A Natural Woman - อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์

25.02.19 703 views

วันที่ทีมงาน HAMBURGER รู้ว่าจะได้ร่วมงานกับอ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ ที่มาพร้อมโจทย์ว่าผู้หญิงคนนี้ที่เคยเป็นทั้งนักแสดง นักร้องดังแห่งยุค 90s พิธีกร และทุกวันนี้เธอยังคงเป็นดีเจ

ทั้งยังอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา กับการถ่ายภาพในแบบบิวตี้ ด้วยวัย 44 ของเธอ ทุกคนต่างร้องว้าวและตื่นเต้นกันใหญ่

เมื่อวันถ่ายทำมาถึง เราทุกคนต้องเร่งงานแข่งกับเวลาและแสงแดดที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าลงทุกที ในขณะที่อ้อมสร้างเซอร์ไพรส์และคลายความกังวลใจให้ทุกคนอย่างอยู่หมัด หลังการลั่นชัตเตอร์ในเวลาที่เร็วที่สุดของโปรดักชั่นในรอบปีที่ผ่านมา ตอกย้ำให้เราเข้าใจคำว่ามืออาชีพ ทันทีที่การถ่ายภาพเสร็จสิ้นลง

และเมื่อเราได้เริ่มค้นตัวตนของเธอมากขึ้น เราพบว่าเสน่ห์ที่แข็งแกร่งที่สุดของอ้อมสุนิสา คือทุกอย่างในตัวที่มีความเป็นธรรมชาติของเธอนั่นเอง 

“ตอนนี้อ้อมยังเป็นดีเจเหมือนเดิม ที่ EFM 94 จันทร์-ศุกร์ ช่วง 3-6 โมงเย็นค่ะ และมีรายการ Monday มันดี เอกกี้-อ้อม จัดอยู่ที่ Green Wave ก็ออกอากาศทุกวันจันทร์2-4 ทุ่ม เป็นรายการใหม่ค่ะ”

อ้อมเคยถามตัวเองว่าชอบงานวงการในด้านไหน อ้อมชอบเพลง และจบมาด้านวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงด้วย เราชอบเพลงเพราะแม่เปิดให้ฟังกรอกหูมาตั้งแต่เด็ก ชอบร้องเพลง ก็เลยทำให้ชอบเปิดเพลงด้วย มันคือความสุข และเรารู้ว่าการต่อเพลง การทำให้เพลงลื่นไหลไปได้ด้วยกัน มันคือความสนุกในหน้าที่ หน้าที่ของเรามันหลากหลายในทุกวันสำหรับอ้อม สมมติเรามี 100 เพลง แต่เราจะต่อเพลงยังไงให้มันไปได้เรื่อยๆ 


รู้สึกอย่างไรกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนอาจจะไม่ฟังรายการวิทยุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

อ้อมไม่เถียงนะ แต่คนยังฟังรายการวิทยุจากโทรศัพท์ได้ เพราะอย่างคลื่นที่อยู่ใน Atime Media หรืออีกหลายๆ ที่ก็มีแอปพลิเคชั่นให้ฟัง ฟังผ่านอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ขอให้มีช่องทาง แต่ตัววิทยุก็ยังอยู่ทั้งในรถหรือกับคนฟังที่ยังอยากรักษาบรรยากาศที่คุ้นชินไว้ แต่พอถึงจุดนึงก็คงจะกลับมานะ เพราะว่าวิทยุมันเป็นเพื่อน มันเป็นสิ่งที่เปิดวนลูปได้


ย้อนกลับไปที่งานในวงการบันเทิงด้านอื่นๆ ‘ห้าวเล็กๆ’ คือภาพยนตร์เรื่องแรกของคุณ ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร

รู้สึกแต่ตัวเลขนะ พอบอกว่าผ่านมา 30 ปีแล้ว ปุ๊บ...โอ้โห อ้อมว่างานแสดงมันเป็นสิ่งที่ยากมากเลย อ้อมชื่นชมมากกับคนที่แสดงได้ เพราะว่ามันไม่ง่ายกับการเป็นตัวละครนั้นๆ เราต้องทิ้งตัวเองก่อนไปเป็นคนอื่น 


แต่งานที่ทำให้ทุกคนรู้จักอ้อม สุนิสา คืองานเพลงใช่ไหม

อ้อมเป็นคนชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คุณแม่ก็สนับสนุนแบบจริงจัง กว่าที่อ้อมจะได้เทปสักตลับนึง ต้องไปยืนร้องเพลงที่แผงเทปให้แม่ฟังก่อน เพื่อยืนยันว่าอยากได้เทปม้วนนี้จริงๆ ตอนเด็กๆ เราไม่มีสตางค์ แม่ก็จะดูว่าเราจริงจังกับมันมั้ย ถ้าอยากได้จริงจัง ร้องเพลงให้เขาฟังรู้เรื่อง เราก็จะได้เทปม้วนนี้กลับบ้าน แต่มันมีผลกับอ้อมนะ เวลาไปเมืองนอก อ้อมดูมิวสิกวิดีโอที่เขาปล่อยซิงเกิ้ลออกมาแค่ตัวอย่างนิดเดียว ไม่กี่โน้ต อ้อมก็จำได้แล้วก็ฮัมเพลงนี้นั่งแท็กซี่ไปจนถึง Tower Records แล้วร้องให้เขาฟัง แล้วได้มันกลับมา (ยิ้ม) 


