่ตั้งหลายเดือนแม่งยังพูดไม่ได้สักที (หัวเราะ)

ไม่คาดคิดสักนิดเลยเหรอว่าบทนี้อาจจะทำให้ตนเองดัง

ไม่มี ผมคิดว่าผลตอบรับมันคงอยู่ในเลเวลปกติ คนก็คงดูเหมือนดูละครปกติ แต่ผมก็ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดนะ ก่อนละครจะออนแอร์ผมก็คิดนะว่าต้องมีคนพูดถึงละครแน่ๆ อย่างน้อยพระเอก นางเอกก็ต้องมีติ่งแน่ๆ เราคิดว่าก็คงพอจะมีคนพูดถึงเราบ้างมั้ง อีกอย่างที่ผมเดาไว้แต่แรกคือละครเรื่องนี้ต้องมีประเด็นในเว็บพันทิปแน่ๆ คงต้องมีการด่ากันบ้างแหละว่า “บ่าวบ้าอะไรขาวแบบนี้” คือเราเห็นว่าละครพีเรียดมักมีประเด็นในเว็บพันทิปตลอด ไม่สมจริงอย่างนั้นอย่างนี้ แค่ฟันก็ต้องละเอียด ผมต้องทาฟันสีดำ แต่ก็มีเคี้ยวใบพลูให้ดูสมจริง แต่ไม่ได้กินแบบครบเครื่องนะครับ เคี้ยวใบพลูกับน้ำแดงแทน ไปๆ มาๆ รสชาติน่าจะแย่กว่าของจริงอีก เพราะเวลาน้ำหวานมันหมด รสชาติมันจะแบบ...(หัวเราะ)

แต่สุดท้าย “จ้อย” ก็ดังขึ้นมาจนได้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องกลับมาไทยใช่ไหม

ก็ชั่งใจพอสมควรนะครับ คือเหมือนเราเปลี่ยนเส้นทางแล้ว ไปถึงที่โน่นแล้ว อยู่มาตั้ง 7 เดือน หลายๆ อย่างกำลังลงตัว ไม่เหมือนช่วง 6 เดือนแรกที่ทรมานพอสมควร กับการพูดและฟังที่ไม่รู้เรื่อง พอเดือนที่ 7 เริ่มรู้เรื่องมากขึ้น ชีวิตเริ่มเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เริ่มอยู่ง่ายขึ้น นี่แหละความยากในการตัดสินใจอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกคือเฮ้ย...อะไรเนี่ย ชีวิตกูกำลังเริ่มเข้าที่เลย แล้วก็มีเสียงจากคนรอบตัวที่เมืองไทย จากที่บ้าน จากเพื่อนๆ ที่เชียร์ว่าให้ลองอีกครั้ง เราก็ชั่งใจอยู่นาน ใจหนึ่งอยากเรียนภาษาให้ครบ 1 ปี ค่อยทำงานตามแผน

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อีกใจมันก็รู้สึกว่าโอกาสมาขนาดนี้แล้ว เรายังจะอยู่เฉยๆ หรืออยากเที่ยวต่อจริงเหรอ มันไม่ใช่โอกาสธรรมดาเลยนะ แต่สุดท้ายแล้วครอบครัวมีน้ำหนักที่สุดครับ ในบรรดาญาติๆ ผม มีอากู๋อยู่คนหนึ่งที่ติดตามชีวิตผม ยิ่งพอเริ่มเป็นนักแสดง อากู๋จะถามตลอดว่าจะมีผลงานอะไรให้ดูอีกมั้ย เขาตื่นเต้นเสมอเวลาที่ผมมีผลงาน กับอากู๋คนนี้เป็นคนหนึ่งที่ผมต้องคอยหาคำตอบมาให้ตลอดเวลา จนมาถึงกระแสของจ้อย อากู๋ก็ไลน์มาหา คือเขาติดตามอยู่ เขาชอบมากที่ได้เห็นผมอยู่ในวงการบันเทิง พี่สาวก็คุยเรื่องนี้กับเรา ก็เลยตัดสินใจกลับมา ถ้าสุดท้ายแล้วหลังจากละครจบ ทุกอย่างจบ กระแสหมด ผมก็คงไปสมัครงาน และเล่นละครเวทีต่อ

