A MAKEUP IN HIS HAND - เป๋ง ชานนท์ ยอดหงษ์

05.11.18 781 views

‘เป๋ง ชานนท์  ยอดหงษ์’ อาร์ต ไดเร็คเตอร์อิสระ ที่หลายคนรู้จักเขาจากการดำรงตำแหน่ง (อดีต) อาร์ต ไดเร็คเตอร์แห่ง Genie Records ค่ายเพลงร็อคระดับแนวหน้าของประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังงานคอนเสิร์ต ปกซีดี ของศิลปิน และวงร็อคมากมายในเมืองไทย นอกจากนี้หลายคนก็คุ้นเคยกับเขา ในงานปาร์ตี้ และมิวสิคเฟสติวัลเสมอมา 

แน่นอนว่าแค่มองจากผลงาน กอปรกับภาพลักษณ์ และรอยสักเต็มตัวของผู้ชายคนนี้ เป็นภาพสะท้อนตัวตนแบบแมนเกินร้อยอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่วันนี้ HAMBURGER จะพาทุกคนไปรู้จักกับอีกด้านของอาร์ติสต์ห่ามๆ คนนี้ ใต้ความแข็งกร้าวของชาวร็อคคนนี้มีเมกอัพอยู่ในมือเขา


อัพเดทชีวิตช่วงนี้ให้ชาว HAMBURGER กันหน่อย

ตอนนี้ก็เป็นอาร์ต ไดเร็คเตอร์เหมือนเดิมครับ แต่ว่าเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ทีนี้ก็ทำงานให้หลายค่ายมากกว่าเดิม แต่ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นอาร์ตไดฯ ที่ทำแต่งานเพลงล้วนๆ เลย ทั้งอัลบั้ม ปกอัลบั้ม ปกซิงเกิล โปสเตอร์ ทำงานคอนเสิร์ต คีย์วิชวล ไปจนถึงดีไซน์คอนเสิร์ตทั้งหมด เรียกได้ว่าทำงานมั่วซั่วมาก แต่ทั้งหมดอยู่กับงานเพลง 

หลายคนรู้จักคุณในชื่อ เป๋ง Genie Records

ใช่ เพราะว่าน่าจะทำงานอยู่กับทางค่ายมานานหลายปี เลยทำให้คนเข้ามาดูผลงานเรามากขึ้น ยิ่งพอมาอยู่บริษัทเพลง มันยิ่งเป็นงานที่ตรงกับสไตล์ที่ตัวเองชอบ ก็เลยยิ่งมีผลงานเยอะ คนก็เลยติดดภาพผลงานของเรากับทางค่าย จนติดเป็นเป๋งจีนี่ เรคคอร์ด

ชอบดนตรีแล้วทำไมไม่ไปเป็นนักดนตรี

เราชอบทั้งเพลง ชอบทั้งเมา (หัวเราะ) เป็นคนชอบฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก จำความได้ก็หยิบเทปมาฟัง หัดเล่นดนตรี ทำวงกับเพื่อน แต่ด้วยความที่ทำออกมาแล้วมันไม่รอด เล่นออกมาแล้วเพื่อนบอกว่า “มึงอย่าเล่นเลยดีกว่า มึงไปทำอย่างอื่นเถอะ” ตอนนั้นเราเล่นกลองก็โดนเพื่อนด่าแบบนี้ หัดเล่นกีตาร์ก็ด้วย ร้องนำด้วยแต่ก็ห่วย ก็เลย... ช่างมัน!

รองลงมาจากดนตรีคือเราชอบวาดรูป ก็เรียนมาทางด้านนั้น เรียนจบมาเราก็เลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรทำแล้ว อะไรที่มันดูเท่ ชีวิตกูต้องหาอะไรที่เท่ เห็นคนอื่นเขามีหน้ามีตาในสังคม เป็นอาร์ติสต์ เพนเตอร์ ทำงานออกแบบ กราฟิกดีไซเนอร์ เราถามตัวเองว่าต้องหาอะไรทำ และเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ เฮ้ย... เราชอบฟังเพลงด้วยนี่หว่า แปลว่าเราต้องหางานที่ได้ออกแบบ และก็ทำเพลงด้วย จะได้สนองนี้ดตัวเองในวัยเด็กได้ด้วย ช่วงแรกเราก็ไปตระเวนช่วยงานเพื่อนนักดนตรีทั้งหลาย เพราะเราเป็นคนชอบเที่ยวสังสรรค์ เราก็มีเพื่อนสายดนตรีเยอะ ไปช่วยออกแบบโปสเตอร์คอนเสิร์ต ช่วยทำคอนเสิร์ต จนวันหนึ่งที่ Genie Records รับสมัครอาร์ต ไดฯ เราก็ไปสมัคร และก็ทำงานยาว 5 ปีเลย ทีผ่านมาไม่เคยทำบริษัทไหนนานเท่านี้มาก่อน (ยิ้ม) 