คุณแม่รู้สึกอย่างไรในวันที่ลูกสาวได้เป็นนักร้อง

เขาก็ดีใจ แต่ไม่คิดว่าเป็นอาชีพที่จะประคองอ้อมมาได้ไกลจนถึงทุกวันนี้ หรือสร้างให้อ้อมมีวันนี้ได้ เพราะว่าที่บ้านเราคิดแค่เบื้องต้นว่าทำทุกอย่างให้สนุก ทำเพื่อหาประสบการณ์ แม่อ้อมเป็นครูเขารู้ว่าประสบการณ์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ บางครั้งเงินก็ซื้อประสบการณ์ไม่ได้ แม่บอกว่าแม่เอาเงินมาซื้อให้คนสร้างหนังให้ก็ไม่ได้ ไปซื้อคนมาทำอัลบั้มให้ก็ไม่ได้ แต่นี่มีคนสร้างให้เราก็จงทำ เราเองได้โดดเรียนด้วย บางทีอ้อมก็ขี้เกียจบ้าง ได้มีข้ออ้างโดดเรียนดีจะตาย ได้ทั้งโดดเรียน เที่ยวเล่น และทำงาน 


จริงหรือเปล่าที่ว่าเป็นลูกครูมักโดนดุ

แม่เหรอคะ ดุมาก อ้อมต้องตื่นมาอ่านหนังสือตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง อ้อมต้องอ่านหนังสือก่อนเปิดเทอมให้จบ แม่คอยเช็กหนังสือที่อ้อมอ่าน แล้วเรียกมาถามให้เราสรุปให้ฟังด้วย บางทีถามด้วยว่าหน้านี้สรุปคืออะไร อย่างวิชาเลขต้องเขียนวิธีทำให้เห็นด้วยไม่ใช่สรุปมาแค่คำตอบ  


ถึงขั้นโดนตีบ้างไหม

จะเหลือเหรอ (หัวเราะ) สูงสุด 33 ที ไล่ตั้งแต่ปลายขาไปจนถึงก้น (คดีอะไร?) ตอนนั้นพี่เลี้ยงไม่อยู่ เราต้องซักผ้าเอง แม่บอกว่าอย่าดองผ้า คือให้เราซักผ้าทุกวัน มันไม่ยากเลยเพราะซักเครื่อง ถุงเท้าก็ใส่เครื่องไปพร้อมกัน แล้วเราเห็นว่าเขาไม่ตรวจ เขาก็คงรู้ว่าพอไม่ตรวจบ่อยๆ มันคงประมาท พอเขามาตรวจทีเดียว นับชิ้นรวมกันได้ 33 ตัว แม่ถกกางเกงจากก้นแล้วตี แล้วก็มาทายาให้ เขาไม่ได้ตีเราด้วยอารมณ์ ตีด้วยเหตุผลล้วนๆ 


อ้อมในวัยเด็กเคยบอกว่าตัวเองเป็นคนสวย และในวันที่ได้เข้าวงการบันเทิง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าฉันสวยขึ้นบ้างไหม

ตอนเข้าวงการไม่ได้คิดว่าตัวเองสวย เคยคิดว่าตัวเองสวยตอนช่วง 4-5 ขวบมั้ง มั่นใจชนิดที่ชี้หน้านางงามในทีวีแล้วบอกกับแม่ว่าอ้อมสวยกว่าเขา ทั้งๆ ที่อ้อมนุ่งกางเกงในตัวเดียว ตัวเตี้ยๆ ล่ำๆ อย่างนั้น โคตรมั่นใจในตัวเอง 


ทำไมพอโตมาถึงหมดความมั่นใจไปได้ล่ะ

ช่วงนึงไม่เหลือความมั่นใจเลย เพราะว่าเราตากแดดจนตัวดำ ไว้ผมยาวและเป็นคนมีขนกับลูกผมเต็มหน้าผากเลย


ไม่ได้ดูแลตัวเองบ้างเหรอ

ขนกับลูกผมที่หน้าผากตอนเด็กๆ จะให้ดูแลยังไง ก็ต้องปล่อยไป หูก็กาง ฟันหลอตั้งแต่อนุบาลฯ โตมาหน่อยเป็นผู้หญิงที่ฟันก็เก แล้วก็เดินขาถ่างๆ ยังดีที่เป็นคนรักสะอาด พอเริ่มเรียนมัธยมฯ เราเริ่มตัดขาดการมองตัวเองในเชิงสวยงามแล้ว ตอน ม.1 อายุ 11 ปีเอง แต่เพื่อนๆ อายุ 13 แล้ว เขาดูเป็นสาวกันหมดแล้ว ส่วนเรายังตัวเตี้ยยืนต่อท้ายแถว คือเราพัฒนาการช้ากว่าเขา เพราะฉะนั้นเราคือเด็กในขณะที่เพื่อนโต ตัดเรื่องความสวยทิ้งไปเลยจน ม.ปลาย เข้าวงการ ก็ไม่ได้เข้าเพราะความสวย เข้าเพราะบุคลิกหน้าตาบางมุมที่คนชอบ ตอนนั้นอ้อมหนักห้าสิบกว่า เบบี้แฟตมันก็ชัดมาก ออกอัลบั้มแรกใส่กางเกงเอว 38 เกือบๆ 40 กางเกงตัวใหญ่ ไม่ได้นำแฟชั่น แต่อ้อมแค่ก้นใหญ่ เลยแก้ปัญหาด้วยกางเกงตัวใหญ่ ไว้ผมยาวเพราะอัดอั้นมาตั้งแต่ตอน ม.ต้น ไว้แล้วก็ขมวดผมไม่ยอมตัด ไม่คิดว่าสวยเลย อายุ 16 ปี ยังเด็ก ยังไม่เข้ารูป