ทุกคนเรียกคุณว่า “จ้อย” กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่แทบไม่มีใครเรียก “โมสต์” ซึ่งเป็นชื่อเล่นจริงๆ ของคุณเลย น้อยใจไหม

จริงครับ (ยิ้ม) ช่วงละครออนแอร์มีคนมาขอผมถ่ายรูป ถ้าตอนนั้นมีเวลามากพอ ผมจะถามเรียงคนเลยว่ารู้มั้ยว่าผมชื่ออะไร

ทำไมร้ายล่ะ

(หัวเราะ) ไม่! ไม่ได้ร้าย ผมก็ไม่ได้ถามน้ำเสียงเคืองอะไรแบบนั้น แค่อยากถามว่ารู้มั้ยเนี่ยผมชื่ออะไร มันไม่ได้น้อยใจ ไม่มีดราม่าอะไรเลย ผมว่ามันตลกมากกว่า คนเรียกผมว่า “จ้อย” แต่ไม่มีใครรู้จักเราจริงๆ ถ้าเปิดพื้นที่ให้ผมย้ำล่ะก็ ผมชื่อโมสต์นะครับ ผมชื่อโมสต์รับบทเป็นจ้อย จ้อยในเรื่อง บุพเพสันนิวาส รับบทโดยโมสต์ (ยิ้ม)

เรากลับมาพูดถึงบท “จ้อย” ที่ทำให้คุณโด่งดังอีกครั้ง โดยเฉพาะจ้อยและไก่คู่ใจ มีความยากในการทำงานแค่ไหน

ผมไม่ได้ถึงขั้นเป็นคนรักสัตว์นะ น่าจะเป็นประเภทของคนที่เมตตาสัตว์มากกว่า (หัวเราะ) แต่การเล่นละครกับมันก็ยากนะครับ ตอนแรกๆ ที่อุ้มก็ยากอยู่ พอใส่ตะกร้าจะเป็นฉากที่สบายขึ้นมาหน่อย ไก่เป็นสัตว์ที่แตกตื่นง่าย บางทีก็ส่งเสียงร้องอยู่ตลอด เราต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับมัน ให้มันรู้สึกปลอดภัยที่สุด จะได้ทำงานได้ง่าย

ผูกพันกับไก่ในเรื่องไหม

ไม่ค่อยผูกพันครับ เพราะไม่ได้ใช้ไก่ตัวเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง บางตัวติดถ่ายงานที่อื่น ทีมงานก็ต้องหาอีกตัวมาแทน เปลี่ยนตัวใหม่ทีก็ต้องปรับตัวกันใหม่ ความเชื่องแต่ละตัวต่างกัน วันนี้กลับมาอุ้มอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนในละครเลย น้องเป็นไก่ที่สมบูรณ์มาก น้องหอมมาก เป็นไก่ที่เหมือนลูกคนจริงๆ

อยุธยาคิวต์บอยในเรื่องล่ำบึกทั้งนั้น ได้ข่าวว่าโมสต์ก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้ายิม 

ครับ เป็นคนที่เสพติดยิม ผมเริ่มเข้ายิมมานานมากแล้ว คือผมต้องออกกำลังกาย ถ้าไม่ออกจะตายได้เลย ที่เริ่มออกกำลังกายจริงจังเพราะเมื่อก่อนผมเป็นเด็กอ่อนแอมาก ตอนประถมฯ มีโรคประจำตัว เป็นภูมิแพ้และไซนัส เลยเริ่มออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นครับ (ยิ้ม) ส่วนการเข้ายิมนี่เริ่มช่วง 17-18 ตอนที่โตขึ้นมาหน่อย

ทำไมถึงเข้ายิม อยากล่ำเหรอ

ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่พอเริ่มเล่นก็เล่นไปเรื่อยๆ จนผ่านมาทุกช่วงแล้วนะ ไปถึงขั้นก้ามปู ขาลีบๆ ก้ามปู ขาใหญ่ๆ ก็เคย เหมือน The Hulk ก็เคยมาแล้ว แต่มันเหมือนเป็นการลองผิดลองถูกมากกว่า จนตอนนี้เข้าใจทุกอย่างแล้ว