เท่ อย่างที่คิดไว้ไหม 

เฮ้ยเท่ เท่ แม่งสนุก มันอาจจะเท่เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราชอบ การได้ทำสิ่งที่เราชอบ แล้วได้อยู่กับมัน หากินกับมันได้ สามารถมีทุกอย่างได้เพราะมัน โหย... มันเจ๋งมากเลย เราว่านี่มันคือความเท่ในมุมของเรานะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความเท่ที่คนอื่นมองมา 

อะไรที่ทำให้เข้าสู่เส้นทางร็อค

ตอนเด็กเราไม่มีของเล่นเหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นเขามีเซนต์เซย่า รถบังคับ มีเกม หูยเท่ชิบหาย แต่เราไม่มีเว้ย! พ่อแม่ไม่ได้ซื้อให้ แต่โชคดีที่บ้านเราชอบฟังเพลงกันหมด เราอยู่ในครอบครัวใหญ่ มีน้าหลายคน แต่ละคนฟังเพลงหลายแนว เมทัล พังก์ แจ๊ส ร็อค เราก็ฟังเพลงไปเรื่อยตามอารมณ์เรานอกจากนี้แม่เราทำงานธนาคาร เขาจะมีกระดาษรียูสกลับมาบ้านเยอะ เวลาว่างของเราที่ไม่ได้เล่นของเล่นก็เอากระดาษพวกนี้แหละมาวาดรูปเล่นตอนฟังเพลง 

เมื่อก่อนเราฟังเพลงหลายแนว ป๊อบเราก็ฟัง เต้นๆ ดึ๋งดั๋งมาก จนวันหนึ่งเราได้ลองฟัง Gun N Roses เราจำได้เลยว่าตอนที่ได้ยินเพลง Sweet Child O’Mine ปุ๊บ... เชี่ยยยย มันเปิดโลกใหม่ สักพักบรรดาน้าๆ ก็แนะนำเพลงต่างๆ ให้ฟังทั้ง Sex Pistols ได้ลองฟัง Smell Like Teen Spirit ของ Kurt Cobain ได้รู้จักวง Nirvana จากที่เราไม่รู้มาก่อนว่ามันมีดนตรีอะไรพวกนี้มันก็เปลี่ยนเราไปเลย 

ดนตรีมีผลต่อการแต่งตัวจริงไหม

มีสิ เสื้อผ้านี่อันดับแรกเลย เมื่อก่อนต้องเจาะหู เจาะคิ้ว ช่วงเด็กๆ จะต้องเริ่มต้นแบบนั้น ทรงผมแหลมๆ ต้องทำตาม Sid Vicious จาก Sex Pistols แฟชั่นมันจะโตตามยุคสมัย โตมาอีกหน่อยก็ต้องนู (Nu Metal) Limp Bizkit หรือ KoRn ก็แต่งตัวอีกแบบ ไปสักตามตัว แต่งตัวตามแฟชั่นของดนตรีที่เราฟังเลย

จากเสื้อผ้า สู่เมกอัพได้อย่างไร

เครื่องสำอาง? นี่หมายถึงแบบไหนบ้าง? แต่ง เติม หรือบำรุง? (คุณหมายถึงสกินแคร์? คุณใช้สกินแคร์ด้วย?) ใช่ๆ เราใช้สกินแคร์ตั้งแต่... ถ้าจำไม่ผิดก็ช่วงม.ต้น เพราะแม่เอามาให้ทา โฟมล้างหน้า ครีมทาตัว ทาหน้าตามปกติ 

ไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากเด็กผู้ชายทั่วไปบ้างหรือ 

ตอนนั้นอาจจะยังไม่ทันคิดมากกว่า แม่ให้อะไรมาก็ใช้ไปเรื่อยๆ จนถ้าไม่ได้ใช้จะรู้สึกเหมือนของขาด เฮ้ย... ทำไมหน้าแห้งๆ วะ ทำไมตัวมันแสบๆ ก็เลยรู้ว่าติด ไม่ใช้ไม่ได้ ไม่เคยถามเพื่อนนะว่าใช้ไหม แต่พวกมันทักกันเอง อย่างแก๊งเพื่อนผู้หญิงชอบมานอนบ้าน เพราะบ้านเรามีเครื่องทาผิวเยอะดี 


แล้วเริ่มต้นใช้เมกอัพได้อย่างไร

น่าจะเริ่มจากชอบเขียนตา ตอนนั้นเราชอบ Kurt Cobain มาก ช่วงหนึ่งเขาเขียนตา เราก็เริ่มเขียนตาดำเลย หยิบของแม่มาทา ตอนนั้นก็ทาแบบงูๆ ปลาๆ (รู้จักเหรอว่าชิ้นไหนเป็นชิ้นไหน) ไม่รู้เลย อะไรที่เขียนคำว่า Eye อะไรที่สีดำๆ ก็คงไม่เอาไปทาปากหรอก เราก็เอามาทาตา ตอนนั้นน่าจะม.4 มั้ง นอกจากเอาของแม่มาลอง ก็ได้จากแฟนคนแรก เขาจิ๊กเครื่องสำอางแม่มาให้ ซึ่งเราเขียนเฉพาะเวลาไปเที่ยว หรือไปคอนเสิร์ต 

จากอายไลเนอร์สีดำ สู่ไอเท็มชิ้นอื่น

เราเริ่มรู้สึกว่าคนทักว่าหน้าเราดูเหมือนแขกๆ (แต่ในใจคือกูอยากเป็น Kurt Cobain) เราเริ่มรู้สึกว่าผิดทางเว้ย ถ้าอย่างนั้นมันต้องซอฟต์ลงกว่านี้นิดนึง ต้องลองสีน้ำตาล มันดูซอฟต์ลงนะ มันคงเข้าเนื้อเรามากขึ้น จนมาจบที่สีแดง

แต่งตาสีแดง?

เราเลือกสีแดง แต่ไม่ได้มาสายอีโมแบบที่ร็อคอีโมสีแดง ไม่เกี่ยวกันแล้ว แต่มันเป็นความรู้สึกที่เราชอบ ชอบเวลาที่ทาแล้วเหมือนคนป่วย ดูจิตๆ เหมือนผู้ร้ายในหนังที่หน้าตาโรคจิต เราชอบตัวร้ายแบบนี้มากเป็นพิเศษอยู่แล้ว มันก็เลยเฮ้ยสีแดง... มันดูป่วยดีว่ะ 

เคยมีเรื่องปัญญาอ่อนอย่างหนึ่งคือ ช่วงนั้นเป็นหวัดแล้วตามันจะช้ำๆ ปากก็จะสีแดงก่ำๆ ยิ่งฝืนตา ไม่กระพริบเลยยิ่งช้ำไปกันใหญ่ แล้วเราชอบหน้าตอนนั้นมากเลย เคยฝากคนอื่นซื้อเครื่องสำอาง หรือน้องที่รู้จักซื้อมาให้ บางชิ้นมารู้ทีหลังว่าเป็นที่เขียนปากด้วยซ้ำ แต่เราเอามาเขียนตา 

ขณะที่จับเครื่องสำอาง เคยมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราถือมันมีไว้ให้ผู้หญิงเท่านั้นบ้างไหม 

เราเคยมีคำถามมากกว่านี้ด้วยซ้ำ อย่างตอนเราไปซื้อเสื้อผ้า แล้วมันแบ่งโซนผู้หญิงผู้ชาย เราชอบเดินโซนเสื้อผ้าผู้หญิงมากเลย รู้สึกว่าเสื้อผ้าผู้หญิงมันมีดีไซน์สนุกกว่าผู้ชายเยอะเลย เสื้อผ้าผู้ชายมันมีแต่แพทเทิร์นเดิมๆ แต่ของผู้หญิงมันมีคัตติ้งหลากหลาย มีความเปิดนั่นนี่ ยิ่งตัวไหนที่ทำไซส์ใหญ่เราจะชอบมาก เพราะเราซื้อมาใส่ได้ 

เวลาซื้อก็แค่ทำหน้าตาเหมือนซื้อให้แฟนใส่ แต่จริงๆ กูนี่แหละใส่เอง หรือบางทีก็เชียร์ให้แฟนซื้อแล้วเราก็ขอยืมใส่หน่อย (ยิ้ม) 

แสดงว่าสำหรับคุณเรื่องแฟชั่น ไม่มีการแบ่งหญิงหรือชาย?