โตขึ้นกว่านั้นเคยคิดไหมว่าการเป็นอ้อม สุนิสา ก็หน้าตาดีเหมือนกันนะ

เริ่มสนใจ ตอนที่พี่ๆ เขาเริ่มกรูมมิ่งลุคให้เรา แบบที่ไม่ใช่ลุคน่ารักแล้ว เพราะเราเคยรู้สึกว่ามันมีลุคที่น่ารักได้ เวลาที่เราถ่ายแบบแนวสตรีทดูรูปแล้วก็น่ารักดี แต่พอวันนึงได้เปลี่ยนวิธีแต่งหน้า เริ่มดูน่าสนใจ เออ กูก็สวยนี่หว่า คนเรามันก็มีภาวะหลงตัวเองได้ แต่พอลบหน้าเสร็จ อ้าว...กูคนเดิม

 

แต่วันนี้อ้อมได้มาถ่ายแบบในฐานะตัวแทนแบรนด์บิวตี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง 

มันมีหลายอย่างมากกก...ตอนเด็กๆ เราเคยอยากถ่ายแบบ 2 อย่าง อย่างแรกคืออยากถ่ายให้กับแบรนด์ Benetton เพราะยุคนั้นแบรนด์นี้มันมีความหลากหลายของมนุษย์ หลากชาติพันธุ์มาก ใส่ฟันเหล็ก ผิวสี หน้าตาแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องหล่อ-สวยในแบบพิมพ์นิยม และมันดูมีสีสันมาก มันดูเป็นความจริงสำหรับอ้อม อ้อมชอบอีกอย่างนึงเวลาผ่านเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ยิ่งที่เมืองนอกจะเห็นชัดว่ามันมีโฆษณาพวกน้ำหอม หรือเครื่องสำอางไฮแบรนด์ ที่รู้สึกว่าต้องสวยระดับนางแบบชั้นนำเท่านั้นถึงจะถ่ายได้ (ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ถ่าย?) ไม่ได้ถ่าย ไม่เคยถ่ายแบบเครื่องสำอาง ไม่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์หรือโฆษณาให้เขา เวลาได้ถ่ายโฆษณาอะไรอย่างนี้เรามีความรู้สึกว่าถูกเลือก เป็นคนที่ได้บอกว่าเราคือตัวแทนของอะไรสักอย่าง 


แล้ววันนี้ที่ได้ทำงานร่วมกับ THREE ที่เป็นแบรนด์บิวตี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เขาโทรมาชวน โทรมาถาม เราก็ถามก่อนว่าถ่ายอะไร แต่ในใจเราโอเคตั้งแต่เขาถามแล้ว เพราะเราใช้โปรดักต์ของเขาอยู่แล้ว เพราะเป็นคนที่ต้องชอบอะไรแล้วถึงจะยอมทำ คือถ้าไม่ชอบก็ทำนะถ้าเงินเยอะพอ (ยิ้ม) หมายถึงเราก็ต้องมีงานส่วนนึงที่ทำเพื่อเงิน เราไม่สามารถหายใจแล้วอิ่ม เราต้องใช้เงินกินข้าว แต่บางครั้งเราก็ต้องการความอิ่มใจ ความสนุกทางใจ ซึ่งกรณีนี้เขาเลือกเรา ก็ถาม-ตอบกัน ซึ่งอันนี้มันเป็นการที่ประเทศไทยเลือกแล้วเสนอชื่อไปที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเท่าที่เรารู้จักคนญี่ปุ่นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะยอมลงเอยทำงานกับเรา ไม่ใช่หมายความว่าเขาไม่ยอมทำงานกับคนไทยนะ แต่หมายถึงว่ายอมรับและเลือกให้ใครสักคนทำงานเพื่อนำเสนอแบรนด์เขาได้ เราเลยรู้สึกว่าโอ้โห...เอาเหอะ 


ความฝันเรื่องถ่ายแบบแนวบิวตี้ก็เป็นจริงในวัย...