สนิทกับอยุธยาคิวต์บอยแล้วได้เคล็ดลับอะไรดีๆ มาบ้างไหม

ผมชอบฟังพี่ก๊อต จิรายุมากกก...คนที่รับบทเป็นพ่อเดื่อ ที่มีหนวดน่ะครับ (ยิ้ม) คือด้วยความที่ผมรู้จักเขามานานมากๆ เวลาเจอก็ชอบฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้ของเขาอยู่ตลอด พี่ก๊อตชอบพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะด้าน mindset หรือด้านร่างกายอยู่เสมอ นอกจากนี้ถ้าติดตามเขาในโลกโซเชียลฯ เขาชอบโพสต์วิธีการออกกำลังกาย เราก็จะได้เคล็ดลับด้วย 

ไม่อยากอวดร่างโชว์กล้ามบ้างหรือ 

ผมเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจ เป็นคนขี้อาย เห็นผมชอบเข้ายิม แต่เรื่องการจะโชว์ผมไม่ค่อยชอบ เรียกว่าไม่ประสงค์จะโชว์เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อีกอย่างหนึ่งผมไม่อยากให้คนมาชอบผมที่รูปร่างเท่าไร อยากให้ชอบที่ตัวเราจริงๆ มากกว่า


ตอนนี้คนที่มาชอบคุณก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นะ

เออใช่ๆ คนมาฟอลโลว์เยอะเลย ก็ตกใจนะครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมมียอดฟอลอยู่ที่ประมาณ 160K ก็ถือว่าไม่น้อยนะ นับว่าพอมีชื่ออยู่บ้างในฐานเยาวชนคนหนึ่ง (ยิ้ม) ที่รับงานแสดงบ้าง เห็นหน้าจาก น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ อะไรอย่างนี้ แต่พอเราหยุดงานแสดงแล้วไปใช้ชีวิตต่างประเทศ ไม่ได้ออกทีวีแล้วแม่งยอดฟอลลดลงอย่างเห็นได้ชัด พูดตามตรง ผมก็มีเฟลนิดนึงนะครับ 

ต้องบอกก่อนว่าที่จริงแล้วผมค่อนข้างเกลียดการวัดความนิยมเราจากตัวเลขพวกนี้นะ รำคาญตัวเลขมาก แต่พอทำงานจริงๆ การจะได้งานต่างๆ เขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ความแมส กระแสนิยมเราจากตัวเลขดังกล่าว สุดท้ายแล้วมันทำให้ผมเฟลนะ พอไปอยู่ที่นู่น ยอดฟอลค่อยๆ ลดลง กลายเป็นว่าผมเริ่มรับสภาพไม่ได้แล้ว เชี่ย! ก่อนหน้านี้กูก็ดังนะเว้ย ยอดฟอลจาก 160K เหลือ 130K จนช่วงหลังๆ เวลาเข้าไปดูโปรไฟล์ตัวเองผมต้องเอามือปิดตัวเลขยอดฟอล เหมือนคนโรคจิตเวลาเห็นตัวเลข จนกระทั่งอยู่ๆ ละครออนแอร์ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ตัวเลขตีกลับไป ที่ 800K แล้ว

รู้สึกอย่างไรบ้าง 

มันก็ทำให้ผมเข้าใจคำว่ากระแสมากขึ้น ทำให้เรารู้แล้วว่าถ้าเราไม่อยู่กับกระแส อะไรหลายๆ อย่างมันก็จะหายไป แต่พอมันเป็นกระแสมันก็จะกลับมา มันทำให้รู้ว่าเรื่องของชื่อเสียงเป็นอะไรที่มาแล้วก็ไปจริงๆ ถึงเวลาที่มันมาอยู่ๆ มันก็มา สมมติว่าวันหนึ่งผมไปต่างประเทศอีกกระแสที่มีอยู่มันก็อาจจะลดลง แต่ในตอนนี้ผมก็ดีใจมากที่ทุกคนหันมาสนใจเรา จนทำให้เราได้กลับมาทำงานตรงนี้อีกครั้ง กลับมาทำในสิ่งที่เราชอบอย่างมั่นใจมากขึ้น เหมือนมีไฟมากขึ้น จากที่เคยเฉยๆ ไปแล้ว เลิกเอามือปิดตาปิดตัวเลขฟอลได้แล้ว (ยิ้ม) 