เราว่ามัน... มันต้องถามด้วยซ้ำว่าทำไมมันต้องจำกัดด้วยเหรอ? ทำไมต้องไปจำกัดว่าต้องแต่งเท่านี้ๆ อันนี้ของผู้หญิงเท่านั้น เราว่าของผู้หญิงมันสวยกว่าเยอะนะเว้ย ไม่เห็นมีใครถามว่าผู้หญิงใส่เสื้อผู้ชายได้ไหม แต่พอผู้ชายใส่เสื้อผ้าผู้หญิงคนกลับตั้งคำถาม 

เครื่องสำอางกับผู้ชายล่ะ ไม่ต้องแบ่งแยกก็ได้เหรอ เคยคิดไหมว่าตัวเองอาจจะข้ามไปอีกขั้นกว่านี้

ไม่เลยนะ ไม่เคยรู้สึกเลย เพราะเราไม่ได้แต่งหน้าให้เป็นหญิง เราแต่งหน้าให้เป็นชาย และเราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะเปลี่ยนเพศหรืออะไร ไม่รู้สึกอะไรเลย เราว่าเครื่องสำอางมันก็แค่อุปกรณ์ที่ทำให้แต่งเพื่อให้ตัวเองพอใจ นึกออกไหม?... มันไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีมาเพื่อผู้หญิง บางทีผู้หญิงแต่งหน้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าอันนี้มันมีเพื่อผู้หญิง แต่งเพื่อให้ดูเป็นผู้หญิง แต่แต่งเพราะกูอยากให้ดูดีขึ้น เราก็รู้สึกแบบนี้ แค่นั้น

ได้ข่าวว่านอกจากแต่งตาแล้ว มีทาปากด้วย?

ลิปมัน (มีสี?) สีแดง แต่แค่ทาให้ปากชุ่มชื้น ถ้ามีสีอื่นก็ไม่ค่อยทานะ ส่วนใหญ่ทาสีแดงนี่แหละ แต่ไม่ได้แดงมากอะไร เป็นสีแดงนิดๆ แบบลิปมัน 

คนรอบตัวตอบสนองอย่างไร

ไม่มีแซวเลยนะ แต่เพื่อนเคยถามว่า “เป็นไรวะ ร้องไห้มาเหรอ” เปล่ากูเขียนตา ก็คือบอกไปตรงๆ ขี้เกียจตอบคำถามอื่นตามมา 

นอกจากแต่งหน้าเองตามปาร์ตี้ หรือคอนเสิร์ต เคยถูกแต่งหน้าไหม รู้สึกอย่างไร

เคยและไม่ชอบ เกลียดเลยครับ ตอนนั้นไปถ่ายรายการหนึ่ง เราไม่กล้าเปิดดูด้วยซ้ำ แต่เพื่อนแคปเจอร์หน้าจอมาให้ดู เห็นแล้วเกลียดมาก หน้าวอกมาก แบบนั้นเราไม่ชอบเลย มีการทารองพื้น แต่ในใจเรารู้สึกว่า เขาแต่งตามแบบที่ว่าแต่งผู้ชายต้องแต่งแบบนี้ แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ ผู้ชายมันก็แต่งหน้าได้หลายแบบ อาจจะเพราะเราเป็นอาร์ต ไดเร็คเตอร์ด้วยมั้ง เราดูศิลปินของเรา ดูการแต่งหน้าของผู้ชาย เราเห็นว่าแบบนี้มันมากไป เราไม่ชอบการแต่งหน้าให้คนผิวเข้มให้ออกมาดูขาวเวลาถ่ายรูป มันต้องแต่งแบบผิวเข้มแล้วก็ยังดูดี คือคนผิวคล้ำก็ไม่ได้อยากขาวเปล่าวะ