44 ปี


รู้สึกอย่างไรบ้างที่มีหน้าตัวเองปรากฏในงานบิวตี้

จะบอกว่าคนเราอะไรมันก็เกิดขึ้นได้นะ ไม่ต้องอธิษฐาน อะไรถ้ามันจะเป็นมันก็จะเป็น แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ลงมือทำ เพราะอ้อมเชื่อว่าสิ่งที่เขาเลือกเรา ไม่ได้มาจากรูปภาพใบเดียว แต่มันต้องมาจากสิ่งที่อ้อมเป็นด้วย และเป็นสิ่งที่อ้อมเป็นมาตลอด อาจจะเป็นช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา อะไรก็แล้วแต่ เหล่านั้นคือเราต้องทำมันขึ้นมาเอง แต่เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำมันจะส่งผลในวันไหน บังเอิญว่ามันส่งผลในวันนี้ เลยทำให้เขาเลือกอ้อม แต่ในขณะเดียวกันอ้อมก็เลือกที่จะใช้ชีวิตของอ้อมให้มันเป็นแบบนี้ มันส่งต่อกัน อ้อมรู้สึกว่ามันเป็นความต่อเนื่อง มันคือธรรมชาติที่จัดสรรให้เป็น 


ปกติดูแลผิวใช่ไหม

เอาตรงๆ เมื่อก่อนอ้อมดูแลเท้ามากกว่าหน้าอีกนะ นวดเท้า ดูแลเท้า ตัดเล็บไม่ให้เท้าดำ หน้าดำได้ไม่เป็นไร อาบน้ำร้อน ล้างหน้าด้วยน้ำร้อนตั้งแต่เด็ก ถูน้ำร้อน โปะด้วยน้ำเย็น ส่วน
ครีมกันแดดไม่ทา เป็นสิวก็ต้องบีบตลอด ใช้ชีวิตอย่างนี้มาตลอด

จนเมื่อ 4 ปีที่แล้วไปหาหมอ Anti-Aging และหมอทางด้านผิวหนัง เขาก็ถามเรื่องการใช้ชีวิตของเรา ถามถึงผิวหน้าด้วย เราก็บอกวิธีการของเรา หมอบอกกับเราว่า “ทำบุญมาเยอะ กินบุญเก่า” เขาบอกกับเราว่าจะทำอะไรก็ทำ จะไม่ทำก็ได้ แต่ต้องใช้ครีมกันแดดก่อน หมอขอทีละอย่างก่อน พอเริ่มใช้ครีมกันแดด ทำให้เริ่มพอเข้าใจ เริ่มบำรุงผิวหน้า เริ่มล้างหน้านุ่มนวลขึ้น จากที่เคยขัดหน้าหนักๆ เหมือนขัดโคลน 

พอเริ่มมาดูแลตัวเอง เลยคิดถึงวัยเด็ก เริ่มยอมรับที่เราเคยบอกในวัยเด็กว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่พอ 40 แล้วหายใจแผ่วๆ มันก็บวมขึ้น เพราะฉะนั้นหน้าเป็นอะไรที่ไม่ควรทำลาย การดูแลเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ขอย้ำว่ายิ่งเร็วยิ่งดี เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้แต้มบุญ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่เหมาะกับตัวเราอันนี้ยิ่งมีส่วน ขยันเถอะค่ะ ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ ถ้าเขาบอกว่าให้เราทา 3 ขั้นตอนบนใบหน้าก่อนนอน ก็คิดซะว่าเราได้ใช้เวลาให้ตัวเอง เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย ตอนนี้เชื่อแล้ว เพราะเพื่อนที่ออฟฟิศทักว่าหน้าเราดีนะ “ช่วงนี้ดูแลมากหน่อยเพราะต้องมาถ่ายงานกับเขา” เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “ถ่ายเสร็จแล้วช่วยดูแลต่อไปแบบนี้นะ” (ยิ้ม) มันส่งผลต่อบุคลิกเราด้วย มันเป็นเรื่องที่ควร เราควรดูแลตัวเองบนพื้นฐานที่พอดี


เรื่องของการแต่งหน้าล่ะ ได้แต่งหน้าไหม

ไม่แต่ง หน้าสดค่ะ อ้อมหน้าสดตลอด ทุกวันนี้ทามากที่สุดก็คือทาผลิตภัณฑ์ของ THREE นี่แหละ โลชั่นที่เป็นน้ำๆ มีออยล์ และโลชั่นสีขาวๆ ของเขา 3 ชิ้นที่เป็นสกินแคร์นี่ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นมาก อ้อ...แล้วก็ทาครีมกันแดด แต่บางครั้งเพื่อนก็ชอบทักเรื่องหน้ามัน หน้าเราเงาๆ จนเริ่มเอาแป้งฝุ่นของ THREE อีกนี่แหละมาตบๆ เออ...คนรอบตัวเราสบายใจแล้ว (ยิ้ม) 


หลายคนเห็นว่าคุณเป็นสายธรรมะ การเข้าหาธรรมะนี่แต่งหน้าได้ไหม 

ถ้าอ้อมเป็นแม่ชี ถือศีล 8 ศีล 10 อ้อมไม่แต่งหรอกค่ะ มันผิดศีล แต่อ้อมเป็นฆราวาส อ้อมถึงได้แต่ง อ้อมถือศีล 5 เขาไม่ได้ห้ามแต่งหน้า ที่สำคัญอ้อมแต่งหน้าให้ดูเป็นปกติ ให้มีสีระเรื่อ เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง ความสบายตาให้คนอื่น ด้วยของแค่นี้เอง แค่ตบๆ ปัดๆ มันก็เหมาะกับวัยนะ ถ้าเป็นตอนยี่สิบกว่าๆ เดินเซอร์ๆ มันก็โอเค แต่ 40 กว่าแล้วเราต้องดูแลตัวเองตามวัย มันต้องมีความน่าเชื่อถือบางอย่างแล้ว จริงๆ เราไม่ควรยึดติดว่าเข้ามาสายธรรมะแล้วแต่งหน้าไม่ได้ ไม่ต้องไปเยอะ ถ้าเขาจิตใจดี ไปด้วยความสงบกิริยาสำรวม ใส่เสื้อผ้ามิดชิด อ้อมว่ามันก็น่าเชื่อถือนะ 