ถ้าจ้อยไม่ได้ดังแบบนี้จะเป็นอย่างไร แล้วกดดันไหมถ้าหลังจากนี้คนอาจจะพูดถึงคุณน้อยลง 

ถ้าจ้อยไม่ดัง ผมก็ยังคงอยู่อเมริกา หรือทำงานอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งในบ้านเรา ตกเย็นไปซ้อมละคร นัดเจอเพื่อนไปนั่งชิลล์ที่ซอยนานา (หัวเราะ) เวลาว่างผมเป็นคนที่ชิลล์มากๆ และติดเพื่อนมาก แต่บางครั้งก็ติดการอยู่คนเดียว มันสลับไปมาระหว่างเวลาที่อยู่คนเดียวมากๆ ก็จะคิดถึงเพื่อน โทรตามเพื่อนแล้วไปหา ก็จะตัวติดเพื่อน แต่พออยู่ติดกันนานๆ จะเริ่มเซ็งแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่ได้หมายถึงเพื่อนน่าเบื่อนะ แต่แบบอยากกลับบ้าน อารมณ์สลับไปมาเหมือนผีบ้า (ยิ้ม)

หลังจากนี้มันคงไม่น้อยกว่าตอนนั้นหรอกครับ (หัวเราะ) ถ้าถามว่าวางแผนอนาคตตัวเองหลังจากนี้ไว้อย่างไรบ้าง ผมยังไม่รู้เลย รู้แค่ว่าถ้ามีงานก็ต้องทำให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม อีกอย่างผมรู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนที่โปรโมตตัวเองหรือบริหารเสน่ห์เก่งเท่าไรนัก ตอนนี้ก็ต้องเริ่มหัดกับเขาบ้างแล้ว (ยิ้ม) แล้วก็มีอีกอย่างที่อยากลองทำครับ ผมอยากเป็นนักกีฬาเรือใบ

นอกจากเข้ายิม ยังแล่นเรือใบด้วยเหรอ

ไม่ได้เล่นครับ แต่อยากไปเรียน ก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสได้แล่นเรือใบ แบบชิลล์ๆ ไม่ได้จริงจังมาก แล้วพอเห็นคนที่เขาแล่นเรือใบเก่งๆ จนลงแข่งเลยทำให้เราอยากทำได้บ้าง จริงๆ แล้วความคิดนี้มันเริ่มต้นมาจากอะไรรู้ไหม มันมาจาก บุพเพฯ นี่แหละครับ ในเรื่องหลายคนคงเห็นแล้วว่าผมต้องพายเรือเยอะมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ผมพายเรือไม่เป็นเลยครับ (ยิ้ม) จนเริ่มแจวเรือเป็น หลังจากนั้นได้ไปลองเรียนแล่นเรือใบที่เขาเปิดอบรมฟรีมาครั้งหนึ่งเลยติดใจ 

ไม่เคยพายเรือมาก่อน แล้วเกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำบ้างไหม

ไม่มีครับ ผมจะไม่มีวันทำให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น(หัวเราะ)

แต่มันมีฉากตกน้ำอยู่ในละครนี่

เบื้องหลังที่ผมไม่เคยบอกใครมาก่อนเลยก็คือฉากนั้นใช้แสตนด์อินมาเล่นแทนผมครับ ถ้าตกจริงคงไม่ได้ช่วยไก่ ไม่ได้รักไก่เลย เพราะว่ายน้ำไม่เป็น (หัวเราะ)

นอกจากความดังและการได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างแล้ว มีอะไรที่ได้จากละครเรื่องนี้อีก 

อยากลองตรวจร่างกาย ไม่รู้ว่ากินสีที่ทาฟันไปเท่าไหร่แล้ว (หัวเราะ)

คุณอยากพูดอะไรกับคนที่ติดตามคุณอยู่บ้าง

เอ่อ...รักจ้อยแล้ว อย่าลืมรักโมสต์ด้วยนะครับ (หัวเราะ) อย่างไรก็ฝากด้วยนะครับ ผมกลับมาทำอะไรที่ชอบทำอีกครั้ง แล้วเดี๋ยวมาดูว่าการที่คนคนหนึ่งได้ทำอะไรที่ชอบทำสมใจเขา ผลมันจะออกมาดีแค่ไหน