จำเป็นไหมว่าต้องนุ่งขาวห่มขาวอย่างเดียว

ไม่ ถ้าไม่ใช่แม่ชี ถ้าไม่ใช่คนในสถานะถือศีล ปวารณาตนว่าจะต้องใส่เครื่องแบบอย่างนั้น จริงๆ เราจะใส่อะไรก็ได้ เพราะที่สำคัญมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราใส่ มันอยู่ที่ข้างในใจเรามากกว่า 


กี่ปีแล้วที่ตัดสินใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง แล้วสาเหตุมาจากอะไร

9-10 ปีที่แล้ว เริ่มจากเราอยากทำรายการธรรมะก่อน เพราะความอยากสนุก อยากทำ สิ่งที่อ้อมสนใจคือความจริงที่เรารู้สึกว่าเกิดมาแล้วเป้าหมายเราคืออะไร ทุกวันนี้เรามีความสุข สนุกกันจริงๆ เหรอ เราคิดว่าเราฉลาดนะ แต่ทำไมเรายังทำอะไรอีกหลายอย่างไม่ได้ เราจัดการไม่ได้ เราฉลาดจริงๆ หรือเปล่า เราคิดว่าตัวเองสนุก ตัวเองสบาย ความจริงที่ไปเพราะไม่รู้จักตัวเอง  

พอได้ไปอยู่ใกล้ๆ เพื่อศึกษา ก็เริ่มโยงบางอย่างให้ได้คิด อ้อมว่าจริงๆ ทุกข์สอนให้เราเห็นธรรม เพราะฉะนั้นอย่าปฏิเสธทุกข์ ทุกข์เมื่อไหร่เราจะฉลาดขึ้น สังเกตสิ...ทุกเรื่องเลย แต่ตอนทุกข์ไม่สนุกหรอก แต่ทุกๆ เรื่องมีโจทย์เสมอ 


ทำไมถึงตัดสินใจบวช

ทุกอย่างของอ้อมมาจากความสนุก เรียนธรรมะยังสนุกเลย เมื่อไหร่ที่เราสนุกกับอะไรก็แล้วแต่ เราจะกัดไม่ปล่อย อ้อมสนุกกับเรื่องนี้เพราะธรรมะสอนให้เรารู้จักตัวเองมากกว่าคนอื่น มันสนุก 


พอเข้าหาธรรมะแล้วก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น อ้อมได้รู้อะไรบ้าง

ตอนนั้นยังไม่ได้บวชเลย เราเคยพูดมาตลอดว่าไม่เคยทุกข์เว้ย เราแค่หงุดหงิด อึดอัด โมโห ไม่เคยรู้เลยจนเจอบทสวดมนต์ จำได้ว่าความร่ำไรรำพัน ไม่สบายกาย-ใจ คับแค้นใจ ปรารถนาสิ่งที่รักแล้วไม่ได้ มันก็ทุกข์นี่นา ความทุกข์มันมารวมกันตรงนี้หมดเลย แต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมัน แต่สิ่งนี้มีผู้ชายคนนึงคิดได้ตั้งแต่สองพันกว่าปีที่แล้ว มันอะเมซิ่งนะ ที่คิดมาได้ตั้งแต่สมัยนู้น และครอบคลุมมาก เรารู้สึกว่าอยากรู้มากขึ้นอีก 


บวชมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นอย่างไร และจะมีครั้งอื่นๆ อีกไหม

ตอบไม่ได้นะคะเรื่องบวช ตอนบวชครั้งที่ 2 ก็ฉุกละหุก เพราะว่าเดินทางไปอินเดีย ตั้งใจจะช่วยดูแลแม่ชีน้อยที่เขาไปบวช ตอนไปที่นั่น อ้อมรู้สึกว่าอ้อมขี้เกียจถลกผ้าถุงเข้าห้องน้ำที่ต่างแดน แต่เราอึดอัดเหลือเกิน อ้อมจะเข้าไปฉี่ในห้องน้ำ แต่ห้องน้ำปั๊มประเทศไหนๆ ก็เหมือนกันถ้าไม่ได้ทำความสะอาด แต่เราอึดอัด เราปวดท้อง ซึ่งยังต้องนั่งรถอีกเกือบ 10 ชั่วโมง พี่นักข่าวที่ไปด้วยเขาบอกอ้อมว่าฉี่ข้างทางมันดีมาก แต่เราว่าไม่จริงค่ะ ก็เลยนั่งทน นั่งท้องอืด ปวดทรมานจนจะตายอยู่แล้ว พอรถหยุด เอาวะ...ไม่ฉี่ไม่ได้

เชื่อไหมว่าการที่เราฉี่ข้างทางที่เป็นทุ่งข้าว พระอาทิตย์กำลังคล้อย สีส้มสวย สิ่งที่เรารู้สึกคือทุกข์มันหาย นึกถึงเวลาเราอั้นฉี่ไว้ แล้วเราได้เข้าห้องน้ำ เอามันออก ความเบาของร่างกายมันเกิดขึ้น ขณะนั้นเอง อ้อมรู้ว่าการคลายทุกข์มันเป็นอย่างนั้น แล้วเราแบกทุกข์ไปไว้ทำไม 


การบวชคือสิ่งจำเป็นไหม 

ไม่จำเป็นนะ ธรรมะไม่ได้มีแค่รูปแบบการบวชอย่างเดียว แต่การบวชมันช่วยให้...

หนึ่งคือเรื่องชุด ถ้าเราเคารพ และรู้หน้าที่ของชุดที่เราใส่ มันจะส่งต่อไปว่าเราทำหน้าที่อะไร ชุดบอกว่าเรากำลังอาศัยข้าววัดข้าวคนอื่นกิน เราเป็นผู้ไม่มี เรามีข้าวกินจากการที่คนให้เพราะศรัทธา แต่เขาไม่ได้ศรัทธาเรานะคะ เขาศรัทธาชุด ชุดที่บอกว่าเราเดินตามพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นด้วยชุดทำให้เราต้องมีความละอายที่จะไม่ทำไม่ดี เราถูกฝึกมา เรามีการเรียนการสอนการปฏิบัติอีกแบบ 


ธรรมะเปลี่ยนแปลงชีวิตของอ้อม สุนิสา หลายอย่างมาก มันเปลี่ยนแปลงมุมมองความรักของอ้อมด้วยไหม 

ด้วยค่ะ อ้อมอยากจะเป็นคนที่ดี เป็นคนดีเพราะมันดี ไม่ใช่แค่ดีเพื่อคนที่เรารัก มันเป็นคำที่ไม่โรแมนติก ถ้าเวลาคนที่เรารักถามเราว่าเราเป็นคนดีเพื่อเขาหรือเปล่า เราก็บอกว่าเปล่า เราดีเพราะเราอยากดี เพราะนั่นมันคือความยั่งยืน แต่ถ้าเราดีเพราะเรารักเขา แล้วถ้าวันนึงความรักของเราเปลี่ยน เรารักเขาน้อยลง เราจะไม่ดีรึเปล่า หรือถ้าเขารักเราน้อยลง ความดีของเราจะลดลงมั้ย แต่ถ้าเราดีเพราะความดีเป็นเรื่องปกติ แล้วความดีทำให้คนเรามีความสุข มันป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะฉะนั้นคำตอบของเรามันไม่หวาน ไม่เอาใจใคร แต่มันคือความจริง สำหรับอ้อมความดีคือเรื่องปกติ 

เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าการมีตัวเลือกเยอะ การคบหลายคน มันทำให้เราเจ๋ง ดูเป็นคนเลือกได้ ทั้งสับ ทั้งชน ขนาดจับได้แล้ว เขายังไม่เลิกกับเรา เขายังอยู่กับเรานี่นา ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเจ๋งมากเข้าไปอีก ทุกอย่างดูเราเลือกได้ เพราะเรายังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้ลงหลักปักฐานกับใคร


เคยมีภาพฝันเรื่องการแต่งงานใช่ไหม

มีค่ะ แล้วก็น้ำตาตกมาแล้วด้วย ตอนนั้นอายุ 25 ปี ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด เรามีเส้นทางที่เราวาง ตามพื้นฐานในชีวิตเป๊ะๆ เราคิดด้วยซ้ำว่าเราโตขึ้นมาเราจะแต่งตัวโทนไหน สไตล์อะไร เราคิดอะไรอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่พออายุ 25 ปีเราทำอะไรวะ เรียนจบมาตั้งกี่ปีมันน่าจะแต่งงานมีลูกได้แล้วนี่นา 


ที่กลายเป็นคนเจ้าชู้ เพราะผิดหวังจากชีวิตแต่งงานหรือเปล่า 

เปล่าๆๆ เป็นมาก่อน ไม่รู้สิ โรคจิตมั้ง บอกไม่ได้เหมือนกัน รู้สึกเติมไม่เต็ม 


แล้วคิดได้เพราะอะไร

นี่ไง อยากเป็นคนดี (ช่วงที่สนใจศึกษาธรรมะเหรอ?) ตอนนั้นยังเจ้าชู้อยู่ แต่คือพยายามค่อยๆ ลดลง คนเรามันทำมาเป็นสิบปีแล้ว มันติดเป็นสันดาน และเราอายคน เพราะหลังบวชครั้งแรก เวลาที่เราจัดรายการวิทยุ คนฟังเขาชื่นชมเราเหลือเกิน
นี่ก็พูดตรงๆ นะว่า “คุณผู้ฟังคะ อ้อมไม่ได้ดีขนาดนั้น อย่าชื่นชมอ้อม อ้อมอึดอัด” 


คำชื่นชมไม่ได้ทำให้เราหลงใช่ไหม

อายสิ อาย เขาชมจริงจังเลย เราก็ปฏิเสธบ่อยๆ ในรายการ พอปฏิเสธบ่อยๆ มันก็ไม่ใช่เรื่อง สุดท้าย...เออ เลิกทำก็ได้วะ จะได้ไม่ทำให้ใครผิดหวัง พยายามดีเท่าที่ทำได้ แต่ไม่เครียด ในบางโอกาสอย่างข้อของสุรา ที่ปกติเราแทบจะไม่ดื่มเลยนะ แต่ถ้าไปทานอาหารกับเพื่อน บนโต๊ะเขามีไวน์อยู่ เราก็จะขอชิมหน่อย แต่ชิมนิดหน่อยจริงๆ เพราะบนโต๊ะมันมีแก้วมารยาทอยู่ จะกินหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง 

สึกครั้งสุดท้ายอ้อมรับปากกับทวดที่เป็นคนสอนเราว่าจะเอาจริงกับศีลข้อนี้ให้ได้ และพอเราทำได้เราก็ภูมิใจ เชื่อมั้ยว่าเวลาที่เราคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่กล้าทำ เรากลัวที่จะทำ เรากลัวใจเรา แต่ถ้าเรากล้านะ แล้วเราทำได้ จากเรื่องที่มันยากมันจะง่ายขึ้นจนเป็นเรื่องปกติเลย 


คำถามที่อ้อม สุนิสา บอกเสมอว่าคงจะตายไปพร้อมคำถามนี้ คือคำถามเรื่องเพศสภาพ ถ้าถามในอีกมุมว่ารู้สึกอย่างไรเวลาที่เจอคำถามแบบนี้ 

เวลาโดนถามเรื่องนี้ ตอนเด็กๆ อ้อมเคยสงสัยว่าการที่เขารู้เรื่องนี้จะไปช่วยเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องเศรษฐกิจมั้ย แต่พอโตมาเราก็เข้าใจว่าบางคนเขาไม่ได้ถามเพราะอยากรู้จริงๆ เขาแค่อยากได้คำตอบที่ตรงใจเขา เราตอบอะไรไป ถ้าไม่ต้องใจเขา เขาก็จะย้อนถามว่า “ใช่เหรอ” 

อ้อมว่ามันจะตรงกับใจเขาหรือเปล่าแค่นั้นเอง แต่ก็ไม่แปลกนะที่ถูกถาม ก็ตอบเรื่องนี้กันมาตลอด แต่ในการถาม-ตอบกันก็มีคำว่า “จริงเหรอ” ตลอด จนอ้อมรู้สึกว่าไม่ตอบก็ได้ ก็เป็นของอ้อมแบบนี้ อ้อมชอบคนหน้าตาดี ชอบคนฉลาด ชอบคนที่คุยกันรู้เรื่อง เข้ากับอ้อมได้ สุดท้ายแล้วแค่เรื่องรสนิยมความชอบของแต่ละคน บางทีตัวเรายังชอบไม่เหมือนเดิมเลย ความชอบของเราจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มันมีอันนึงที่เป็นสิ่งเดียวกันอยู่ลึกๆ ในใจว่าสิ่งนี้ต่างหากที่เป็นแกนหลักที่เราชอบ ส่วนที่เหลือก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามวัน เวลา และบริบทต่างๆ 


โดนคำพูดเสียดเย้ย (Bully) เรื่องความชอบส่วนบุคคลบ้างไหม

ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็มีบ้างนะ บางคนเขาจำเพาะเจาะจงว่าเราเป็นอย่างนี้ในวิธีเรียกของเขาลงไป ซึ่งเราก็รู้สึกว่าโอ้โห...ทำไมรุนแรงจัง ต้องเหยียดเหรอ ทำไมต้องเหยียดกัน สมมติเวลามีข่าวผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกับผู้หญิงมักขึ้นข่าวหน้าหนึ่งเรื่องการทำร้ายกันว่าด้วยความรัก สำหรับใจอ้อมนะคะ เวลาถ้าคนเราทำร้ายกันด้วยสาเหตุจากความรัก อย่าเอาเรื่องเพศเข้ามาพูด ถ้าคนจะไม่น่ารัก ก็พูดถึงตัวบุคคลที่ไม่น่ารักเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทุกคนมีความแตกต่างและความเหมือนกัน ทุกคนต้องการความรัก ชีวิตคู่ ต้องการความสบายใจในการดำรงชีพ 


ความรัก ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร 

เมื่อก่อนอ้อมเข้าใจว่าความรักคือภาพลักษณ์ข้างนอก คือความสำเร็จในกระบวนการทางครอบครัว เพราะเราถูกสอนมาว่าถ้าเราโต เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก จนมีหลานแล้วถึงตายได้ เราเข้าใจว่าแพตเทิร์นชีวิตเป็นอย่างนี้ พอเราเข้าใจกระบวนการชีวิตใหม่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตทั้งนั้น ตายไม่ใช่ความแก่ เจ็บก็อาจไม่ใช่ความแก่ อย่าประมาท เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าที่คนจะสงสัยและสนใจในตัวอ้อม ในแง่ของคำตอบนี้ เพราะว่าที่สุดแล้ว อ้อมว่าคำตอบมันบอกไว้อยู่แล้ว เพียงแต่จะตรงใจใครหรือเปล่า (ทุกวันนี้โสดหรือไม่โสด) เอ่อ...ก็ใช้ชีวิตปกตินะ (ยิ้ม) 


จำเป็นไหมว่าทุกคนต้องหันมาศึกษาธรรมะ 

อ้อมเชื่อว่าการมีธรรมะเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ถ้าเราจะต้องมีอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยว ที่ทำให้ใจเราสงบได้ มันก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าทำแล้วเป็นทางดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ทำแล้วเพิ่มทุกข์ สิ่งนั้นเราควรศึกษา จะศาสนาไหนก็ได้ ที่สอนให้เราเกื้อกูลคนอื่น ดับทุกข์ที่เกิดในใจเรา สร้างทุกข์ให้น้อยลง อ้อมว่าเป็นสิ่งที่ควร 

เลือกที่ตัวเองถนัด ถ้าชอบอ่านหนังสือก็อ่านหนังสือ หาหนังสือให้ถูก ชอบอาจารย์ก็หาอาจารย์ให้ถูก เลือกให้ถูกจริตของตัวเอง และเช็กกับตัวเองให้ดีว่าในสิ่งที่ทำอยู่นั้นสอนให้ลด ละ เลิก อ้อมว่านั่นน่าจะเป็นทางที่ใช่ 


ถ้าต้องประเมินตัวเองในวันนี้ ผ่านมากี่แบบฝึกหัดแล้ว

ก็นิดๆ หน่อยๆ ค่ะ บางวันเราก็ทำได้ดีขึ้น บางวันอาจจะตกลงไปบ้าง มันเป็นความไม่แน่นอน ก็พยายามต่อไป มีบางวันอ้อมยังปรี๊ดอยู่เลย แต่บางวันเราก็ดีลทุกอย่างได้สบายมาก บางวันไม่ได้ บางวันกว่าจะรู้ก็ตัวก็ 2 ชั่วโมงไปแล้ว บางทีก็ครึ่งวัน แต่ดีกว่าเมื่อก่อนที่กว่าจะรู้ตัวผ่านไปครึ่งปีแล้วถึงรู้ตัว (ประเมินตัวเองอยู่เสมอใช่มั้ย?) ค่อนข้างค่ะ มันจำเป็น เพราะดีกว่าประเมินคนอื่น 


จุดหมายสูงสุดในการศึกษาธรรมะอยู่ที่ตรงไหน

อยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไปในที่ที่ควรไป แต่ถ้าให้ตั้งเป้าหมายสั้นๆ ก็คือพยายามเย็นให้ได้ที่สุด


จุดหมายสูงสุดในชีวิตล่ะคืออะไร

ณ วันนี้เหรอ ทำให้มันจบไปวันๆ 


การวางแผนชีวิตแบบตอนอายุ 25 ยังมีอยู่ไหม

เออ เดี๋ยวนี้ไม่คิด คิดเสียว่าถ้าอ้อมไม่ได้มีความผูกพันอะไรในชีวิต อาจจะบวช อาจจะอยู่ในสถานพักคนชรา ก็มองไว้ 2 ที่ คิดอย่างนี้จริงๆ ไม่ชอบเป็นภาระคนอื่น เป้าหมายอื่นๆ ก็คงทำปัจจุบัน เพราะปัจจุบันส่งผลต่ออนาคตเสมอ


ช่วงระหว่างที่คุยกันคุณพูดเรื่องความตายด้วย รู้สึกอย่างไรกับเรื่องความตายบ้าง

เวลาที่เราสนุกมากๆ เราจะลืม จะกลัวตาย แต่ถ้าเราตระหนักรู้อยู่เป็นระยะ เราจะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ช่วงไหนที่เราลอยๆ เราแฮปปี้ เราชอบจังเลย เราลืมตัวอยู่บ่อยๆ เราจะเผลอ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไม่ชอบชีวิต อย่าไปปฏิเสธมัน แต่ก็อย่าหลงมัน กับเรื่องความตาย เรามักพูดว่ามันเป็นเรื่องไม่มงคล แต่เกิดก็คู่กับตาย มันเป็นเรื่องคู่กัน เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่านี่คือความจริง แค่เราใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แต่ถ้ามันจะสุดวิสัยมันก็คือเรื่องที่ต้องเกิด 


ถ้าต้องเลือกธรรมะสำหรับการอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ธรรมะที่ดีที่สุดคืออะไร

อ้อมว่าธรรมะที่ง่ายและดีที่สุด แต่ทำยากที่สุด และอ้อมเองก็ยังทำไม่ค่อยได้ด้วยคือ ‘สติ’ มันไม่ได้เป็นคำธรรมะชั้นสูงอะไรเลยด้วยซ้ำ มันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเป็นคำที่ยาก ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีถ้าเรามีสติ ถ้าเรารู้อยู่เสมอว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะจบ ทุกอย่างมันก็จะเปลี่ยน ทุกอย่างจะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น แต่พอเมื่อไหร่ที่เป็นเรื่องของเรา มันใหญ่เสมอ และสติมันมาไม่ทัน ปัญหามันก็เลยเกิด